เมนูหลัก
เรื่องล่าสุด
 

AEC หรือ Asean Economics Community คืออะไร ?

คำตอบก็คือ การรวมตัวของชาติใน Asean ทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)

Asean จะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผลเป็นรูปธรรม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ณ วันนั้น จะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิดไม่ถึงทีเดียว

AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปคือ

1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

 โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้

พม่า สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย สาขาการท่องเที่ยวและสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)

การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น

* การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้โรงเรียนแพงๆ แต่คุณภาพไม่ดีต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจจะสู้ไม่ได้
* ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่า อยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การจัดการประชุมต่างๆ การแสดงนิทรรศการ ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่อง การคมนาคมอีกด้วย เนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ จะเติบโตอย่างมากเช่นกัน เพราะจะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ของประเทศต่างชาติ จะมีราคาสูงมากหากเทียบแกับประเทศ ไทย)
* การค้าขาย จะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรม สิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทย ไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก ( ณ วันที่ 15 ก.ย.56 ค่าแรงหนุ่มสาวโรงงาน ณ ประเทศลาว อยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทไทย)
* เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ (AEC มีมาตรฐานว่า จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจเสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร
* การค้าขาย บริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย
* เมืองไทย จะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้ายเสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน และยังมีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรต้องวางแผนรับมือ
* คนไทยที่ ใช้ภาษาอังกฤษได้ บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล
* อุตสาหกรรม โรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง
* สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น
* กรุงเทพฯจะแออัดอย่างหนัก เนื่องจาก มีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียน และเป็นเมืองหลวงของไทย โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนามบินสุวรรณภูมิก็จะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบัน มีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)
* ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญอยู่แล้ว
* ไทยจะเป็นศูนย์การการท่องเที่ยวและคมนาคมอย่างไม่ต้องสงสัย หากผู้ประกอบธุรกิจในไทยที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจนี้ปรับตัว และเตรียมพร้อมดี ก็จะได้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและคมนาคม
* ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย

การขนส่งที่จะเปลี่ยนแปลง East-West Economic Corridor (EWEC)หรือเส้นทางหมายเลข 9 (R9) ชื่อไทยว่า เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก
east west economic corridor R9

จะมีการขนส่งจากท่าเทียบเรือทางทะเลฝั่งขวาไปยังฝั่งซ้าย เวียดนาม-ไทย-พม่า มีระยะทางติดต่อกันโดยประมาณ 1,300 กม.อยู่ในเขตประเทศไทยถึง 950 กม. ลาว 250 กม. เวียนดนาม 84 กม.เส้นทางเริ่มที่ เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว ผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์, พิษณุโลก สุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเข้าไปยังประเทศพม่าไปเรื่อยๆถึงอ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เป็นการเชื่อมจากทะเลจีนใต้ไปสู่อินเดีย

เส้นทาง R9 นี้จะทำให้การขนส่งรวมถึง logistic ใน AEC จะพัฒนาอีกมาก และจากาการที่ไทยอยู่ตรงกลางภูมิภาค ทำให้เราขายสินค้าได้มากขึ้นเพราะเราจะส่งของไปท่าเรือทางฝั่งซ้ายของไทยก็ได้ ทางฝั่งขวาก็ได้ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในไทยบริเวณดังกล่าวก็น่าจะมีราคาสูงขึ้นด้วย

นอกจากนั้น ที่พม่ายังมี โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือโครงการ “ทวาย” (ศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่,ท่าเรือขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบัน Italian-Thai Development PLC ได้รับสัมปทานในการก่อสร้างแล้ว ปัจจุบันได้หยุดการพัฒนาชั่วคราวเพื่อรอผู้ร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ ข้อมูล ณ 27 เม.ย.2557) โครงการทวายมีเป้าหมายที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ในภาคใต้ของพม่า ซึ่งมีโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก โรงงานปุ๋ย โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน ในระยะถัดไปอีกด้วย

ซึ่งโครงการทวาย มีที่เส้นทางสอดคล้องกับ East-West Economic Corridor จะกลายเป็นทางออกสู่ทะเลจุดใหม่ที่สำคัญมากต่ออาเซียน เพราะในอดีตทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เท่านั้น ขณะเดียวกันโปรเจกต์ทวายนี้ยังเป็นต้นทางรับสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียหรือสินค้าที่มาจากฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งจะถูกนำเข้าและแปรรูปในโรงงานปิโตรเคมีภายในพื้นที่โปรเจกต์ทวาย เพื่อส่งผ่านไทยเข้าไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีนเช่น ลาว กัมพูชา และไปสิ้นสุดปลายทางยังท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม และจะถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและจีน

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญตอนนี้คือ ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยๆเราก็จะได้สื่อสารกันกับ Asean ได้ เพราะหากสื่อสารไม่ได้ เรื่องอื่นก็คงยากที่จะทำ และการคิดจะหาลูกค้าแค่ในประเทศไทย ก็อาจไม่เพียงพอแล้ว เพราะธุรกิจต่างชาติก็จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราแน่นอน เรื่อง AEC จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ธุรกิจ และคนไทยต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมให้ดี

 

 
 

ประวัติความเป็นมาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
Asean Economic Community History

AEC เป็นการพัฒนามาจาก การเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of South East Asian Nations : ASEAN) ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งแรกเริ่ม 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมาในปี 2527 บรูไน ก็ได้เข้าเป็นสมาชิก ตามด้วย 2538 เวียดนาม ก็เข้าร่วมเป็นสมาชิก ต่อมา 2540 ลาวและพม่า เข้าร่วม และปี 2542 กัมพูชา ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 10 ทำให้ปัจจุบันอาเซียน เป็นกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคขนาดใหญ่ มีประชากร รวมกันเกือบ 500 ล้านคน

จากนั้น ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 ที่อินโดนีเซีย เมื่อ 7 ต.ค. 2546 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตกลงกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งประกอบด้วย3 เสาหลัก คือ

1. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community:AEC)
2. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar)
3. ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar)

คำขวัญของอาเซียน คือ “One Vision, One Identity, One Community.” หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม

เดิมกำหนดเป้าหมายที่จะตั้งขึ้นในปี 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงกัน เลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้นเป็นปี 2558 และก้าวสำคัญต่อมาคือ การจัดทำปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2552 นับเป็นการยกระดับความร่วมมือของอาเซียนเข้าสู่มิติใหม่ในการสร้างประชาคม โดยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งทางกฎหมายและมีองค์กรรองรับการดำเนินการเข้าสู่เป้าหมายดังกล่าวภายในปี 2558

ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 10 ประเทศได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา บรูไน

สำหรับเสาหลักในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) ภายในปี 2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี 2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียว เพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจ ให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้าน ต่าง ๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี 2558 รวมทั้ง การให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า

ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน +3 โดยจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไป ก็จะมีการเจรจา อาเซียน+6 จะมีประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดียต่อไป

 
 

ผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับอาเซียน (แนะนำ)
Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน 20 ตุลาคม 2556

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย ผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในภาคอุตสาหกรรมว่า จากการวิเคราะห์ถึงศักยภาพของประเทศไทย พบว่า

มีจุดแข็งที่สำคัญได้แก่

1. ประเทศไทยมีแรงงานที่มีทักษะฝีมือเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
2. มีวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และมีผลผลิตที่หลากหลาย เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย ผักและผลไม้สด เป็นต้น
3. มีที่ตั้งเหมาะสมในด้าน การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้มีข้อได้เปรียบหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่ง
4. การคมนาคมขนส่งทั้งทางบกและทางอากาศครอบคลุมและรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนจุดอ่อนที่สำคัญมี 5 ข้อ ได้แก่

1. ภาคการผลิตของไทยยังมีประสิทธิภาพต่ำ เห็นได้จาก ข้อมูลการสำรวจปัจจัยในการแข่งขันทั้ง 4 ด้านที่สถาบัน IMD ได้ดำเนินการ สำรวจไว้
2. การขาดแคลนแรงงานจากค่านิยมเกี่ยวกับการทำงาน และการเรียนที่ผิดๆ โดยให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากกว่าการนำไปใช้จริง
3. การกระจุก ตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำในกทม. และปริมณฑล รวมทั้ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก
4. อุตสาหกรรมหลักของประเทศยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ
5. สินค้าอุตสาหกรรม ยังมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคการเกษตรไม่มากนัก แม้ว่าภาคการเกษตรจะมีความสำคัญกับประเทศมาอย่างช้านาน

การศึกษาอุตสาหกรรมหลัก 12 กลุ่มของไทย ได้แก่

1. อุตสาหกรรม ยานยนต์ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ อันดับ 1 ของอาเซียน มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ที่มีความเฉพาะใน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ รถปิกอัพ 1 ตัน รถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ และรถยนต์ขนาดเล็กคุณภาพสูง ซึ่งในส่วนของรถจักรยานยนต์ไทยมีการผลิตเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ดังนั้น หากเปิด AEC ไทยควรจะรักษาฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูง ฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย ออกไปตั้งฐานการผลิตยานยนต์ และชิ้นส่วนในอาเซียน
2. อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากเป็นฐานการผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม หลังการเปิด AEC ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีทีวีแอลซีดีของโซนี่ ที่ได้ย้ายฐานไปมาเลเซีย เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งไปอินเดียที่เป็นตลาดหลักต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตทีวีแอลซีดีของซัมซุง พานาโซนิก และแอลจี รวมทั้ง ยังรับจ้างผลิตให้กับอีกหลายแบรนด์ ขณะที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ยังมีแนวโน้มที่ดี
3. อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องแรงงานมีฝีมือเป็นที่ยอมรับ และมีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมแต่ยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งการเปิด AEC คาดว่า เรื่องภาษีจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมนี้ไม่มาก เพราะได้ทะยอยลดภาษีเป็น 0 เกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของมาตรการส่งเสริมการลงทุน ไทยยังเสียเปรียบมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์ยืดหยุ่นกว่า โดยแนวโน้มการ อยู่รอดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
4. อุตสาหกรรม เหล็ก ไทยมีศักยภาพในอันดับต้นๆ ของอาเซียน เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ และยังมีโอกาสขยายตลาดในอาเซียนได้อีกมาก แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่มีโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ ซึ่งหลังจากเปิด AECแล้วความน่าสนใจในการลงทุนอุตสาหกรรมนี้อาจด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ มีการลงทุนเหล็กต้นน้ำ
5. อุตสาหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ ไทยมีจุดแข็งเรื่องฝีมือแรงงาน โดยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพพลอย มีจุดอ่อนในเรื่องแรงงานมีฝีมือมีแนวโน้ม ลดลง เพราะคนรุ่นใหม่หันไปทำงานด้านอื่น และขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศต้องนำเข้าถึง 90% แต่ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในอาเซียนไทยยังคงมีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AEC จะทำให้ไทยมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน
6. อุตสาหกรรม สิ่งทอ ไทยมีจุดเด่นในเรื่องขีดความสามารถในการผลิตครบวงจร เป็นฐานการผลิตใหญ่ในอาเซียนรวมทั้ง ประเทศกัมพูชา พม่า และเวียดนาม ต่างก็ยังพึ่งพาสินค้ากลางน้ำจำพวกผ้าผืนจากไทย ดังนั้นเมื่อเปิด AEC จะเป็นผลดีเนื่องจาก ประเทศเพื่อนบ้านและเวียดนามมีอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่เติบโตอย่างรวด เร็ว แต่ยังขาดแคลนอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้เป็นโอกาสของไทย ในการขยายตลาดในอาเซียน
7. อุตสาหกรรม เครื่องนุ่งห่ม ไทยมีความได้เปรียบและความพร้อมในเรื่องคุณภาพการผลิตที่ปราณีต แต่มีจุดอ่อนเรื่องต้นทุนแรงงาน ดังนั้น การเปิด AEC จะเป็นโอกาส ในการออกไปตั้งฐานการผลิตในสินค้า ปลายน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ของประเทศเพื่อนบ้านในการส่งออกไปยังยุโรป และสหรัฐฯแต่ผู้ประกอบการ จะต้องพัฒนาแบรนด์ และเพิ่มการออกแบบ เพื่อให้แข่งขันในตลาดสากลได้
8. อุตสาหกรรม เม็ดพลาสติก ไทยมีจุดแข็งเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน เพราะมีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคการเปิด AEC ลดภาษีเป็น 0% ไทยจะส่งเม็ดพลาสติกเข้าไปขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำไม่เพียงพอ เช่น อินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียก็มีมาตรการกีดกันทางการค้าในเม็ดพลาสติก PET จากไทย ดังนั้น หากขจัดอุปสรรคนี้ได้ก็จะทำให้มีการส่งออกมากขึ้น
9. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์พลาสติก มีส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน โลจิสติกส์ และแรงงาน ต่ำกว่าไทย รวมทั้งยังมีการเชื่อมโยงคลัสเตอร์พลาสติกที่ดีกว่า ซึ่งเมื่อเปิด AEC อุตสาหกรรมนี้ จะขยายตัวตามเศรษฐกิจ ประกอบการไทยสามารถส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ยกเว้นเวียดนามที่เป็นตลาดของมาเลเซีย
10. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยาง ประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องการส่งออกวัตถุดิบยางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมนี้ของไทยมีศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะยางล้อที่เติบโตอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันประเทศลาว และเวียดนามได้ขยายการส่งออกยางมากขึ้น ทำให้อัตราการเติบของไทยลดลง และไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น จึงต้องเร่งผลิตบุคลากรทุกระดับ รวมทั้งเพิ่มการวิจัยและพัฒนา เพิ่มส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิต และการวิจัยสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง
11. อุตสาหกรรม เครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ไทยมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพสินค้าที่ดีกว่าจีน และยังเป็นทำเลที่เหมาะต่อการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในอาเซียน และยังมีความหลากหลายของสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ แต่การเปิด AECจะทำให้ผู้ประกอบการSMEsต้องปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะจะมีคู่แข่งมากขึ้น
12. อุตสาหกรรม อาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข็มแข็งมาก สิ่งที่ต้องระวังคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงและมีสภาพแวด ล้อมการทำงานที่ไม่จูงใจ ดังนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายชัดเจนในเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน

ที่มา : เปิดผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยมั่นใจศักยภาพแข่งขันรับ AEC (วัชระ ปุษยะนาวิน)

วางหมาก “ประตูสู่อาเซียน” ไทยหน้าด่านต่างชาติลงทุนใน AEC
Posted in: ความได้เปรียบเสียเปรียบไทยในAEC 08 ธันวาคม 2555

หนึ่งในหน่วยงานหลักของไทย ที่ขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั่นก็คือ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยนางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจรการค้าระหว่างประเทศคนใหม่ ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งมากว่า 2 เดือน กล่าวว่า กรมจะให้ความสำคัญกับเรื่อง AEC เป็นอันดับแรก โดยจะมุ่งผลักดัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดประเทศ ไทยกำหนดตัวเองว่าจะเป็น “ประตูสู่อาเซียน” แต่ที่ผ่านมามีการนำไปปฏิบัติน้อยมาก กรมจึงจะเพิ่มบทบาทในจุดนี้ให้มากขึ้นเพื่อให้ทันภายใน 3 ปี นับจากนี้ โดยกำลังดูเรื่องการทำงานของศูนย์ AEC ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่จากนี้ไปจะไม่ใช่หน่วยงานให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะผนึกพันธมิตรให้เข้ามาร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษา สำนักงานบัญชี เป็นต้น เพื่อเวลาที่ต่างชาติเข้ามาขอคำแนะนำการลงทุนในอาเซียน ศูนย์แห่งนี้ ก็จะมีความพร้อมให้ข้อมูลเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ สำหรับใช้ในการตัดสินใจว่า จะลงทุนได้ปัจจุบัน อาเซียน ได้รับความสนใจจากทุกเวที และการทำงานที่ผ่านมาของอาเซียน ก็มีความเข้มข้น เข้าใจกันมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการดำเนินการใดๆ ก็จะมองถึงประโยชน์ของอาเซียนเป็นหลัก

ขณะที่ไทยเองได้รับความสนใจจากต่างชาติ ที่ไม่ว่านักลงทุนต่างชาตินั้นๆ จะสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศใดก็ตามในอาเซียน แต่ก็เห็นว่าไทยเป็นประเทศแรกที่จะเข้ามาติดต่อ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายของเราที่จะเป็นประตูสู่อาเซียนอยู่แล้ว จากจุดนี้เราจึงจะขับเคลื่อนด้วยการที่ไทยจะผันตัวเองให้เป็น รีจินัล เฮด ออฟฟิศ อีกทางหนึ่งด้วย โดยการจะไปสู่จุดที่ว่าได้นั้น จะต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้วย ในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ซึ่งหากไทยทำได้ตามที่คาดหวังไว้ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้นอีก เรื่องสำหรับAEC คือการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะต้องส่งเสริมให้ออกไปข้างนอกในเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการตั้งรับภายในเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ กรมคงไม่สามารถทำคนเดียวได้ แต่จะต้องร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประชาสัมพันธ์ที่ให้เข้ามาช่วยในการใช้สื่อต่างๆ ส่งผ่านไปยังผู้ประกอบการทั่วประเทศ

ในการทำงานนั้นจะมุ่งผลักดันไปพร้อมๆ กันทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้นน้ำ ก็เป็นการเจรจา ส่วนกลางน้ำในขณะนี้ ก็เป็นเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ซึ่งที่ผ่านมาตนได้รับการ้องเรียนเข้ามามาก แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดรับเป็นแม่งาน จึงอาสาเข้ามาช่วยดำเนินการ ซึ่งที่ได้เข้าไปเจรจาแล้วก็คือเรื่องข้าวโพดกับลาว และกัมพูชา ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี และที่กำลังเข้าไปดูก็คือกับอินโดนีเซีย ขณะที่ปลายน้ำก็คือการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายสำหรับ ความคืบหน้าในการเจรจาเปิดเสรีการค้ากับประเทศต่างๆ นั้น ขณะนี้ การเจรจาเอฟทีเอไทย-ชิลี ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีการลงนามกันในเดือนมกราคมปี 2556 นี้ และที่จะตามมาคือ เอฟทีเอ ไทย-เปรู คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้าเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีที่เจรจาแบบทวิภาคีอีก คือเอฟทีเอไทย-อินเดีย ที่ขยายรายการสินค้าเพิ่มเติม และเอฟทีเอไทย-ยุโรป ส่วนการเจรจาในพหุภาคีที่ได้ประกาศล่าสุดคือ ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อาเซียน +6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) หรือ RCEP ซึ่งจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับรองลงมาเอ ฟทีเอ เป็นเสมือนมาตรการผลักดันให้การค้ามีความโปร่งใส และราบรื่น ซึ่งก่อนที่แต่ละประเทศจะตกลงทำเอฟทีเอ จะต้องมีการปรับกฎระเบียบภายในประเทศ ให้อยู่ในระดับเดียวกัน ถือเป็นแรงบีบอย่างหนึ่ง ที่ทุกหน่วยงานจะต้องพัฒนาตัวเอง โดยเอฟทีเอ ถือเป็นการค้าเสรีระดับต้นๆ แต่ก็จะมีระดับที่ยากขึ้นและระดับสูงสุดก็คือ ทีพีพี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเจรจาใดๆ ขอยืนยันว่าจะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักเอ ฟทีเอ ยังจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย จะเห็นได้จากมาเลเซีย ถือว่าแซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว ซึ่งหากเข้าไปดูในรายละเอียดจริงๆ จะพบว่า มาเลเซียยกตัวเองขึ้นมาได้ ด้วยการเข้าร่วมเจรจาเอฟทีเอในทุกรูปแบบ หากล่าช้า เราจะตกขบวน สิ่งที่จะตามมาคือการที่เราจ่ายแพงกว่านั่นเอง

ที่มา : อนัญชนา สาระคู (คม ชัด ลึก)

 

กูรูที่ปรึกษาสอบบัญชีชี้ AEC บีบผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก ควบรวม
Posted in: การปรับตัวกลยุทธ์ รับAEC 05 มิถุนายน 2557

ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจปรึกษาตรวจสอบบัญชี ชี้อาเซียนเป็น AEC ปีนี้กดดันผู้เล่นขนาดกลางถึงเล็กต้องปรับตัวเพิ่มขนาดสร้างขีดแข่งขัน ให้สามารถขยายงานบริการลูกค้าให้มากขึ้น สนองตอบความต้องการเชิงกลยุทธ์ ให้ลูกค้าเข้าถึงตลาดชาติสมาชิกอื่น แนะบริษัทไทยเร่งทําความเข้าใจ กฎระเบียบเลือกหาที่ปรึกษาบริษัทสอบบัญชีที่เหมาะสม นับ ถอยหลังจากปีม้าเข้าสู่ปีแพะ และสิ้นปี 2558 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนโฉมจากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศรวมไทย (อาเซียน) ไปเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคนี้ ในมุมมองของเครือข่ายกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา และตรวจสอบบัญชีชั้นนําของโลกต่างเห็นว่า AEC จะส่งผลให้เกิดพัฒนาและการควบรวมของผู้เล่นในธุรกิจนี้ เพื่อเพิ่มขนาดสร้างความสามารถแข่งขันรับประโยชน์มากมายจาก AEC: ผนึกเพิ่มขีดแข่งขันเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ หัวหน้าสํานักงาน บริษัท เคพีเอ็มจีภูมิไชย สอบบัญชีจํากัด กล่าวถึงบริษัทที่ปรึกษาตรวจสอบบัญชี ที่ไม่ใช่ผู้เล่นอยู่ในเครือข่ายกลุ่ม บิ๊กโฟร์หรือ ผู้เล่นรายใหญ่สุด 4 อันดับแรกของโลก อาจต้องเผชิญความท้าทายในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น จึงอาจจะได้เห็นการควบรวมกิจการมีมากขึ้น ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองภายในภูมิภาคและทั่วโลก ถือเป็นความท้าทายของบิ๊กโฟร์และผู้เล่นที่ไม่ใช่บิ๊กโฟร์ต้องเผชิญ

ดังนั้นไม่มีใครอยู่กับที่ได้ แต่ทุกคนต้องปรับตัว วิไลพร ทวีลาภพันทอง หัวหน้าหุ้นส่วน บริษัทไพร้ซ วอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส หรือ พีดับบลิวซี คอนซัลติ้ง ประเทศไทย กล่าวถึง ประเด็นเป็นความท้าทาย สําหรับอุตสาหกรรมที่ปรึกษาตรวจสอบบัญชีว่า อยู่ที่สํานักงาน สอบบัญชีขนาดกลางและเล็กต้องเร่งปรับ ตัว และอาจได้เห็นการควบรวมกิจการระหว่างสํานักงานสอบบัญชีไทยด้วยกันเอง เพื่อขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น หรือการร่วมทุนระหว่างสํานักงานสอบบัญชีไทยกับประเทศอื่น ในอาเซียน เพื่อผนึกกําลังแข่งขันกับ สํานักงานตรวจสอบบัญชีอื่น ทั้งในและ นอกประเทศในแง่คุณภาพและความเป็นสากล ของนักบัญชีของไทยในภาพรวมไม่น่าเป็นห่วง

ประเด็นที่น่าห่วงคือความขวนขวายของแต่ละบุคคล เพื่อพัฒนาศักยภาพ หาประสบการณ์ความรู้ใหม่ให้แก่ตนเองสิ่งที่นักบัญชีหรือวิชาชีพอื่นๆ ต้องปรับตัวคือ ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องเพิ่มพูนความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง และเรียนรู้ภาษาวัฒนธรรม ข้อกฎหมายของแต่ละประเทศ ที่แตกต่างกันทั้ง นี้วิไลพร มองว่าAECไม่ถือว่าส่งผลที่เป็นอุปสรรคต่อการทํางานด้านธุรกิจที่ปรึกษา อีกทั้งลูกค้า จะได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับโลกได้อีกด้วย แต่ผู้เล่นในธุรกิจที่ปรึกษาของไทย จําเป็นต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการเพราะอาจจะขาดประสบการณ์ในการทํางานข้าม ตลาดไปยังประเทศอื่น จึงจําเป็นต้องหาตัวช่วย เช่น เครือข่ายการทํางานจากต่างประเทศ: ช่วยให้งานที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นความ เห็นของ วิไลพร สอดรับกับ สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ (ประเทศไทย) เห็นว่า AEC จะช่วยให้เกิดการขยายตัวของตลาด ที่ปรึกษาตรวจสอบบัญชีจากเดิมที่จํากัด ขอบเขตให้บริการแต่ในประเทศ แต่พอเปิด AEC ย่อมส่งผลให้โอกาสการบริการแก่ลูกค้าเพิ่มขึ้นและทําได้ทั้งภูมิภาค

นอกจากนี้การเปิด AEC ทําให้บริษัทหลายแห่งทั้งสัญชาติไทยและจากต่างประเทศ ที่มองเห็นโอกาสขยายธุรกิจไปยังประเทศที่มีอัตราเติบโตดีทําการปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ธุรกิจและปรับปรุงรูปแบบดําเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับของประเทศที่เข้าไปลงทุน จึงจําเป็นต้องใช้ความชํานาญของที่ปรึกษาและผู้ตรวจสอบบัญชี ที่มีความชํานาญมาช่วยสนับสนุน สํานักงานดีลอยท์ที่มีอยู่ทั่วอาเซียน ตระหนักถึงผลกระทบและโอกาสที่จะ เกิดขึ้นจากการเปิดAEC และได้ร่วมกัน ก่อตั้ง บริษัทดีลอยท์เซาต์อีสท์เอเชีย ลิมิเต็ด เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่มีธุรกิจกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค และมีความต้องการใช้บริการที่ปรึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และดําเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวใน AEC: มั่นใจอาเซียนดึงดูดทุนนอกผู้ บริหารของดีลอยท์ในไทย ยังมองภาพรวมของการผลักดันอาเซียนให้เป็น AEC ในปลายปีหน้าว่าน่าจะทําได้สําเร็จ และหลังจากนั้นผู้นํารัฐบาลประเทศสมาชิก จะร่วมมือผลักดันให้เกิดตลาดการบริโภคและการลงทุนขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคที่มี ประชากรมากกว่า 600 ล้านคน เพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรของภูมิภาคนี้ในระยะยาว รวมถึงเพิ่มอํานาจต่อรองในการเจรจาการค้ากับกลุ่มประเทศอื่นๆ ขณะที่ ศิวะ อินทรกําธรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทพีดับบลิวซีประเทศไทย เชื่อว่า AEC จะทําให้อาเซียนน่าลงทุนมากขึ้น เนื่องจาก อาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตอยู่แล้ว หากมีการผสมผสานรวมตัวกันทางเศรษฐกิจได้สําเร็จ จะทําให้เป็นกลุ่มที่มีการแข่งขัน มีนวัตกรรมและมีอํานาจแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น และสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก และทําให้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเข้มแข็งขึ้น เพิ่มฐานรายได้ของประชาชน เพิ่มโอกาสในการทํางาน ส่งเสริมความเท่าเทียมกันลดช่องว่างการพัฒนา: แจงปัญหา-อุปสรรค AEC

อย่างไรก็ตาม สุภศักดิ์ เห็นว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงและสมาชิกต้องร่วมมือกัน อย่างจริงจัง หลังจากได้จัดตั้งAECคือการเปิดเสรีภาคบริการซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ยกเว้น สิงคโปร์นั้น ยังไม่ดําเนินการแก้ไขกฎระเบียบข้อบังคับ ภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดรับกับข้อตกลงในการเปิดเสรีภาคบริการของอาเซียน การขจัดมาตรการกีดกันทางการค้า ที่มิใช่ภาษีซึ่งประเทศใช้อยู่ การจัดการศุลกากรของภูมิภาคให้เป็นแบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนําเข้าและส่งออก รวมถึงการกระตุ้น ให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร และสุดท้าย การปรับโครงสร้างสํานักงานเลขาธิการอาเซียน ควรพิจารณาเพิ่มงบประมาณ บุคลากร ขอบเขตความรับผิดชอบ และอํานาจ ในการบังคับให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามข้อตกลงระดับภูมิภาคที่ได้ลงนามร่วม กันมุม มองของ สุภศักดิ์เป็นไปในแนวเดียวกับ ศิวะ คือข้อตกลงในหลายเรื่อง เช่น กฎระเบียบการ ลงทุน ภาษีอากร กฎหมายของแต่ละประเทศยังแตกต่าง อาจมีการกีดกันการค้าของประเทศสมาชิก ที่แต่ละประเทศมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง เช่น ระบบโควตาการนําเข้า เพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ หรือกําหนดมาตรฐานต่างๆ ให้เข้มงวด เพื่อกีดกันสินค้าจากต่างชาติ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

การค้าชายแดนช่องทางอนาคตเศรษฐกิจไทย ในอาเซียน
Posted in: บทความและบทวิเคราะห์AEC 08 กรกฎาคม 2557

ในการเปิด AEC แน่นอนว่า ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสียแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เชื่อว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมไม่ยินดีที่จะเห็นประเทศของตนเสียเปรียบ แน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้อง จะมีการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงไว้โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา ที่เป็นตัวกลางหลักในการสื่อสารระหว่างกัน แต่ หากหันกลับมามองในเรื่องความได้เปรียบของประเทศไทยในตอนนี้สิ่งแรกก็คือ ความได้เปรียบของประเทศไทย ในด้านภูมิประเทศ เพราะประเทศไทยถือว่า มีทําเลที่ตั้งอยู่ในจุดซึ่งเรียกได้ว่า เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้มีพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศสมาชิกหลายประเทศ โดยทางด้านทิศเหนือ และตะวันตก ติดต่อกับเมียนมาร์ตะวันออกติดกับ สปป.ลาว และกัมพูชา ทิศใต้ติดกับมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่ดีสําหรับด้านโลจิสติกส์ที่นอกจากจะเชื่อมต่อไป ประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว ยังเชื่อมไปยังประเทศที่ 3 อย่าง จีน อินเดีย เวียดนาม สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย

ในขณะเดียวกัน สินค้าหลายชนิดของประเทศไทย ก็เป็นที่ยอมรับจากทั้งในอาเซียนและทั่วโลกเพราะคุณภาพมาตรฐาน ของสินค้าที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ทําให้ได้รับความนิยมในประเทศเพื่อนบ้านเป็น อย่างมาก จึงไม่แปลก หากได้เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วจะเห็นสินค้าไทยหลายชนิดวางจําหน่าย อยู่ในชั้นวางของตามร้านค้าต่างๆ โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภคโดยเฉพาะอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมมากสํา หรับการค้าชายแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ (มาเลเซีย-เมียนมาร์-สปป.ลาว-กัมพูชา) ในปี 2557 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,100,000 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกที่สําคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้ำมันเบนซิน เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และผ้าผืน เป็นต้น ขณะที่สินค้านําเข้าที่สําคัญของประเทศไทย ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติโคกระบือสุกร แพะแกะสัตว์น้ำ ไม้ซุง พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์เป็นต้นอีก ทั้งจะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลยังได้เลือกพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก ช่วงปี 2558-2559โดยเลือกประตูการค้าหลักที่มีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนสูงสุด ของประเทศไทย และอาจเรียกว่าเป็นเมืองหน้าด่านรองรับการเข้าสู่ AEC 5 พื้นที่การค้า จาก 12 พื้นที่ ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้แก่ ด่านศุลกากรแม่สอด อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งติดกับประเทศเมียนมาร์ ด่านศุลกากรอรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ติดกับประเทศกัมพูชา, ด่านศุลกากรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดกับประเทศกัมพูชา, ด่านศุลกากรมุกดาหาร อ.เมืองอ.หว้านใหญ่ และ อ.ดอนตาล ติดกับ สปป.ลาว และด่านศุลกากรสะเดา ด่านปาดังเบซาร์อ.สะเดาจ.สงขลา ซึ่งติดกับประเทศมาเลเซียโดย ล่าสุดรัฐบาลและหอการค้าไทย เริ่มผลักดันด่านแม่สอด-เมียวดีเป็นจุดนําร่องไปบ้างแล้วและเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ก็เป็นการเริ่มต้นที่ภาครัฐจะให้การสนับสนุนด้านการปฏิบัติของเขตเศรษฐกิจ พิเศษอย่างเป็นทางการ ทั้ง นี้จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ยังคาดว่าภายในปี 2558 ภูมิภาคอาเซียนจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมทั้งสิ้น 60 แห่ง โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษประมาณ 54 แห่ง จะตั้งอยู่ในประเทศ สปป.ลาว และกัมพูชา

ที่มา : อัมพิกา ศรีโพธา

แกะรอยเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน..สิงคโปร์โมเดล
Posted in: ข้อมูลของแต่ละประเทศในAEC,บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน 11 มีนาคม 2557

การเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้ จะตามมาด้วยการเปิดเสรี ด้านการลงทุนในแถบภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน หลายประเทศทั่วโลกมองกลุ่มประเทศอาเซียนว่า น่าสนใจลงทุน และแต่ละประเทศก็มีจุดดีและจุดด้อยที่แตกต่างกันไป การที่สิงคโปร์สามารถก้าวมาเป็นผู้นำด้านการค้า การลงทุนและการเงินของอาเซียน ไม่ใช่เป็นเพราะเพิ่งเริ่มวางแผน และทำเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่เป็นการวางแผนและได้เดินตามแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาประเทศมาเป็นเวลานานถึง กึ่งศตวรรษ สิงคโปร์ เป็นประเทศเกิดใหม่เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมานี่เอง คือ ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 รัฐบาลสิงคโปร์ สมัยของนายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรก ได้มองเห็นถึงข้อจำกัดของสิงคโปร์ ที่มีประชากรน้อย แต่มีความหลากหลายเชื้อชาติของประชากร (ส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน) มีขนาดตลาดเล็ก ทำให้มีกำลังซื้อจำกัด มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย แม้แต่น้ำดื่มในขณะนั้น ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ข้อดีของสิงคโปร์คือ มีมันสมองหรือทรัพยากรบุคคลมาก ประกอบกับสิงคโปร์เป็นประเทศเกิดใหม่ รัฐบาลจึงต้องการสร้างเอกลักษณ์และหาทางอยู่รอด ในการหารายได้มาพัฒนาประเทศ นายลี กวน ยู จึงได้วางยุทธศาสตร์ ภายใต้จุดแข็งและความได้เปรียบของสิงคโปร์ 2 ประการ คือ

 1. ทำเลที่ตั้งที่อยู่ใต้สุดของแหลมมลายู ทำให้มีความเหมาะสมแก่ การเป็นเมืองท่าทางการขนส่งคมนาคมทางทะเลเชื่อมโยงระหว่างประเทศในเอเชียกับ ยุโรปและแอฟริกา

2.ใช้ ความสามารถทางการค้าขาย เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี โดยสร้างกลไกและโครงสร้างรัฐ เพื่อสนับสนุนและรองรับ การเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของภูมิภาค

จะเห็นได้ว่า ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีนโยบายพัฒนาให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสร้างกลไกภาครัฐ เพื่อสนับสนุนและรองรับการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของ ภูมิภาค การดำเนินนโยบายศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ทว่าสัมฤทธิ์ผล ภายในปี 1980 สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค และปัจจุบันสิงคโปร์ เป็นแหล่งรวมสถาบันการเงินชั้นนำจากทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลาง การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของโลกอีกด้วยใน ยุคถัดมาภายใต้การนำของนายโก จ๊ก ตง เป็นยุคที่เศรษฐกิจสิงคโปร์มีความรุ่งเรืองมาก รัฐบาลยังมุ่งเน้นให้สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและการเงินเช่น นโยบายเดิมและเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และในยุคนี้แม้ว่าสิงคโปร์จะเผชิญผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียอยู่บ้าง แต่ก็สามารถ ผ่านพ้นมาได้ ทั้งยังมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทำให้กลายเป็นประเทศ ที่มีระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ ประกอบกับสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศมาก ที่สุดในโลก จึงเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการต่อเรือและซ่อมแซมเรือ ทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางทางการบินที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ส่วนด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงแรก สิงคโปร์ เน้นการพัฒนาผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์ แต่เมื่อเกิดวิกฤติดอตคอม(ปี 2003) รัฐบาลสิงคโปร์ได้หันมาส่งเสริมสินค้าไฮเทคระดับสูง เช่น ด้านระบบสารสนเทศและข้อมูล ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านเคมี และอื่นๆ ซึ่งไม่อ่อนไหวไปตามภาวะของตลาด นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความสามารถ ในเทคโนโลยีใหม่ๆ มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมการผลิตทั่วๆ ไปปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีหรือใช้ ความรู้/ทักษะขั้นสูง ทั้งยังพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ (Skilled Labor) ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดและมีค่าแรงที่สูงขึ้นตามลำดับ และเป็นการลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติใน ยุคปัจจุบัน นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ได้ตระหนักดีว่าความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของ สิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ยังมุ่งเน้นการกระตุ้นศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจทั้งใน ประเทศและระดับภูมิภาค ในภาคการพัฒนาธุรกิจโดยทั่วไปรัฐบาลมี นโยบายเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้ามากมายและมีนโยบายสนับสนุนให้นักธุรกิจชาว สิงคโปร์ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เช่น มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทที่ไปลงทุนนอกประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้บริษัทสิงคโปร์ไปลงทุนในต่างประเทศสูงมาก เช่น เน้นการลงทุนใน พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพภาคการผลิตสูงและต้นทุนถูก และในขณะเดียวกันก็พยายามดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเข้ามาในประเทศให้มาก ขึ้นด้วย จะเห็นได้ว่ามีบริษัทข้ามชาติสามารถจัดตั้ง Holding Company ในสิงคโปร์แต่นำเงินไปลงทุนในประเทศที่สามอีกต่อได้เพื่อลดภาระภาษี

ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ แม้จะมีแนวโน้มลดลง และปรับเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ขั้นสูง เช่น สาขา อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรมขั้นสูง เป็นต้น รัฐบาลสิงคโปร์ยุคนี้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ควบคู่กันไปด้วย จึงเป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทใหญ่ๆ จากทั่วโลกเข้ามาตั้งสำนักงานในสิงคโปร์นอก จากนี้ รัฐบาลส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้สิงคโปร์ เป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางในเรื่องการวิจัยและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นสูงแห่งหนึ่งของโลกทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อดิจิตอล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีเป้าหมายให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิ จิตัลภายในปี 2015 (พ.ศ. 2558)ข้อ เด่นอีกประการหนึ่งคือ สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในภาคของอุตสาหกรรมบริการโดยเฉพาะ การให้บริการทาง การเงินและการท่องเที่ยวมาเป็นเวลายาวนาน โดยกว่า 60% ของเม็ดเงินการลงทุนอยู่ในภาคบริการทางการเงินและการท่องเที่ยว รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคบริการเป็นอย่างมาก โดยเน้นภาคการค้า การลงทุน การเงินการธนาคาร การขนส่ง และการท่องเที่ยวปัจจุบัน บริษัทธุรกิจข้ามชาติในสิงคโปร์มีไม่น้อยกว่า 7,000 แห่งที่มีสำนักงานในสิงคโปร์ และสิงคโปร์พยายามดึงเม็ดเงินให้ต่างชาติเข้ามาการลงทุนหรือร่วมลงทุน (กฎหมายสิงคโปร์ ได้เอื้อให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 70%) จะเห็นได้จากบริษัททางการเงินใหญ่ๆ และภาคการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว อาทิ คาสิโนมารีน่าเบย์ สวนสนุก Universal Studio และ Garden by the Bay และลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ค่อนข้างแข็งมากว่า 5 ปี จึงพอสรุปได้ว่า การที่สิงคโปร์มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการค้า จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และได้รับ การยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเริ่มทำมาเพียงไม่กี่ปี แต่สิงคโปร์ได้วางแผนและได้เดินตามแผนกลยุทธ์นี้มาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี ประกอบกับสิงคโปร์ มีความมั่นคงทางการเมือง มีคอร์รัปชั่นน้อย มีกฎหมายเคร่งครัด มีอาชญากรรมต่ำ มีระบบบริหารจัดการการเงินการคลัง ที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้เป็นอย่างดีที่มา : สยามธุรกิจ

AEC (22)

ธงชาติ ประจำอาเซียน มีสัญลักษณ์เป็นต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้นมัดรวมกัน หมายถึงประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ รวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง

สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง

 

แนวโน้มธุรกิจที่ไปได้ดี SMEs 8 กลุ่ม
Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน,
บทความและบทวิเคราะห์AEC 29 มกราคม 2556

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มีการ คาดการณ์ SMES ที่มีแนวโน้มดีในปี 2556 ได้แก่

1. กลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับยานยนต์ จากการขยายตัวของการผลิตรถยนต์ ป้อนผู้สั่งจองในประเทศจากนโยบายรถคันแรก และตลาดในต่างประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าในปี 2556 การส่งออกรถยนต์จะขยายตัวได้มากกว่า 20% ซึ่งSMEsกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และผู้ให้บริการประดับยนต์ ก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย
2. กลุ่ม อุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงานทดแทน เช่น ยางและผลิตภัณฑ์จากยางพารา มีแนวโน้มดีขึ้นจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว และการร่วมมือเพื่อลดกำลังการผลิตจะทำให้ราคายางพาราดีขึ้น, พลังงานทดแทนจากพืช เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันจากปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออก กลางและแอฟริกาเหนือ
3. กลุ่ม ผลิตภัณฑ์และบริการไลฟ์สไตล์ ที่สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมการบริโภคของคนเมือง คนชั้นกลาง และคนรุ่นใหม่ เช่น ของขวัญ ของชำร่วย สินค้าแฟชั่น สินค้าเชิงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งในประเทศไทยมีSMEsจำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้อยู่
4. ธุรกิจ ในกลุ่มก่อสร้าง จะมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นในปี 2556 อันเป็นผลมาจากมาตรการลงทุน ของภาครัฐตามกรอบแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงานตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งมูลค่าการลงทุนน่าจะขยายตัวได้มากกว่า 10% โดยSMEsที่เป็นผู้รับช่วงการผลิตจากผู้รับ เหมารายใหญ่ก็จะได้ประโยชน์
5. ธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม เป็นผลมาจากความคืบหน้าของการประมูล 3G จะทำให้มูลค่าตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตมากขึ้น รวมทั้งกลุ่มเคเบิลและทีวีดาวเทียมที่คาดว่าจะมีปริมาณผู้รับชมในกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้น เพราะมีผู้ดำเนินการรายใหม่เข้ามาแข่งขัน ซึ่งก็มีSMEsหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มที่พัฒนาแอพพลิเคชั่น กลุ่มผู้ผลิต digital content ผู้ผลิต computer graphic กลุ่มผู้ผลิตรายการบันเทิง เป็นต้น
6. กลุ่มการ ผลิตและบริการเพื่อสุขภาพและความงาม เช่น อาหารเสริม สมุนไพร เครื่องสำอาง อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ บริการด้านสุขภาพ บริการด้านความงาม เป็นต้น ซึ่งในประเทศไทยมีSMEsเป็นผู้ผลิตและผู้ให้บริการทางด้านนี้จำนวนมาก
7. กลุ่ม ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการรถรับจ้างรถเช่า เนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดนักท่องเที่ยว และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจเอเชีย-อาเซียน และบางประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมมาท่องเที่ยวในประเทศไทย
8. กลุ่ม ธุรกิจด้านสันทนาการ เนื่องจากความต้องการบริการด้านนี้ขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับการมีลู่ทางขยายตลาดไปในเอเชียและอาเซียนมากขึ้น ธุรกิจกลุ่มนี้ ก็เช่น ภาพยนตร์ ละคร ดนตรี กีฬา ข่าวสาร สารคดี รายการทีวี และเคเบิลทีวี มีทั้ง SMEs ที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวนี้เอง และSMEsที่รับช่วงงานจากธุรกิจรายใหญ่ ทั้งนี้แม้ ปี 2556 นี้จะมีSMEsหลายกลุ่มที่มีแนวโน้มดี แต่ทางหน่วยงานที่คาดการณ์เรื่องนี้ ก็ระบุไว้ด้วยว่า ในปีนี้ไทยก็ยังมีความเสี่ยงทั้งจากภายนอกประเทศ และภายในประเทศเอง เช่น ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ รวมไปถึงการปรับขึ้นของค่าพลังงาน ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าขนส่ง ซึ่งSMEsก็อย่าประมาท

ที่มา : เดลินิวส์

10 ปัจจัยสู่ความสําเร็จการค้า-ลงทุนในอาเซียน
Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน 29 พฤษภาคม 2557

เพื่อต้อนรับปี 2558 ซึ่งจะเป็นปีที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน จะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ผมขอใช้โอกาสนี้สรุป 10 ปัจจัยสู่ความสําเร็จในการทําการค้าการลงทุนในอาเซียนมาให้คุณๆ ผู้อ่านได้พิจารณาครับ เพราะเชื่อว่าปี 2558 น่าจะเป็นห้วงเวลาที่ผู้ประกอบการไทยวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนอยู่แล้ว

1. ต้องมีการ วางแผนธุรกิจ และเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศจะต้องมีการเตรียมตัว และวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ไว้ในลักษณะของคู่มือที่จะทําให้ผู้บริหารสามารถทําตามขั้นตอนได้ทันทีเมื่อ เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมของลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการ เข้ามาซื้อสินค้าของเราในแต่ละประเทศอาเซียน ก็มีรสนิยมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน สินค้าสีหนึ่งอาจจะขายดีในบางประเทศ แต่อาจจะขายไม่ออกในบางประเทศก็ได้เช่น ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ผู้คนไม่นิยมสินค้าสีเหลือง ในขณะที่พม่าผู้คนไม่ชอบสินค้าสีส้มและสีขาว เพราะหมายถึง ความตายในกัมพูชา เช่นนี้เป็นต้นครับ ต้อง มีการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) และวางแผนรับมือเตรียมไว้ในลักษณะของคู่มือที่จะทําให้ผู้บริหารระดับกลางสามารถทําตามเป็นขั้นๆ ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยต้องทดสอบในหลายๆ สถานการณ์จําลอง อาทิ เมื่อมีความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใน เมื่อมีการปิดจุดผ่านแดนและด่านชายแดน เมื่อมีความไม่เสถียรในระบบไฟฟ้า เมื่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนและการโอนเงินมีอุปสรรค เป็นต้น คิดเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้จากการไปทําการค้าการลงทุนในครั้ง นี้ มีอะไรบ้าง คิดก่อนที่จะเริ่มเอาเงินไปลงทุนครับ เพราะก่อนลงเงิน สติสมาธิยังมีครบครับ ปัญญาจะเกิดขึ้นเตรียม คู่มือนี้ไว้พอปัญหาเกิด ก็เอามาพิจารณาและปรับใช้หน้างานอีกครั้ง ดีกว่าไปคิดเอาเมื่อเกิดปัญหา เพราะเมื่อท่านลงเงินไปแล้ว ถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีส่วนใหญ่เวลาปัญหาเกิด ท่านจะหน้ามืด ไร้สมาธิและเสียสติครับ และอาจจะคิดเอาง่ายๆว่า เอาเงิน ต่อเงินสิหวังว่าใส่เงินก้อนใหม่เข้าไป จะลากเอาเงินก้อนเก่าออกมาได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเจ๊งทั้งหมดครับ
2. พันธมิตร ทางธุรกิจที่เป็นคนในท้องถิ่นเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง พันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นคนท้องถิ่นเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง สําหรับการออก ไปลงทุนในต่างประเทศเนื่องจากพันธมิตรที่ดีจะรู้ช่องทาง รู้กฎระเบียบ รวมทั้งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ใน สปป.ลาว ตําแหน่งผู้บริหารของภาครัฐจะมีการ สับเปลี่ยนโยกย้ายทุกๆ 3 ปี พวกเราคนนอกไม่ทราบหรอกครับว่าอีก 3 ปีข้างหน้าใครจะมาเป็นเจ้าแขวง แต่คนลาวด้วยกันเขาพอจะเดาทางออกครับว่าใครจะขึ้นมา และข้อมูลประเภทนี้รู้ก่อนได้เปรียบครับ เพราะเจ้าแขวงของสปป.ลาว สามารถให้สิทธิพิเศษในการทําการค้าการลงทุนได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ การทํางานร่วมกันกับคนท้องถิ่นต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นหลัก เนื่องจากระบบกฎหมายและระบบการตรวจสอบทางการเงินมีความแตกต่างจากที่นัก ธุรกิจไทยคุ้นเคย และต้องไม่เอาเปรียบพันธมิตรทางธุรกิจที่เราไปร่วมลงทุนด้วย
3. ศึกษา ระบบ Logistics และเส้นทางการคมนาคม ต้องศึกษาเส้นทางการคมนาคมรวมทั้งระบบการขนส่งโลจิสติกส์ ต้องอัพเดทข่าวสภาพ เส้นทางและเส้นทางขนส่งสายใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งเส้นทางขนส่งที่จะทําให้หลายๆ ประเทศในอาเซียนเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลของอาเซียน และเป็นประตูสู่ภาคใต้และภาค ตะวันตกของจีน รวมทั้งเป็นประตูสู่ภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียอีกด้วย เงินสดสํารองและกระแสเงินทุนหมุนเวียน การลงทุนในหลายๆ ประเทศในอาเซียนต้องมีสายป่านยาว เงินสดสํารองและกระแสเงินทุน หมุนเวียนต้องมีปริมาณที่มากเพียงพอ เนื่องจากขนาดตลาดในประเทศที่มีขนาดเล็ก เช่น สปป.ลาว พม่าแม้จะมีอัตราการเติบโตสูง แต่จะใช้เวลาในการคืนทุนค่อนข้างยาวนานโดย ในบางภาคการผลิตสินค้า และบางภาคบริการ รัฐบาลหลายประเทศ เช่น เวียดนาม เรียกให้ผู้ประกอบการจําเป็นต้องมีเงินทุน จดทะเบียนที่ชําระแล้วสูง

ที่มา: ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปรียบแรงงานไทย กับต่อสิงคโปร์ และมาเลเซียในอาเซียน
Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน 14 ธันวาคม 2556

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า สถานะของตลาดแรงงานไทยในภาพรวม อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยแรงงานไทย มีจุดเด่นด้านการทำงานที่ต้องอาศัยความละเอียดและความคิดสร้าง สรรค์ แต่เสียเปรียบอินโดนีเซียและกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ในด้านจำนวนแรงงานและต้นทุนค่าแรง อ่อนด้อยกว่าฟิลิปปินส์ด้าน ภาษา และยังไล่หลังสิงคโปร์และมาเลเซียในด้านคุณภาพและผลิตภาพแรงงาน เมื่อมองตลาดแรงงานทักษะสูง พบว่า สิงคโปร์ และมาเซียอยู่ในแถวหน้า ซึ่งเป็นผลจากการยกระดับมาตรฐานการศึกษา ความได้เปรียบด้านการใช้ภาษาอังกฤษและจีน ทำให้แรงงานส่วนใหญ่มีทักษะสูงมาก สามารถรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคและเทคโนโลยีซับซ้อน และธุรกิจบริการได้เป็น อย่างดีเมื่อ พิจารณาเรื่องกำลังแรงงานด้วยจะเห็นว่าฟิลิปปินส์มีความได้เปรียบเมื่อเทียบ กับมาเลเซียที่เริ่มมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน และสิงคโปร์ที่ตลาดแรงงานตึงตัวรุนแรง ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียและไทยมีความโดดเด่นเรื่องจำนวนแรงงานกึ่งทักษะที่สามารถทำงาน ได้ทั้งอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานและอุตสาหกรรม ที่พึ่งพาเทคโนโลยี อินโดนีเซียได้เปรียบด้านความพอเพียงของจำนวนแรงงานและค่าจ้างแรงงานที่ถูก เมื่อเทียบกับไทย ที่ตลาดแรงงานมีสัญญาณตึงตัวในกลุ่มแรงงานทักษะระดับล่าง และแรงงานกึ่งทักษะกลุ่ม CLMV ได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงต่ำและมีแรงงานจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานทักษะระดับล่างที่มา : มติชนสุดสัปดาห์

คุณสมบัติของวิศวกร และสถาปนิก
ที่จะโยกย้ายทำงานใน ASEAN ตามคุณสมบัติ MRA

Posted in: บทความ AEC สำคัญที่ควรอ่าน,

ผลกระทบอื่นที่จะเกิดกับไทย 12 กันยายน 2556ใน ปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) พร้อมกับเพื่อนประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ โดยมีข้อตกลง ที่กลุ่มสมาชิกอาเซียนยอมรับร่วมกันในเรื่องคุณสมบัติหรือ มาตรฐานในแต่ละวิชาชีพ (Mutual Recognition Arrangement : MRA) อยู่ด้วย ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวก ในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพหรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรีจุด ประสงค์ของ MRA ของอาเซียน ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ โดยอาเซียนตกลงกันว่า จะยอมรับคุณสมบัติเพื่ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนการขอใบ อนุญาต แต่ MRA ของอาเซียนจะยังไม่ไปถึงขั้นที่จะยอมรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งกันและกัน และจะเน้นหลักว่า นักวิชาชีพต่างด้าวจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของ ประเทศที่ตนต้องการเข้าไปทำงานวิศวกร ไทยซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในความตกลง MRA (จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 7 ปี รวมทั้งเคยได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมในประเทศไทยแล้ว) สามารถไปสมัครขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนได้ จากนั้น เมื่อมีรายชื่อเป็นวิศวกรวิชาชีพอาเซียนแล้ว ก็สามารถไปสมัครกับสภาวิศวกรของประเทศอาเซียนอื่น เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรต่างด้าวในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของประเทศนั้นๆ เช่น หากมาเลเซียกำหนดว่าต้องมีใบอนุญาต และจะต้องผ่านการสอบด้วย วิศวกรไทยที่สนใจจะไปทำงานในมาเลเซียก็จะต้องไปสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาตของ มาเลเซียในส่วนของ สถาปนิก จากข้อมูลล่าสุดของสภาสถาปนิก มีดังนี้กฎหมาย รองรับรัดกุม เพราะมีสภาสถาปนิกอาเซียนคอยรองรับ และกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิกข้ามชาติแล้ว ข้อกำหนดที่ชัดเจนของสถาปนิกข้ามชาติ หลังการเปิด AEC นั้น ถูกกำหนดว่า ต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ได้แก่

1. จบการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี
2. มีใบอนุญาตเป็นสถาปนิก
3. มีประสบการณ์อย่างน้อย 10 ปีนับแต่จบการศึกษา
4. เมื่อจบแล้วต้องทำงานโดยมีใบอนุญาตอย่างน้อย 5 ปี
5. มีการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง (CDP)
6. ทำงานรับผิดชอบสถาปัตยกรรมสำคัญอย่างน้อย 2 ปี
7. ไม่เคยทำผิดมาตรฐานหรือจรรยาบรรณวิชาชีพ
8. ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาสถาปนิกอาเซียน

เมื่อ ปี 2555 ไทยมีสถาปนิก 17,000 คน แบ่งตามใบอนุญาต 3 แบบ คือแบบสามัญ 1,857 คน แบบภาคี 14,159 คน และแบบวุฒิ 560 คน ขณะที่ต่างประเทศ มีใบประกอบวิชาชีพเพียงแบบเดียว คือแบบสามัญ หากไทยต้องรวบเหลือใบเดียว เท่ากับว่าไทยจะเหลือสถาปนิกเพียง 1,857 คน สำหรับการเตรียมความพร้อมของสาขาวิชาชีพ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศสมาชิกอาเซียน ตามข้อตกลงใน MRA มีดังต่อไปนี้

1. จัดทำกรอบ การทำงานร่วมกันของสถาปนิกไทยกับสถาปนิกอาเซียน ภายใต้ข้อตกลงของสภาสถาปนิกอาเซียน ว่าด้วยการทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียม ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงร่วมกันภายใต้กรอบใหญ่ของ International Union of Architects: UIA ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การปฏิบัติงานในประเทศอื่นต้องมีการร่วมมือกับเจ้าของประเทศนั้น”
2. ดำเนินการ จัดให้มีระบบการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า CPD (Continuing Professional Development) โดยความสมัครใจ สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็น “สถาปนิกอาเซียน”
3. แก้ไขกฎ กระทรวงเพื่อให้เกิดการจ้างงานของคนต่างด้าวตามพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้สถาปนิกต่างชาติ สามารถเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้ ภายใต้เงื่อนไขของ MRAดัง นั้น เป็นที่รับทราบแล้วว่า สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมจะมีการเปิดเสรีในอาเซียนปี 2558 เราจะมีพันธมิตรและคู่แข่งในสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม อาเซียนและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงเป็นโอกาสที่นักวิชาชีพของอาเซียนสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมจะได้พันธมิตร วิชาชีพเดียวกันในภูมิภาค ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยี รวมถึงการร่วมทุน

 

ขณะเดียวกันทุกสาขาวิชาชีพที่ถูกกำหนดต้องปรับตัวพัฒนาวิชาชีพเชี่ยวชาญ เพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาอาเซียน รวมถึงการเข้าใจเรื่องสังคมและคนอาเซียน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้และใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ อย่างสูงสุด สุดท้ายแล้วประชาชนทุกคนคือผู้บริโภค จะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเป็นความหวังที่น่าท้าทายและเป็นจริงได้มากที่สุด

ที่มา รศ.ดร.นิพันธ์ วิเชียรน้อย
สาขาวิชาการผังเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มธ.

AEC Blueprint สำหรับ เสาหลักการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC )ภายในปี 2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี 2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้าน ต่าง ๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่างๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี 2558 รวมทั้ง การให้ความยืดหยุ่น ตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า เพื่อสร้างพันธสัญญาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน อาเซียนได้กำหนดยุทธศาสตร์ การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่สาคัญดังนี้

1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

 โดยมีรายละเอียดแยกตามหัวข้อดังนี้

1. เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยอาเซียนได้กำหนดกลไกและมาตรการใหม่ ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินมาตรการด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว เร่งรัดการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในสาขาที่มีความสาคัญลำดับแรก อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคคล แรงงานฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกสถาบันในอาเซียน การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน มี 5 องค์ประกอบหลัก คือ

1. การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี
2. การเคลื่อนย้ายบริการเสรี
3. การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี
4. การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีขึ้น
5. การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี

ทั้งนี้ อาเซียนได้กำหนด 12 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ ลำดับแรกอยู่ภายใต้ตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของอาเซียน ได้แก่ เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ การขนส่งทำงอากาศ สุขภาพ e-ASEAN ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ รวมทั้งความร่วมมือในสาขาอาหาร เกษตรและป่าไม้

การเป็นตลาดสินค้าและบริการเดียวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายการผลิตใน ภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียน ในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยประเทศสมาชิกได้ร่วมกันดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอาเซียน ได้แก่ ยกเลิกภาษีศุลกากรให้หมดไป ทยอยยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ปรับประสานพิธีการด้านศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี นักลงทุนอาเซียนสามารถลงทุนได้อย่างเสรีในสาขาอุตสาหกรรมและบริการที่ประเทศ สมาชิกอาเซียนเปิดให้ เป็นต้น

2. การเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขัน เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน คือ การสร้างภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง มีความเจริญรุ่งเรือง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภูมิภาค ที่มีความสามารถในการแข่งขันมี 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

1. นโยบายการแข่งขัน
2. การคุ้มครองผู้บริโภค
3. สิทธิในทรัพย์สินทำงปัญญา (IPR)
4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
5. มาตรการด้านภาษี
6. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ประเทศสมาชิกอาเซียน มีข้อผูกพันที่จะนำกฎหมาย และนโยบายการแข่งขันมาบังคับใช้ภายใน ประเทศ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันและสร้างวัฒนธรรมการแข่งขันของภาค ธุรกิจที่เป็นธรรม นำไปสู่การเสริมสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในระยะยาว

3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน การ พัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน มี 2 องค์ประกอบ คือ

1. การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
2. ความริเริ่มในการรวมกลุ่มของอาเซียน (Initiatives for ASEAN Integration: IAI)

ความริเริ่มดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา ทั้งในระดับ SME และเสริมสร้างการรวมกลุ่มของกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ให้สามารถดาเนินการตามพันธกรณีและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน รวมทั้ง เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่ม ทางเศรษฐกิจ

 4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก อาเซียนอยู่ในท่ามกลำงสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันและมีเครือข่าย กับโลกสูง โดยมีตลาดที่พึ่งพากันและอุตสหกรรมระดับโลก ดังนั้น เพื่อให้ภาคธุรกิจของอาเซียน สามารถแข่งขันได้ในตลาดระหว่างประเทศ ทำให้อาเซียน มีพลวัตรเพิ่มขึ้นและเป็นผู้ผลิตของโลก รวมทั้งทำให้ตลาดภายในยังคงรักษาความน่าดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ อาเซียน จึงต้องมองออกไปนอกภูมิภาค
อาเซียนบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยดำเนิน 2 มาตรการคือ

1. การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และความเป็นหุ้นส่วนทำงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (CEP)กับประเทศนอกอาเซียน
2. การมีส่วนร่วมในเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก

ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ
ปัจจุบันประเทศในอาเซียน มีอยู่ 10 ประเทศ โดยมีข้อมูลของแต่ละประเทศดังนี้

1. ประเทศ บรูไน ดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)
เมืองหลวง บันดาร์ เสรี เบกาวัน
ภาษา ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษและจีน
ประชากร ประกอบด้วย มาเลย์ 66%, จีน11%,อื่นๆ 23%
ศาสนา อิสลาม 67%, พุทธ 13%, คริสต์ 10%
การปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ระบบ การเมืองค่อนข้างมั่นคง
รายได้เฉลี่ยต่อคนเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน อันดับ 26 ของโลก
ผู้ส่งออกและมีปริมาณสำรองน้ำมันอันดับ 4 ในอาเซียน
ข้อควรรู้ ประชาชนของประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถทำวีซ่าที่ ตม.ที่ประเทศบรูไนฯ สามารถอยู่ได้นาน 2 สัปดาห์
ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์
การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมือให้บุรุษจับ
การใช้นิ้วชี้ไปที่คนหรือสิ่งของถือว่า ไม่สุภาพ แต่จะใช้หัวแม่มือชี้แทน
จะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น
สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชาย และไม่ส่งเสียงหรือหัวเราะดัง
วันหยุดคือวันศุกร์และวันอาทิตย์, วันศุกร์ 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด
จัดงานเย็นต้องจัดหลัง 2 ทุ่ม
2. ประเทศ กัมพูชา (Cambodia)
เมืองหลวง กรุงพนมเปญ
ภาษา ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เวียดนามและจีน
ประชากร ประกอบด้วย ชาวเขมร 94%, จีน 4%,อื่นๆ 2%
ศาสนา พุทธ(เถรวาท) เป็นหลัก
การปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ระบบ ค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียน
มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและสมบูรณ์
ข้อควรรู้ ผู้ที่เดินทางเข้ากัมพูชา และประสงค์จะอยู่ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาเกิน 3 เดือน ควรฉีดยาป้องกันโรคไทฟอยด์ และไวรัสเอและบี
เพื่อนผู้ชายจับมือกัน ถือเป็นเรื่องปกติ
ผู้หญิงห้ามแต่งตัวเซ็กซี่, ผู้ชายไว้ผมยาวจะมีภาพลักษณ์ นักเลง
ห้ามจับศีรษะ คนกัมพูชาถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย
สบตามากเกินไป ถือว่าไม่ให้เกียรติ
3. ประเทศ อินโดนีเซีย (Indonesia)
เมืองหลวง จาการ์ตา
ภาษา ภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาราชการ
ประชากร ประกอบด้วย ชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม มีภาษามากกว่า 583 ภาษา ร้อยละ 61 อาศัยอยู่บนเกาะชวา
ศาสนา อิสลาม 87%, คริสต์ 10%
การปกครอง ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิปดีเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหาร
ระบบ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อควรรู้ ไม่ควรใช้มือซ้ายในการรับ-ส่งของ คนมุสลิมอินโดนีเซียถือว่า มือซ้ายไม่สุภาพ
นิยมใช้มือกินข้าว
ไม่ควรชี้นิ้วด้วยนิ้วชี้ แต่ใช้นิ้วโป้งแทน
ไม่จับศีรษะคนอินโดนีเซียรวมทั้งการลูบศีรษะเด็ก
การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ การนำเข้าและครอบครองยาเสพติด มีโทษถึงประหารชีวิต
บทลงโทษรุนแรงเกี่ยวกับการค้าและส่งออกพืชและสัตว์กว่า 200 ชนิด จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อหรือนำพืชและสัตว์ออกนอกประเทศ
มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีมิเตอร์
งานศพใส่ชุดสีอะไรก็ได้
4. ประเทศ ลาว (Laos)
เมืองหลวง นครหลวงเวียงจันทร์
ภาษา ภาษาลาว เป็นภาษาราชการ
ประชากร ประกอบด้วย ชาวลาวลุ่ม 68%, ลาวเทิง 22%, ลาวสูง 9% รวมประมาณ 68 ชนเผ่า
ศาสนา 75% นับถือพุทธ, นับถือผี 16%
การปกครอง สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (ทางการลาวใช้คำว่า ระบบประชาธิปไตยประชาชน)
ข้อควรรู้ ค่าจ้างแรงงานต่ำอันดับ 2 ในอาเซียน
ลาว มีตัวอักษรคล้ายของไทย ทำให้คนไทยอ่านหนังสือลาวได้ไม่ยากนัก ส่วนคนลาวอ่านหนังสือไทยได้คล่องมาก
ลาวขับรถทางขวา
ติดต่อราชการต้องนุ่งซิ่น
เดินผ่านผู้ใหญ่ ต้องก้มหัว
ถ้าเพื่อนคนลาวเชิญไปพักที่บ้านห้ามให้เงิน
อย่าซื้อน้ำหอมให้กัน
ที่ถูกต้องคนลาวที่ให้พัก ต้องแจ้งผู้ใหญ่บ้าน
เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า และถ้าเขาเสิร์ฟน้ำต้องดื่ม
5. ประเทศ มาเลเซีย (Malaysia)
เมืองหลวง กรุงกัวลาลัมเปอร์
ภาษา ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นอังกฤษและจีน
ประชากร ประกอบด้วย มาเลย์ 40%, จีน33%, อินเดีย 10%, ชนพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
ศาสนา อิสลาม 60%, พุทธ 19%, คริสต์ 11%
การปกครอง ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
ข้อควรรู้ มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิค
 มีปริาณก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค
ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณสุข การคลอดบุตรงานแต่งงานและงานศพ
มาเลเซีย มีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ในมาเลเซียประกอบด้วยชาวมาเลย์ กว่าร้อยละ 40 ที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 33 เป็นชาวจีนร้อยละ10 เป็นชาวอินเดีย และ อีกร้อยละ 10 เป็นชนพื้นเมืองบนเกาะบอร์เนียว
ใช้มือขวาเพียงข้างเดียวในการรับประทานอาหาร และรับส่งของ
เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นเรื่องต้องห้าม
6. ประเทศ เมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar)
เมืองหลวง เนปีดอ (Naypyidaw)
ภาษา ภาษาพม่า เป็นภาษาราชการ
ประชากร ประกอบด้วยเผ่าพันธุ์ 135 มี 8 เชื้อชาติหลักๆ 8 กลุ่ม คือ พม่า 68%, ไทยใหญ่ 8%, กระเหรี่ยง 7%, ยะไข่ 4% จีน 3% มอญ 2% อินเดีย 2%
ศาสนา นับถือพุทธ 90%, คริสต์ 5% อิสลาม 3.8%
การปกครอง เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ
ข้อควรรู้ มีพรมแดนเชื่อมต่อกับจีน และอินเดีย
ค่าจ้างแรงงานต่ำเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน
มีปริมาณก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก
ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง กับคนไม่คุ้นเคย
เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์
ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ
ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะและศาสนสถาน
ผู้หญิงชอบทาทะนาคา (ผู้ชายก็ทาด้วย) ผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก
7. ประเทศ ฟิลิปปินส์ (Philippines)
เมืองหลวง กรุงมะนิลา
ภาษา ภาษาฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็น สเปน, จีนฮกเกี้ยน, จีนแต้จิ๋ว ฟิลิปปินส์ มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก
ประชากร ประกอบด้วย มาเลย์ 40%, จีน33%, อินเดีย 10%, ชนพื้นเมืองเกาะบอร์เนียว 10%
ศาสนา คริสต์โรมันคาทอลิก 83% คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์, อิสลาม 5%
การปกครอง ประชาธิปไตยแบบประธานาธิปดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร
ข้อควรรู้ แรงงานทั่วไป ก็มีความรู้สื่อสารภาษาอังกฤษได้
การเข้าไป ประกอบธุรกิจในฟิลิปปินส์ในลักษณะต่างๆ เช่น การลงทุนร่วมกับฝ่ายฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย การจดทะเบียนภาษี และปัญหาทางด้านแรงงาน เป็นต้น
เท้าสะเอว หมายถึง ท้าทาย, เลิกคิ้ว หมายถึง ทักทาย
ใช้ปากชี้ของ
กินข้าวบ้านเพื่อนสามารถห่อกลับได้ แต่ควรมีของฝากให้เขาด้วย
ตกแต่งบ้าน 2 เดือน ต้อนรับคริสต์มาส
8. ประเทศ สิงคโปร์ (Singapore)
เมืองหลวง สิงคโปร์
ภาษา ภาษามาเลย์ เป็นภาษาราชการ รองลงมาคือจีนกลาง ส่งเสริมให้พูดได้ 2 ภาษาคือ จีนกลาง และให้ใช้อังกฤษ เพื่อติดต่องานและชีวิตประจำวัน
ประชากร ประกอบด้วยชาวจีน 76.5%, มาเลย์ 13.8%, อินเดีย 8.1%
ศาสนา พุทธ 42.5%, อิสลาม 14.9%, คริสต์ 14.5%, ฮินดู 4%, ไม่นับถือศาสนา 25%
การปกครอง สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิปดีเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร
ข้อควรรู้ รายได้เฉลี่ยต่อคน เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก
แรงงานมีทักษะสูง
หน่วย ราชการเปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ 14.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 13.00 น.
การหลบหนีเข้าสิงคโปร์และประกอบอาชีพเร่ขายบริการผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
การลักลอบนำยาเสพติด อาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ จะได้รับโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต
ขึ้นบันไดเลื่อนให้ชิดซ้าย
ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด, ห้ามเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ
ผู้สูงอายุทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติ

 

9. ประเทศ เวียดนาม (Vietnam)
เมืองหลวง กรุงฮานอย
ภาษา ภาษาเวียดนาม เป็นภาษาราชการ
ประชากร ประกอบด้วยชาวเวียด 80%, เขมร 10%
ศาสนา พุทธนิกายมหายาน 70%, คริสต์ 15%
การปกครอง ระบบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว
ข้อควรรู้ มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิค
หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 16.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์
หน่วย ราชการเปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ 14.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ เปิดทำการระหว่างเวลา 08.00 น. – 13.00 น.
เวียดนามไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารที่ทำการต่างๆ ของรัฐ
คดียาเสพติดการฉ้อโกงหน่วยงานของรัฐมีโทษประหารชีวิต
ตีกลองแทนออดเข้าเรียน
ชุดนักเรียนหญิงเป็นชุดอ่าวหญ่าย
คนภาคเหนือไม่ทานน้ำแข็ง
ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทำให้เบื่อกัน หรือแแยกกันหรือใครคนใดเสียชีวิต
ต้องเชิญผู้ใหญ่ก่อนทานข้าว

 

10. ประเทศ ไทย (Thailand)
เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร
ภาษา ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ
ประชากร ประกอบด้วยชาวไทยเป็นส่วนใหญ่
ศาสนา พุทธนิกายเถรวาท 95%, อิสลาม 4%
การปกครอง ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อควรรู้ เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียง
ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบร้อย, ก่อนเข้าอุโบสถต้องถอดรองเท้า
ห้ามพระสงฆ์สัมผัสสตรี
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสัการะ การละเมิดใดๆ ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ
ทักทายกันด้วยการไหว้
ถือว่าเท้าเป็นของต่ำ ไม่ควรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทิศทางไปที่ใคร
ธงชาติถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมากระทำการใดๆที่เป็นการเหยียดหยาม
การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย



กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) หรือธรรมนูญอาเซียนกฎ บัตรอาเซียน เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน โดยนอกจากจะประมวลสิ่งที่ถือเป็นค่านิยม หลักการ และแนวปฏิบัติในอดีตของอาเซียนมาประกอบกัน เป็นข้อปฏิบัติอย่างเป็นทางการของ ประเทศสมาชิกแล้ว ยังมีการปรับปรุงแก้ไขและสร้างกลไกใหม่ขึ้น พร้อมกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรที่สำคัญในอาเชียนตลอดจนความ สัมพันธ์ในการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ และ เป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ทั้ง นี้ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองกฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดยอดเซียน ครั้งที่ 13เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสครบรอบ 40 ของการก่อตั้งอาเซียน แสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าของอา เซียนที่กำลังจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นใจระหว่างประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั้ง 10 ประเทศ และถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ที่จะปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็น องค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2551 กฎบัตรอาเซียนจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไปวัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียนวัตถุ ประสงค์อของกฎบัตรอาเซียน คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิกาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎบัตรอาเซียนกฏบัตรอาเชียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 13 หมวด 55 ข้อ ได้แก่หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการของอาเซียนหมวดที่ 2 สภาพบุคคลตามกฏหมายของอาเชียนหมวดที่ 3 สมาชิกภาพ (รัฐสมาชิก สิทธิและพันธกรณีของรัฐสมาชิก และการรับสมาชิกใหม่หมวดที่ 4 โครงสร้างองค์กรของอาเซียนหมวดที่ 5 องค์กรที่มีความสัมพันธ์กับอาเซียนหมวดที่ 6 การคุ้มกันและเอกสิทธิ์หมวดที่ 7 กระบวนการตัดสินใจหมวดที่ 8 การระงับข้อพิพาทหมวดที่ 9 งบประมาณและการเงินหมวดที่ 10 การบริหารและขั้นตอนการดำเนินงานหมวดที่ 11 อัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของอาเซียนหมวดที่ 12 ความสัมพันธ์กับภายนอก

หมวดที่ 13 บทบัญญัติทั่วไปและบทบัญญัติสุดท้าย

กฎบัตรอาเชียน ช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรม และผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กฎบัตรอาเชียน ช่วยให้อาเซียนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและกลไกต่างๆ ของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหา เช่น

1. กำหนดให้ เพิ่มการประชุมสุดยอดอาเซียนจากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้นำมีโอกาสหารือกันมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันอาเซียนไปสู่การรวม ตัวกันเป็นประชาคมในอนาคต
2. มีการตั้งคณะมนตรีประจำประชาคมอาเซียนตามเสาหลักทั้ง 3 ด้าน คือ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
3. กำหนดให้ ประเทศสมาชิกแต่งตั้งเอกอัคราชฑูตประจำอาเซียนไปประจำที่กรุง จาการ์ตา ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจแนวแน่ของอาเซียนที่จะทำงานร่วม กันอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก
4. หากประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้โดยหลักฉันทามติ ให้ใช้การตัดสินใจรูปแบบอื่นๆ ได้ตามที่ผู้นำกำหนด
5. เพิ่มความ ยืดหยุ่นในการตีความหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน โดยมีข้อกำหนดว่าหากเกิดปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนร่วมของอาเซียน หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศสมาชิกต้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหา และกำหนดให้ประธานอาเซียนเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

กฎบัตรอาเซียนจะเสริมสร้างกลไกการติดตามความตกลงต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

กฎบัตรอาเซียนสร้างกลไกตรวจสอบและติดตามการดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในหลากหลายรูปแบบ เช่น

1. ให้อำนาจเลขาธิการอาเซียน ดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำตัดสินขององค์กรระงับข้อพิพาท
2. หากการ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกสามารถใช้กลไกและขั้นตอนระงับข้อพิพาท ทั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี
3. หากมีการ ละเมิดพันธกรณีในกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง ผู้นำอาเซียนสามารถกำหนดมาตรการใดๆ ที่เหมาะสมว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีกฎบัตรอาเซียนช่วย ให้อาเซียนเป็นประชาคมเพื่อประชาชนได้อย่างไรข้อบทต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอาเซียน กำลังผลักดันองค์กรให้เป็นประชาคม เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงกำหนดให้การลดความยากจนและลดช่องว่างการพัฒนาเป็นเป้าหมายหนึ่งของอา เซียนกฎบัตรอาเซียน เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในอาเซียนผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ของอาเซียนมากขึ้น ทั้งยังกำหนดให้มีความร่วมมือ ระหว่างอาเซียนกับสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่าง รัฐสภาของประเทศสมาชิกกำหนดให้มีการจัด ตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

 

ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย

กฎบัตรอาเซียน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมาก ขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อ ความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น

– อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย 60 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 550 ล้านคน ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย

นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น

– อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผล กระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมอกควัน ยาเสพติดปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน เป็นต้น

– อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย เช่น ปัญหาพม่า ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์พหุภาคีในกรอบอาเซียนจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ของ ไทยในกรอบทวิภาคี เช่น ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

 

ที่มาจาก www.thai-aec.com ขอบคุณครับ

 

ช่วงนี้กำลังอัพเดทอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆเรื่อยๆทุกวันครับ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามรับชมนะครับ

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 
ลิงค์ หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
 1. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook 1. เทศบาลตำบลเชียงคำ facebook
2. ข้อมูลและประวัติอำเภอ facebook 2. เทศบาลตำบลเวียง facebook
3. สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ facebook 3. เทศบาลตำบลหย่วน facebook
4. เกษตรอำเภอเชียงคำ facebook 4. เทศบาลตำบลฝายกวาง facebook
5. กองพันทหารราบ ร.17 พัน 4 facebook 5. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น facebook
6. กองร้อย ตชด. 326  facebook 6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ facebook
7. พัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ facebook 7. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน facebook
8. นิคมสหกรณ์เชียงคำ facebook 8. องค์การบริหารฯ ตำบลเชียงบาน facebook
9. ห้องสมุดประชาชน facebook 9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว facebook
10. แขวงการทางเชียงรายที่ 2 facebook 10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง facebook
11. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 11. องค์การบริหารฯ ตำบลทุ่งผาสุุข facebook
12. ศาลจังหวัดเชียงคำ facebook 12. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
facebook
13. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พย.9
facebook 13. สโมสรโรตารี่เชียงคำ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 1. ศูนย์กู้ชีพ รพ.เชียงคำ
facebook
2. สาธารณสุขอำเภอเชียงคำ facebook 2. มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ facebook
3. รพ.สต. หย่วน facebook 3. คลีนิคหมอ facebook
4. รพ.สต. เวียง facebook 4. คลีนิคหมอ facebook
5. รพ.สต. เชียงบาน facebook 5. คลีนิคหมอ facebook
6. รพ.สต. น้ำแวน facebook 6. คลีนิคหมอ facebook
7. รพ.สต. ผาลาด facebook 7. คลีนิคหมอ facebook
8. รพ.สต. ฝายกวาง facebook 8. คลีนิคหมอ facebook
9. รพ.สต. แวนโค้ง facebook 9. คลีนิคหมอ facebook
10. รพ.สต. ทุ่งผาสุข facebook 10. คลีนิคหมอ facebook
11. รพ.สต. แม่ลาว facebook 11. คลีนิคหมอ facebook
12. รพ.สต. น้ำมิน facebook 12. คลีนิคหมอ
facebook
13. รพ.สต. จำบอน facebook 13. คลีนิคหมอ facebook
14. รพ.สต. สันปูเลย facebook 14. คลีนิคหมอ facebook
15. รพ.สต. ปางมดแดง facebook 15. คลีนิคหมอ facebook
16. รพ.สต. เจดีย์คำ facebook 16. คลีนิคหมอ facebook
17. รพ.สต. ร่มเย็น facebook 17. คลีนิคหมอ facebook
18. รพ.สต. หนองป่าแพะ facebook 18. คลีนิคหมอ facebook
19. รพ.สต. ปางถ้ำ facebook 19. คลีนิคหมอ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ หน่วยงานธนาคารและรัฐวิสาหกิจ อำเภอเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค facebook 1. บริษัทขนส่งจำกัด facebook
  2. การประปาส่วนภูมิภาค facebook 2. บริษัทสมบัติทัวร์ facebook
  3. องค์การโทรศัพท์ส่วนภูมิภาค facebook 3. บริษัทโชครุ่งทวีทัวร์ facebook
  4. ไปรษณีย์ไทย สาขาเชียงคำ facebook 4. บริษัทสยามเฟิร์สทัวร์ facebook
  5. บริษัท ทีโอที จำกัด facebook 5. บริษัทเชิดชัยทัวร์ facebook
  6. ธนาคาร ธกส. สาขาเชียงคำ facebook 6. บริษัทบุษราคัมทัวร์ facebook
  7. ธนาคาร ธกส. สาขาบ้านทราย facebook 7. บริษัทดอกคำใต้เดินรถ จำกัด facebook
  8. ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคำ facebook 8. บริษัท ก.สหกิจเดินรถ จำกัด facebook
  9. ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงคำ facebook 9. บริษัทบุญณัฐเดินรถ จำกัด facebook
  10. ธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส facebook 10. บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่งจำกัด facebook
  11. ธนาคารไทยพานิชย์ เชียงคำ facebook 11. บริการรถตู้ facebook
  12. ธนาคารกรุงเทพ สาขาเชียงคำ facebook 12. บริการรถโดยสาร facebook
  13. ธนาคารกรุงเทพ โลตัสเชียงคำ facebook 13. บริการรถมอเตอร์ไซค์ facebook
  14. ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคำ facebook 14. มูลนิธิต่างๆ facebook
  15. ไทยประกันชีวิต facebook 15. สถานีวิทยุ 96.50 คลื่นสีขาว facebook
  16. วิริยะประกันภัย facebook 16. สถานีวิทยุ คลื่น 94.0 ยักษ์ใหญ่
facebook
  17. สินเชื่อ facebook 17. สถานีวิทยุ คลื่น 103.25 ดวงดี
facebook
  18. สนง.สุดารัตน์ ประวัง ประกันชีวิต facebook 18. สถานีวิทยุ คลื่น 104.0 เชียงคำ
facebook
  19. ชมรมพลศึกษาและกีฬา facebook 19. สถานีวิทยุ คลื่น 89.0 สบายใจ
facebook
  20. บริษัทนิ่มซี่เส็งขนส่ง จำกัด facebook 20. วิทยุชุมชนพะเยา facebook
  21. บริษัทพีวีลิสซิ่ง จำกัด facebook 21. บริษัททวียนต์ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานทางด้านการศึกษา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
ที่ ตำบลหย่วน   ที่  ตำบลร่มเย็น  
1. โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม facebook 1. โรงเรียนบ้านสบสา facebook
2. ม.ราชภัฎเชียงราย วิทยาเขต facebook 2. โรงเรียนบ้านร่องส้าน facebook
3. โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ facebook 3. โรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็น facebook
4. โรงเรียนปิยมิตรวิทยา facebook 4. โรงเรียนบ้านปางถ้ำ facebook
5. โรงเรียนคุณากร facebook 5. โรงเรียนบ้านโจ้โก้ facebook
6. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 facebook 6. โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง facebook
7. โรงเรียนสาธิตวิทยาเชียงคำ facebook
8. โรงเรียนวัดหย่วนวิทยา facebook      
ที่  ตำบลเวียง   ที่  ตำบลอ่างทอง  
1. โรงเรียนบ้านพระนั่งดิน facebook 1. โรงเรียนบ้านจำบอน facebook
2. โรงเรียนบ้านปี้ facebook 2. โรงเรียนบ้านปางมดแดง facebook
3. โรงเรียนบ้านไชยพรม facebook 3. โรงเรียนบ้านสันปูเลย facebook
ที่  ตำบลน้ำแวน   ที่ ตำบลเจดีย์คำ
1. โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ facebook 1. โรงเรียนบ้านวังเค็มใหม่ facebook
2. โรงเรียนบ้านแวน facebook 2. โรงเรียนบ้านปัว facebook
3. โรงเรียนบ้านชัยชมภู facebook 3. โรงเรียนบ้านดอนลาว facebook
4. โรงเรียนบ้านผาลาด facebook 4. โรงเรียนบ้านร่องค้อม facebook
 ที่  ตำบลฝายกวาง    ที่  ตำบลแม่ลาว  
1. โรงเรียนบ้านฝายกวาง facebook 1. โรงเรียนบ้านทุ่งเย็น facebook
2. โรงเรียนบ้านปัวศรีพรม facebook 2. โรงเรียน่บ้านถ้ำผาลาด facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งหล่ม facebook 3. โรงเรียนบ้านน้ำมิน facebook
4. โรงเรียนบ้านแวนโค้ง facebook 4. โรงเรียนบ้านสบทุ facebook
5. วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ facebook 5. โรงเรียนบ้านแฮะ facebook
ที่ ตำบลเชียงบาน ที่ ตำบลทุ่งผาสุข
1. โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน facebook 1. โรงเรียนบ้านผาฮาว facebook
2. โรงเรียนบ้านปางวัว facebook 2. โรงเรียนบ้านหัวทุ่ง facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งมอก facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ สถานที่ท้องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. วัดพระธาตุดอยคำ facebook 1. อุทยานแห่งชาติภูซาง facebook
2. วัดพระนั่งดิน facebook 2. วัดแสนเมืองมา facebook
3. วัดนันตาราม facebook 3. ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ facebook
4. อนุสรณ์ผู้เสียสละ facebook 4. วัดพระธาตุสบแวน facebook
5. น้ำตกน้ำมิน facebook 5. ด่านชายแดนบ้านฮวก facebook
6. อ่างเก็บน้ำบ้านแฮะ facebook 6. ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด ปางถ้ำ facebook
7. อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ facebook 7. ถ้ำห้วยสา facebook
8. น้ำตกคะแนง facebook 8. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านห้วยสา facebook
9. ถ้ำห้วยน้ำดั้น รูปหน้าคน facebook 9. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม facebook
10. น้ำตกขุนลาว บ้านคะแนง facebook  10. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ facebook
11. ดอยผาขาม facebook 11. ภูอานม้า ต.ร่มเย็น facebook
12. น้ำตกห้วยเคียน facebook 12. ถ้ำตาถ้ำยาย ต.ร่มเย็น facebook
13. วัดพระธาตุขุนห้วยสวด facebook 13. ถ้ำบ้านวังถ้ำ ต.แม่ลาว facebook
14. ศูนย์หัตถกรรมไทลื้อทุ่งมอก facebook 14. แนวกำแพงเก่าบ้านเวียง facebook
15. กู่ผาแดงบ้านกอม ต.เวียง facebook 15. อ่างเก็บน้ำญวน facebook
16. วังตาด ต.ร่มเย็น facebook 16. วัดร้องเก่า facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ศูนย์จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. ศูนย์โอท็อป facebook
2. ศูนย์ฯวัดพระนั่งดิน facebook
3. ผ้าทอไทลื้อ บ้านทุ่งมอก facebook
4. กาละแมโบราณ facebook
5. ผักตบชวาและผ้าปักโครเช facebook

 

ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. บ้านร้อง  หมู่ที่ 1 facebook 16. บ้านบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 facebook
2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 facebook 17. บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 facebook
3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3 facebook 18. บ้านสบสา หมู่ที่ 18 facebook
4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 facebook 19. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 facebook
5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 facebook 20. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 facebook
6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6 facebook 21. บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21
facebook
7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 facebook 22. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
facebook
8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 facebook 23. บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนองห้า facebook
9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 facebook 24. บ้านใหม่เจริญสุข ขึ้นกับหมู่ 3 facebook
10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10 facebook 25. บ้านร้องขี้เป็ด ขี้นกับ หมู่ 1 facebook
11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 facebook 26. บ้านห้วยเคียน facebook
12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 facebook 27. บ้านห้วยปุ้ม (ถ้ำ,น้ำตก) facebook
13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 facebook 28. บ้านห้วยหอย facebook
14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 facebook 29. วิวยอดดอยผาขาม facebook
15. บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 facebook 30. เส้นทางปางถ้ำ-ผาแดงบน facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
             
  1. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 1 facebook 9. บ้านงุ้น facebook
  2. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 2 facebook 10. บ้านใหม่นันทะวงค์ facebook
  3. บ้านหย่วน facebook 11. บ้านกอม facebook
  4. บ้านมาง facebook 12. บ้านป่าแดด facebook
  5. บ้านดอนไชย facebook 13. บ้านทุ่งบานเย็น facebook
  6. บ้านแช่แห้ง facebook 14. บ้านเปื๋อยเปียง facebook
  7. บ้านแดนเมือง facebook 15. บ้านเชียงคำ facebook
  8. บ้านตลาด (วัดบุนนาค) facebook      
             

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปี้ หมู่ที่ 1 facebook 6. บ้านเวียง facebook
2. บ้านคือ facebook 7. บ้านพระนั่งดิน facebook
3. บ้านทราย facebook 8. บ้านดอนไชย facebook
4. บ้านล้า facebook 9. บ้านดอนแก้ว facebook
5. บ้านไชยพรม facebook 10. บ้านปี้ หมู่ที่ 10 facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านสนธิ์พัฒนา facebook
2. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 2 facebook 9. บ้านห้วยบง facebook
3. บ้านไคร้ป่าคา facebook 10. บ้านป่าแดงสามัคคี facebook
4. บ้านแม่ต๋ำ facebook 11. บ้านก้าวเจริญ facebook
5. บ้านผาลาด facebook 12. บ้านสันเวียงทอง facebook
6. บ้านชัยชุมภู facebook 13. บ้านชัยเจริญ facebook
7. บ้านแม่ต๋ำท่าข้าม facebook 14. บ้านแวนศรีชุม facebook
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านวังเค็มเก่า facebook 7. บ้านบุญยืน facebook
2. บ้านวังเค็มใหม่ facebook 8. บ้านดอนลาว facebook
3. บ้านใหม่ไพรสนธิ์ facebook 9. บ้านปิน facebook
4. บ้านปัวชัย facebook 10. บ้านร่องค้อม facebook
5. บ้านปุ facebook 11. บ้านอัมพร facebook
6. บ้านกว้าน facebook 12. บ้านบุญชัย facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านฝายกวาง facebook 10. บ้านทุ่งหล่มใหม่ facebook
2. บ้านปัว (แหลง) facebook 11. บ้านสันติสุข facebook
3. บ้านศรีพรม facebook 12. บ้านบัวนาคพัฒนา facebook
4. บ้านหนอง (ลื้อ)
facebook 13. บ้านใหม่นาสา facebook
5. บ้านปัวใหม่ facebook 14. บ้านศิวิไล facebook
6. บ้านทุ่งหล่ม facebook 15. บ้านหนองใหม่ facebook
7. บ้านสลาบ facebook 16. บ้านฐานพัฒนา facebook
8. บ้านแวนโค้ง facebook 17. บ้านฝายกวาง facebook
9. บ้านใหม่เจริญไพร facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปางวัว facebook 7. บ้านเชียงคาน facebook
2. บ้านทุ่งมอก facebook 8. บ้านสบแวน หมู่ 8 facebook
3. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 3 facebook 9. บ้านแพทย์บุญเรือง facebook
4. บ้านเชียงบาน หมุ่ที่ 4 facebook 10. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 10 facebook
5. บ้านแวนพัฒนา facebook 11. บ้านฝั่งแวน facebook
6. บ้านแพด หมู่ที่ 6 facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านกาญจนา facebook
2. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 2
facebook 9. บ้านสบทุ facebook
3. บ้านผาลาด หมู่ที่ 3
facebook 10. บ้านคะแนง facebook
4. บ้านวังถ้ำ facebook 11. บ้านกอก facebook
5. บ้านแฮะ facebook 12. บ้านผาลาดใหม่ facebook
6. บ้านน้ำมิน facebook 13. บ้านน้ำมินเหนือ facebook
7. บ้านน้ำลาว facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลอ่างทอง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านเนินสามัคคี facebook 8. บ้านสันปูเลย facebook
2. บ้านดอยอิสาน facebook 9. บ้านปางมดแดง facebook
3. บ้านหล่ายพัฒนา facebook 10. บ้านปางมดแดงใหม่ facebook
4. บ้านบ่อน้อย facebook 11. บ้านเนินสายกลาง facebook
5. บ้านหนองบัวเงิน facebook 12. บ้านจำบอนใหม่ facebook
6. บ้านนาเจริญ facebook 13. บ้านนาเจริญ facebook
7. บ้านจำบอน facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลทุ่งผาสุข อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านหัวทุ่ง facebook 5. บ้านหัวทุ่งใหม่ facebook
2. บ้านทุ่งควบ facebook 6. บ้านทุ่งผาสุข facebook
3. บ้านผาฮาว facebook 7. บ้านใหม่เจริญ facebook
4. บ้านไร่แสนสุข facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ดอยผาขามและอ่างน้ำญวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 1 facebook 10. ตำนานนกหัสดิลิงค์ facebook  
  2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 2 facebook 11. เรื่องเล่าดอยผาขาม 1 facebook  
  3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 3 facebook 12. เรื่องเล่าดอยผาขาม 2 facebook  
  4. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1 facebook 13. เรื่องเล่าดอยผาขาม 3 facebook  
  5. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 facebook 14. เรื่องเล่าดอยผาขาม 4 facebook  
  6. เสียงน้อยๆคอยติดตามอ่างฯ facebook 15. เรื่องเล่าดอยผาขาม 5 facebook  
  7. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 1 facebook 16. ถ้ำผาแดง-ถ้ำน้ำลอด facebook  
  8. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 2 facebook 17. ยอดวิวดอยผาขาม facebook  
  9. ตำนานพระสนธนมโนราห์ facebook 18. ถ้ำรูปหน้าคนที่บ้านห้วยปุ้ม facebook  
               

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพชนชาติพันธุ์ต่างๆ
ชนชาติพันธุ์ในไทยและที่มีอยู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. ชนชาติพันธุ์ไตยวน facebook 12. ชนชาติพันธุ์ลาหู่หรือมูเซอ facebook
  2. ชนชาติพันธุ์ไทลื้อ facebook 13. ชนชาติมลาบรีหรือผีตองเหลือง facebook
  3. ชนชาติพันธ์ุเผ่าเมี่ยนหรือเย้า facebook 14. ชนชาติพันธุ์ภูไท facebook
  4. ชนชาติพันธุ์เผ่าม้งหรือแม้ว facebook 15. ชนชาติพันธุ์ลาวโซ่ง facebook
  5. ชนชาติพันธุ์อีสาน facebook 16. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 17. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 18. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook
  8. ชนชาติพันธุ์อาข่าหรืออีก้อ facebook 19. ชนชาติพันธุ์ชาวใต้ facebook
  9. ชนชาติพันธุ์ขมุ facebook 20. ชนชาติพันธุ์ละหว้าหรือลัวะ facebook
  10. ชนชาติพันธุ์ไทเขิน facebook 21. ศูนย์อพยพภูซาง facebook
11. ชนชาติพันธุ์ลาวเวียง ลาวครั่ง

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพเรื่องราวต่างๆในอำเภอเชียงคำ
เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงคำ-ภูซาง
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ facebook 1. ในหลวงเสด็จเชียงคำ facebook  
  2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ facebook 2. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ facebook  
  3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน facebook 3. พระยาดัสกรปลาส facebook  
  4. วัดเวียงพระแก้ว facebook 4. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook  
  5. พญาคำฟูกับเชียงคำ facebook 5. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook  
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 6. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook  
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 7. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook  
8. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด facebook 8. พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช facebook
9. ตำนานเมืองคุ้ม facebook 9. ชุดครัยรับปริญาม.พะเยา facebook
10. ตำนานดงเปื๋อยเปียง facebook 10. งานปอยบวชเณร facebook
11. ตำนานดงป่าแดง facebook 11. ส่งเคราะห์สู่ขวัญ facebook
12. ตำนานกู่ผาแดง facebook 12. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
13 ตำนานขุนหาญดงโก้ง facebook 13. วัดพระธาตุภูซาง facebook
14. ตำนานทุ่งทัพ facebook 14. ยินดีต้อนรับสู่มาตุภูมิ facebook
15. ตำนานดอยปู่ง่าว facebook 15. งานกีฬาสีโรงเรียนเชียงคำ facebook
16. ตำนานเจ้าหมวกคำ facebook 16. ดอกหางนกยูงเชียงคำ facebook
17. ตำนานพระธาตุดอยคำ facebook 17. คำสอนล้านนา facebook
18. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน facebook 18. กว่าจะมาเป็นผ้าไทลื้อ facebook
19. พระเจ้าแสนแซ่ facebook 19. เสื้อสมาชิกกลุ่มรวมพลฯ facebook
20. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ facebook 20. วัดนันตาราม Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
21. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ facebook 21. พระธาตุขุนบง ภูซาง Cr.Kowit facebook
22. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล facebook 22. วัดวังเค็มเก่า Cr.พี่โกวิทย์ facebook
23. ผางลาง facebook 23. จำลองเมืองเก่าเชียงคำ facebook
24. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น facebook 24. ภูชีฟ้า Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
25. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ facebook 25. นครน่าน Cr. Kowit facebook
26. แข่งขันไก่ตั้ง facebook 26. รูปรวมพลคนฮักเจียงคำ facebook
27. เสน่ห์ธรรมชาติบ้านเฮา facebook 27. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
28. บรรยากาศเก็บหอยน้ำญวน facebook 28. โครงการหลวงปังค่า facebook
29. บ้านห้วยเคียน ต.ร่มเย็น facebook 29. เรื่องลึกลับ facebook
30. โครงการทำฝายไม้ไผ่ facebook 30. วัดพระธาตุดอยคำ facebook
31. ถ้ำห้วยสา ต.ร่มเย็น facebook 31. กรีดยางพาราที่บ้านเกษตรฯ facebook
32. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook 32. วัดมางหรือ วัดแสนเมืองมา facebook
33. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ facebook 33. วัดหย่วน อ.เชียงคำ facebook
34. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา facebook 34. เส้นทางปางถ้ำต้นผึ้ง ร่มเย็น facebook
35. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน facebook 35. วัดบุนนาค facebook
36. บรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ facebook 36. งานไทลื้อเจียงคำ ปี 2557 facebook
37. สาวงามไทลื้อ facebook 37. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
38. ภาพวิวยอดดอยผาขาม facebook 38. ภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน facebook
39. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ facebook 39. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง facebook
40. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 40. เสื้อสมาชิก facebook
41. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 41. บรรยากาศบ้านยอด อ.สองแคว facebook
42. โรงหนังประสพสุขรามา facebook 42. ลำไยบ้านเฮา facebook
43. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 43. อยากให้เชียงคำพัฒนา facebook
44. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 44. ไฟป่าที่เชียงคำ facebook
45. อ่างเก็บน้ำญวน facebook 45. วัดก๊อซาว ทุ่งกล้วย ภูซาง facebook
46. พาเที่ยวบ้านฮวก facebook 46. บ้านป่าฮ้อม ภูซาง facebook
47. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 47. แอ่วตวยถนภูซางเจียงฮาย facebook
48. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 48. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
49. ความภาคภูมิใจเชียงคำ facebook 49. แอ่วทุ่งทานตะวัน facebook
50. ถนนคนเดินเชียงคำ facebook 50. สาวงามไทลื้อ facebook

 

อาหารการกินคนเมืองล้านนา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. อาหารล้านนาบ้านเฮา facebook 1. น้ำพริกเห็ดด่าน facebook  
  2. ดอกงิ้ว ทำน้ำขนมจีน facebook 2. เห็ดดิน เห็ดเหลือง เห็ดแดง facebook  
  3. อ่อมจิ้นล้านนา facebook 3. เห็ดถอบ facebook  
  4. แกงมะฟักใส่ไก่ facebook 4. เห็ดขอนขาว facebook  
  5. แกงผักปั๋ง facebook 5. เห็ดลม facebook  
  6. น้ำพริกน้ำผัก facebook 6. เห็ดฟาง facebook  
  7. ส้ามะลิดไม้ facebook 7. ผัดเผ็ดหมูป่า facebook  
8. น้ำพริกมะกอก facebook 8. เห็ดหูหนูหรือเห็ดโล๊ะหละ facebook
9. อาหารที่ทำจากมดส้ม facebook 9. ลาบหมี่หมู facebook
10. คั่วดอกหอมใส่ไข่ facebook 10. ส้มตำประเภทต่างๆ facebook
11. มะแขว่นเครื่องปรุงรสล้านนา facebook 11. ไส้ย่าง facebook
12. อาหารที่ทำจากจี้กุ่ง facebook 12. แมงมันของบ่เขียม facebook
13 หวายของป่าหากินยาก facebook 13. ยำปลากระป๋อง facebook
14. แกงกระด้าง facebook 14. ข้าวกั๊นจิ้น facebook
15. แกงขนุน facebook 15. ข้าวแรมฟืน facebook
16. แกงผักหละ หรือ ผักชะอม facebook 16. ตัวต่อ น้ำพริกต่อ facebook
17. ส้ากุ้งหรือกุ้งเต้น facebook 17. แกงหน่อไม้ใส่เห็ดอีกหม้อ facebook
18. น้ำพริกข่าต้มเห็ดถอบ facebook 18. ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู facebook
19. มะนอยน้อย facebook 19. ส้าใบมะม่วง facebook
20. จิ้นส้มคนเมือง facebook 20. แกงหน่อไม้ facebook
21. แกงหวายอีกแบบ facebook 21. ตำขนุน facebook
22. แกงหอย facebook 22. แกงผักชะอม facebook
23. ยำไก่เมืองเหนือเฮา facebook 23. คั่วผักหม facebook
24. แกงหยวกกล้วย facebook 24. ข้าวซอย facebook
25. ยำปลาแห้ง facebook 25. อ๊อกปู๋นา สุดยอดอาหาร facebook
26. ตำเตา facebook 26. ไส้อั่ว facebook
27. แกงแค facebook 27. ส้มตำข้าวเหนียวไก่อบฟาง facebook
28. แก๋งมะบวบ facebook 28. หลามปลาหลามเนื้อ facebook
29. คั่วยอดฟักทอง facebook 29. ยำไส้ตัน facebook
30. แกงผักจี facebook 30. ปลานึ่ง facebook
31. แกงหนัง facebook 31. จี้กุ่งทอด facebook
32. ห่อนึ่งประเภทต่างๆ facebook 32. ปลาเผาจิ้มน้ำพริก facebook
33. ตำถั่วฝักยาว facebook 33. ขุดปูนา facebook
34. น้ำพริกจี้กุ่ง และจี้กุ่งทอด facebook 34. ห่อนึ่งเห็น facebook
35. จิ้นนึ่งกับน้ำพริกข่า facebook 35. ขนมข้าวควบ facebook
36. น้ำพริกหนุ่ม facebook 36. ขนมข้าวแคบ facebook
37. ตำมะเขือยาว facebook 37. ต้มโคล้งปลา ต้มยำปลา facebook
38. ตำมะเหิด หรือ มะระขี้นก facebook 38. ไก ตะ สาหร่ายน้ำจืด facebook
39. น้ำพริกมะขามสด facebook 39. หม่าขี้เบ้า facebook
40. น้ำพริกอ่อง facebook 40. ต้นดอกงิ้ว facebook
41. ยำหน่อไม้ facebook 41. แอปเปิ้ลเมือง facebook
42. น้ำพริกหนุ่มแคปหมู facebook 42. ข้าวหนึกงา facebook
43. ตำถั่วฝักยาวอีกแบบ facebook 43. ข้าวหนมเหนียบ facebook
44. ยำงูสิงห์ facebook 44. ขนุนสุก facebook
45. ข้าวหนมปาด facebook 45. มะรื่นหรือมะมื่น facebook
46. ข้าวหนมแตน facebook 46. หม่ามู้ หรือ หม่ากู้ facebook
47. หมอบั่วหอมเตียม facebook 47. ต้นมะแขว่น facebook
48. น้ำผึ้งเดือนห้า facebook 48. ตั๊กแตนข้าว facebook
49. ขนมที่ทำจากกล้วย facebook 49. มะหลอด facebook
50. หลามปลา facebook 50. มะปราง facebook
51. มะม่วงหิมพานต์ facebook 51. หนอนไม้ไผ่ facebook
52. ปลาหมึกย่าง facebook 52. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook
53. ไก่อบฟาง facebook 53. น้ำพริกมะขาม facebook
54. จะค่าน เครื่องปรุงรส สุดยอด facebook 54. มดส้มหรือมดแดง facebook
55. ด้วงสาคู ด้วงมะพร้าว facebook 55. เรื่องกล้วยๆ facebook
56. ไส้หมูย่าง facebook 56. แกงเห็ดลมเห็ดกระด้าง facebook
57. มะม่วงหิมพานต์ facebook 57. กำกิ๋นบ้านเฮา facebook
58. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook 58. อาหารคนเมือง facebook
59. มะหลอดผลไม้ล้านนา facebook 59. รวมอาหารล้านนาเฮา facebook
60. ตองและกล้วยป่า facebook 60. ดอกคำปุ๋ยหรือดอคำฝอย facebook

 

ศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. การเก็บเกี่ยวข้าวแบบบ้านเฮา facebook 1. ดับไฟป่า facebook  
  2. ตักบาตรสองแผ่นดิน บ้านฮวก facebook 2. เก็บตกงานสงกรานต์ ปี 57 facebook  
  3. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 3. เล่นว่าวกลางทุ่งนา facebook  
  4. บ้านฮวกชายแดนไทยลาว facebook 4. หน่อไผ่ยักษ์สารพัดประโยชน์ facebook  
  5. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 5. สาวดอย facebook  
  6. ไหข้าวหม้อนึ่งกั๊วะข้าวมะเก่า facebook 6. สาวเหนืองามๆ 1 facebook  
  7. ดนตรีพื้นเมือง facebook 7. สาวเหนืองามๆ 2 facebook  
8. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 8. ปีใหม่เมืองบ้านเฮา facebook
9. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 9. ก่อก๋องฟืน หลัว facebook
10. งานไทลื้อเจียงคำ 1 facebook 10. เกมส์ปากระป๋องนมโบราณ facebook
11. งานไทลื้อเจียงคำ 2 facebook 11. มีดซอยยาสูบ facebook
12. น้ำท่วมปางถ้ำ ปี 56 facebook 12. ชุดครุยรับปริญญา ม.พะเยา facebook
13 น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 1 facebook 13. หลากหลายมุมมองกว๊าน facebook
14. น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 2 facebook 14. ล้อหรือเกวียนบ้านเฮา facebook
15. น้ำท่วมแม่ลาว ปี 56 facebook 15. ประเพณีสู่ขวัญควาย facebook
16. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 16. วัดโลกโมลี เชียงใหม่ facebook
17. เสน่ห์บ้านเฮา facebook 17. เด็กเลี้ยงควาย facebook
18. บอกไฟดอก facebook 18. ช้างไทย facebook
19. วิถีชีวิตล้านนาบ้านเฮา facebook 19. ม้าไทย facebook
20. ภาพสวยๆใส่กรอบเรียบร้อย facebook 20. ประเพณีสงกรานต์ล้านนา facebook
21. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 21. ประเพณีสู่ขวัญคน facebook
22. ดอกเอื้องสวยๆ facebook 22. ดอกคำใต้ facebook
23. ดอกจำปาลาว ลีลาวดี facebook 23. ไม้ไผ่สารพัดประโยชน์ facebook
24. ธรรมชาติไร้ขีดจำกัด facebook 24. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook
25. ต้นไม้แห่งธรรมะ facebook 25. วิถีชีวิตชาวนาไทย facebook
26. รูปผีเสื้อ facebook 26. รวมภาพแผ่นดินไหว เมื่อปี 57 facebook
27. เวลากับชีวิต facebook 27. วันวิสาขบูชา facebook
28. ความรักพ่อลูก facebook