เมนูหลัก
เรื่องล่าสุด
present (1)

Thailue1 (2)
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพเพิ่มเติมครับ

ไทลื้อโลก…สืบสานตำนาน “ไทลื้อ” หญิงไทลื้อ จังหวัดพะเยา กับเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ ชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทยนั้นก็มีหลากหลายเผ่าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง ม้งมูเซอ จีนฮ่อ อาข่าไทยใหญ่ และอีกมากมายหลายชนเผ่า ซึ่งต่างก็มีความเป็นมา ความเป็นอยู่และเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าที่ต่างกัน “ไทลื้อ” ก็เป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย เหมือนกับชนเผ่าอื่นๆ แต่ชุมชนชาวไทลื้อถือเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมีการรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในชุมชนอยู่เสมอ ซึ่งกิจกรรมที่ว่านั้นเป็นกิจกรรมในระดับโลกเลยทีเดียว นั่นก็คือ “งานสืบสานตำนานไทลื้อโลก” ทำไมต้องเป็นไทลื้อโลก? ชาวไทลื้อยิ่งใหญ่ระดับโลกเชียวหรือ? เราจะไปหาคำตอบกัน คุณยายชาวไทลื้อกำลังปั่นฝ้ายเพื่อนำมาทอผ้า (ภาพ : หนังสือ “ไทลื้อ”) ไทลื้อมาจากไหน? ชาวไทลื้อนั้น เดิมมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชน จีน แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครอง ที่ได้มีการกวาดต้อนผู้คนชาวไทลื้อลงมาทางใต้ โดยเฉพาะในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อไทยต้องทำศึก เพื่อขับไล่พม่าออกจากล้านนา และยึดเมืองเชียงแสนของพม่าได้ จากนั้น กองทัพของเจ้านายฝ่ายเหนือโดยการนำของเจ้ากาวิละ เจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น ได้ยกทัพขึ้นไปตีเมืองสิบสองปันนาแล้วจึงถือโอกาสอพยพผู้คนลงมาด้วย จนกระทั่งปัจจุบันจึงมีชาวไทลื้อก็กระจายอยู่ในประเทศจีน พม่า ลาว เวียดนาม และไทย สำหรับในเมืองไทยนั้น ชาวไทลื้อได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นในอำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำพะเยา โดยจังหวัดพะเยานั้นน่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางชาวไทลื้อในเมืองไทยก็ว่า ได้ โดยวัดจากความหนาแน่นของประชากรไทลื้อ และการรักษาขนบธรรมเนียมของตัวเองไว้ได้เป็นอย่างดี บ้านเรือนของชาวไทลื้อ ที่สิบสองปันนา เอกลักษณ์ชาวไทลื้อ ครูยุทธพล อุ่นตาล ครูประจำโรงเรียนเชียงคำวิทยาคมในจังหวัดพะเยา อีกทั้งยังเป็นชาวไทลื้อเต็มตัวที่สามารถอ่าน พูด และเขียนภาษาไทลื้อได้เป็นอย่างดี เล่าถึงลักษณะของชาวไทลื้อให้ฟังว่า ชาวไทลื้อส่วนมากจะตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กับสายน้ำ ตรงไหนที่อุดมสมบูรณ์ชาวไทลื้อก็จะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่น เพราะชาวไทลื้อจะชอบทำการเกษตร ปลูกผักหญ้ากินเอง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในที่ที่ตนอยู่ แม้แต่จะเก็บฟืนมาใช้ก็จะเลือกเอาแต่กิ่งที่แห้งตาย แล้วจึงตัดแต่งมาทำเป็นฟืน วิถีชีวิตและความเป็นอยู่หลายๆ อย่างของชาวไทลื้อสามารถเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ที่หากเป็นบ้านไทลื้อดั้งเดิมก็จะเป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคาสูงมุงด้วยหญ้าคา ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ มี “ปุ้มปุก” หรือชั้นยกระดับก่อนบันไดขั้นแรก ใช้เป็นที่วางรองเท้า หรือเป็นบ้านไม้หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ดก็มี ชาวไทลื้อกำลังทอผ้าภายในศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ จังหวัดพะเยา ครูยุทธพลเล่าให้ฟังว่า เมื่อคนไทลื้อจะสร้างบ้าน ก็จะมีเพื่อนฝูงบ้านใกล้เรือนเคียง มาช่วยลงมือลงแรงร่วมกันสร้างจนเสร็จภายในวัน เดียว คล้ายกับประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวของคนไทย จากนั้นเมื่อบ้านสร้างเสร็จก็จะมา “กินหอมตอมม่วน” หรือคล้ายกับการขึ้นบ้านใหม่ รวมทั้งเป็นการเลี้ยงขอบคุณคนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย เครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อก็โดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยผู้ชายจะสวมเสื้อแขนยาว แล้วสวมทับด้วยเสื้อกั๊กที่ปักลวดลายสวยงาม ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนยาวที่เรียกว่า “เสื้อปั๊ด” และนุ่งซิ่น ทั้งชายและหญิงจะมีผ้าโพกศีรษะ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบางคนก็ยังคงแต่งกายเช่นนี้อยู่ เรื่องภาษาก็เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของไทลื้อ เพราะคนไทลื้อมีภาษาพูดและตัวอักษรเขียนใช้เองมานาน โดยภาษาไทลื้อนั้น จัดอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลไท (ไต) และคำบางคำก็คล้ายกับภาษาเหนือ โดยครูยุทธพลบอกว่า ภาษาเหนือน่าจะมีรากมาจากภาษาไทลื้อ คำบางคำคล้ายกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอู้คำเมืองเป็นจะสามารถพูดคุยกับชาวไทลื้อในแคว้นสิบ สองปันนาได้อย่างพอเข้าใจ บ้านเรือนของชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา อีกทั้งชาวไทลื้อก็ยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา มีประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนามากมายไม่ว่าจะเป็น ประเพณีตานก๋วยสลาก (สลากภัตร์) ประเพณีสงกรานต์ และประเพณีขึ้นธาตุ เป็นต้น อีกทั้งวัดที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อก็ยังได้รับยกย่องว่างดงามมากอีกด้วย โดยจะมีเอกลักษณ์ตรงที่หลังคาโบสถ์หรือวิหารจะทำเป็นสองชั้น หลังคาชั้นล่างยาวคลุมตัวอาคาร มุมชายคาประดับด้วยไม้แกะสลักรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ เช่น ที่วิหารวัดแสนเมืองมา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นวิหารแบบลื้อ ที่เก่าแก่มีลวดลายบนหน้าบันที่งดงามมากทีเดียว และภายในโบสถ์หรือวิหาร ที่นอกจากจะมีพระประธานประดิษฐานอยู่แล้ว ในวัดไทลื้อจะมีพระพุทธรูป ไม้ที่แกะสลักจากไม้ซ้อ เรียกว่าพระเจ้าไม้ซ้อองค์เล็กๆ ประดิษฐานอยู่ข้างพระประธาน อีกทั้งยังประดับด้วยตุง หรือธง แขวนอยู่หลายผืนซึ่งชาวลื้อนิยมทำบุญถวายด้วยตุงด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อ เสียชีวิตแล้วจะ ได้เกาะชายตุงขึ้นสู่สรวงสวรรค์ วิหารวัดแบบไทลื้อที่วัดแสนเมืองมา อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

สิ่ง ต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งมีคุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรม จึงมีผู้ต้องการจะรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย และหนทางหนึ่ง ที่จะรักษาไว้ได้ก็คือการจุดประกายให้มีคนเห็นความสำคัญของสิ่งๆ นั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “สืบสานตำนานไทลื้อ” ขึ้นในที่สุด สืบสานตำนานไทลื้อ สู่ไทลื้อโลก ครูยุทธพล หนึ่งในผู้ริเริ่มจัดงาน “สืบสานตำนานไทลื้อ” เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า “งานสืบสานตำนานไทลื้อนั้น เราเริ่มคิดกันมาตั้งแต่ปี 37 จนมาได้มาจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อครั้งที่ 1 ขึ้นในปี 38 เริ่มมาจากการที่ผมพานักเรียนไปที่จังหวัดสุโขทัย และได้แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด แล้วก็บอกเด็กเป็นภาษาไทลื้อว่า “สูเหย กิ๊นเข่ากันที่นี่เด้อ กิ๊นเข่าเตี๋ยวกันแล้วก็ให้ฟ้าวมาขึ้นรถ” แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวได้ยินก็ถามว่า เมื่อกี้ครูพูดภาษาอะไร ผมก็บอกว่าภาษาไทลื้อ แม่ค้าก็ถามว่าทำไมคล้ายภาษามอญ แล้วลื้อเป็นใคร เป็นชาวเขาหรือเปล่า ตรงนี้ผมก็เลยคิดว่า น่าจะทำอะไรสักอย่างให้คนอื่นๆ รู้จักไทลื้อมากขึ้น ให้เขารู้จักว่าคนไทลื้อนั้นมีภาษา มีเครื่องแต่งกาย มีอาหาร มีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง และน่าจะรักษาเอาไว้  เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยด้วย” อักษรไทลื้อ ด้วยเหตุผลที่ว่านี้

“งาน สืบสานตำนานไทลื้อ” จึงถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพะเยา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเยาวชนรุ่นหลังกับบรรพชนไทลื้อ รวมทั้งฟื้นฟู สืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมไทลื้อ และเป็นการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมไทลื้อให้คนทั่วไปได้รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ.2547 ที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อเป็นครั้งที่ 10 แล้ว และไม่ใช่เพียงแค่งานระดับประเทศเท่านั้น แต่ชาวไทลื้อยังได้โกอินเตอร์ด้วยการผลักดันของ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และเป็นชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา ให้งานสืบสานตำนานไทลื้อได้กลายเป็น “งานสืบสานตำนานไทลื้อโลก” ซึ่งเป็นการรวมเอาชาวไทลื้อในภูมิภาคนี้ คือจีน พม่า ลาว เวียดนาม และไทยให้มาจัดกิจกรรมร่วมกัน “สำหรับงานไทลื้อโลก เราเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2548 ตอนนั้นลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับครูคิดว่าไหนๆ เราก็ทำสืบสานตำนานไทลื้อในไทยในระดับประเทศแล้ว ก็น่าจะทำไทลื้อระดับโลกด้วย เพราะก็มีชาวไทลื้อในหลายประเทศแถบนี้ และจุดที่เรามารวมตัวกันก็ไม่ได้รวมกันด้านการเมือง แต่เรารวมกันเรื่องเชื้อชาติ ความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ มีหลายสิ่งที่น่าสนใจที่เราน่าจะมานำเสนอ ดังนั้นประเทศไทยจึงจัดงานสืบสานตำนานไทลื้อโลกขึ้นก่อนที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา” ครูยุทธพลเล่า ครูยุทธพลกล่าวว่า ผลตอบรับในการจัดงานครั้งแรกถือว่าดีมากๆ มีผู้เข้าร่วมงานจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประเทศเวียดนาม เจ้าเมืองสิบสองปันนา ผู้ปกครองเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา และชาวไทลื้อจากหลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต่างก็มาร่วมกิจกรรมกัน โดยมีพิธีไหว้สาเทวดาเมือง ที่วัดพระธาตุสบแวน มีพิธีสืบชะตาและบายศรีสู่ขวัญให้กับพี่น้องไทลื้อที่มาจากต่างประเทศ และมีขบวนวิถีชีวิตของชาวไทลื้อที่ง ดงามและสื่อถึงความเป็นไทลื้อที่แท้จริงโดยไม่มีกำแพงของคำว่าประเทศมา เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนคือชาวไทลื้อที่สื่อสารเข้าใจกันได้ด้วยภาษาไทลื้อ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม “สำหรับการจัดงานครั้งต่อมานั้น ก็ได้ไปจัดกันที่ศูนย์กลางของชาวไทลื้อที่แคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน และในครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในปี 2550 นี้ ยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะเป็นที่ใด แต่ก็น่าจะเป็นประเทศลาวหรือประเทศเวียดนาม ต้องดูกันอีกที และหากวนมาที่ประเทศไทยอีกครั้งก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นจัดที่จังหวัดอื่นๆ เช่น น่าน เชียงใหม่ ลำพูน เป็นต้น” ครูยุทธพล กล่าว ชาวไทลื้อปัจจุบัน เวลากว่า 200 ปี ที่ชาวไทลื้อเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ระยะเวลาที่ยาวนานอีกทั้งวัฒนธรรมที่หลากหลายจากภายนอกรุกเข้ามาก็ย่อมก่อ ให้การเปลี่ยนแปลงต่อความเป็นอย ู่ของชาวไทลื้อ ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์กลางชุมชนไทลื้ออย่างสิบสองปันนา ที่แม้จะยังคงรักษาหมู่บ้านไทลื้ออายุกว่า 1,000 ปี ไว้ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นไปเพื่อการท่องเที่ยว เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงของชาวไทลื้อในไทย ครูยุทธพลกล่าวว่า หากไม่มีการสืบสานและอนุรักษ์กันไว้ ก็น่ากลัวว่าความเป็นไทลื้อจะหายไปเหมือนกัน แต่สำหรับชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยานั้น ครูยุทธพล ค่อนข้างจะมั่นใจว่ายังคงความเป็นไทลื้ออยู่มาก เนื่องจากในบางโรงเรียนในจังหวัดพะเยานั้น ก็ได้มีการส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องราวในท้องถิ่นอย่างเ ช่นเรื่องไทลื้อมากขึ้น โดยจะมีการศึกษาในรูปแบบของกิจกรรมชุมนุมบ้าง หรืองานวันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมบ้าง แต่สำหรับโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม ที่ครูยุทธพลสอนอยู่นั้น มีการเรียนการสอนเป็นวิชาหนึ่งเลยทีเดียว นั่นก็คือวิชาช่างศิลป์พื้นบ้าน (สล่าเมือง) เพื่อเป็นการอนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทลื้อในโรงเรียนเชียงคำ วิทยาคมได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ในระดับมหาวิทยาลัยก็มีการศึกษาเกี่ยวกับไทลื้อเช่นกัน คือที่สถาบันชาติพันธุ์และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยวิชาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีก็คือวิชาไทลื้อศึกษา อีกทั้งยังมีวิชาอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง ดังนั้นก็เชื่อได้ว่า ความเป็นไทลื้อ รวมทั้งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามทั้งหลายคงจะไม่สูญหายไปอย่าง ง่ายดายนัก หากยังมีผู้ที่ให้ความสนใจและผู้ที่เป็นชาวไทลื้อนั้น ยังให้ความสำคัญกับชาติพันธุ์ของตนเอง  ผู้ที่สนใจเรื่องราวของชาวไทลื้อ สามารถมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชาวไทลื้อได้ที่ “ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ” ที่วัดหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับชนเผ่าไทลื้อแล้ว ก็ยังจะได้ชมผลงานทางวัฒนธรรม ศิลปวัตถุ และประวัติความเป็นมาของชาวไทลื้อ อีกทั้งยังมีการฝึกอาชีพของชาวไทลื้อ ที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของผ้าทอมือไทลื้อ ที่มีลวดลายและสีสันสดใส เช่น ลายดอกขอเครือ ลายดอกขอ ลายม้า ลายดอกตั้ง เป็นต้น โดยผ้าทอไทยลื้อนี้ถือเป็นหนึ่งในของฝากขึ้นชื่อของเมืองพะเยาอีกด้วย อีกทั้งยังสามารถศึกษาได้จากวิถีชีวิตจริงของชุมชนไทลื้อ ทั้งเรื่องการแต่งกาย การย้อมผ้าได้ที่บ้านทุ่งมอก อำเภอเชียงคำ และที่บ้านท่าฟ้าใต้ อำเภอเชียงม่วน เรียนรู้การทอผ้าถุง ตุง และย่ามได้ที่บ้านหย่วน บ้านธาตุ บ้านทุ่งมอกและบ้านหนองลื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาได้…..

ขอบคุณข้อมูลจาก ว่าที่ พ.ต.ดร. ณัฏฐพล ตันมิ่ง

ประวัติความเป็นมาของชนชาติพันธุ์ไทลื้อ

ลื้อ หรือ ลือ เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ ที่พูดภาษาตระกูลไท คือ “ ไทลื้อ ” หรือ “ ไตลื้อ ” มีถิ่นฐานดั้งเดิม อยู่ในเขตสิบสองพันนา ชาวไทลื้อนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบระหว่างหุบเขา โดยมีแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสายสำคัญซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า “ น้ำของ ” ส่วนจีนเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง และเรียกคนไทลื้อว่า “หลี่” หรือ “สุ่ยไปอี่” ชาวลื้อหรือไทลื้อ มีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อตลอดจนวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับคนไทยล้านนา และคนลาวในล้านช้างที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก และนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเช่นเดียวกันสำหรับประเทศไทย ไทลื้อได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ตั้งแต่อดีต ซึ่งเจ้าผู้ครองนครที่มีอำนาจ ได้กวาดต้อนไทลื้อจากสิบสองปันนามาจำนวนมาก บางส่วนได้อพยพเข้ามาเพิ่มเติมภายหลังเพื่อค้าขาย ติดตามญาติพี่น้อง แต่งงานและแสวงหาที่ทำกินที่เหมาะสม หรือหนีภัยสงคราม รวมทั้งอพยพเข้ามาด้วยเหตุผลทางศาสนา และการจาริกแสวงบุญ ในเวียดนาม มีชุมชนไทลื้ออาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามแนวพรมแดนที่ติดต่อกับจีน

ใน เขตประเทศลาว ไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือแถบเมืองสิง เมืองลองในแขวงหลวงน้ำทา เมืองอูเหนือ อูใต้ งายเหนือ งายใต้ บุนเหนือ บุนใต้ในแขวงพงสาลี เมืองไซ เมืองแบง เมืองฮุก เมืองหงสาในแขวงอุดมไซ เมืองเงิน เมืองเชียงฮ่อน และเมืองหงสาในแขวงไชยะบุรี นอกจากนี้ ยังตั้งชุมชนอยู่รอบ ๆ เมืองหลวงพระบางและกระจายกันอยู่แถบลุ่มน้ำอูและแม่น้ำโขง ในแขวงหลวงพระบางและแขวงบ่อแก้วอีกหลายหมู่บ้าน

อาณาจักร สิบสองปันนาในอดีต จัดแบ่งการ ปกครองออกเป็นระบบ พันนา (อ่าน ว่า “ ปันนา ” ) ซึ่งเป็นการควบคุมพื้นที่นา โดยใช้ระบบเหมืองฝาย ประกอบด้วยพันนาเมืองหลวง พันนาเมืองแช่ พันนาเมืองฮุน พันนาเมืองฮิง พันนาเชียงลอ พันนาเชียงเจิง พันนาเมืองพง พันนาเมืองลา พันนาเชียงทอง พันนาเมืองอู พันนาเมืองล้า และพันนาเชียงรุ่ง โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขเรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งจีนเรียกว่าเมืองเชอหลี่ นอกจากนี้ไทลื้อ ยังตั้งฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉานในพม่าที่เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองป่าแลว เมืองวะ เมืองนำ เมืองฐาน เมืองขัน เมืองพะยาก เมืองยอง เมืองยุ เมืองหลวย เป็นต้น

อาชีพหลักของชาวไทลื้อ

อาชีพ หลักของไทลื้อ คือ การกสิกรรมเป็นพื้นฐาน ได้แก่ การทำนาและปลูกพืชผักต่าง ๆ ส่วนการเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรอง ได้แก่ วัว ควาย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ใช้งานและขายเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว ส่วนหมู เป็ด ไก่ เลี้ยงไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นอาหารในคราวออกแรงงานร่วมกัน ไทลื้อเป็นคนขยันทำมาหากิน ดังนั้น จึงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าชนเผ่าอื่นๆ ในปัจจุบัน ชาวไทลื้อบางส่วน ได้หันมาประกอบการค้าขาย เช่น ที่เมืองสิง จะสังเกตเห็นว่า เด็กผู้หญิงอายุ 12 – 13 ปี ก็จะเริ่มค้าขายเล็กน้อย ๆ ในท้องถิ่น ส่วนผู้ใหญ่บางคน จะไปค้าขายต่างเมือง เช่น ซื้อสินค้าจากจีนไปขายหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง หรือซื้อสินค้าไทยไปขายในท้องถิ่น และบางก็ส่วนเข้าไปค้าขายในจีนแถบเมืองมางและเมืองล้า สินค้าท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว กระเทียม หอม ยาสูบ ถั่วโอ (ถั่วหมักคล้ายเต้าเจี้ยว) และพืชผักต่าง ๆ

จารีตครรลองประเพณีที่สำคัญ

การเกิด

ตาม ปกติ หญิงไทลื้อตั้งครรภ์ ไม่มีข้อห้ามในเรื่องอาหารการกิน คงรับประทานอาหารได้ตามปกติ ครั้นเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องใกล้คลอดลูก ผู้เป็นแม่จะนั่งใกล้ ๆ โดยมีผู้ทำคลอด ซึ่งอาจจะเป็นแม่ตัวเองหรือแม่สามีช่วยทำคลอดให้ เมื่อทารกตกถึงฟาก ผู้ทำคลอดจะใช้ป่านผูกสายสะดือ ใช้มีดตัด(ทำด้วยผิวไม้ไผ่) บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่เจาะรูด้านข้างปิดอัดไว้ เพราะคนลื้อมีความเชื่อว่าถ้าหากไม่เจาะรู จะทำให้เด็กหายใจไม่ได้ หลังจากนั้น จะทำความสะอาดผู้เป็นแม่และเด็กน้อย แล้วก็ส่งให้แม่รับ ซึ่งจะเลือกจากหญิงที่ประวัติดี มีฐานะดีพอสมควร ไม่เป็นหม้ายหรือหย่าร้างมาก่อน แม่รับอุ้มเด็กไปวางในกระด้งที่เตรียมไว้ แล้วนำไปวางไว้ที่หัวบันได พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงดัง ๆ ว่า “ผีจะกินก็กินเหแต่น้อย ผีบ่เล้งกูซิเล้ง”  (ผีจะกินก็ขอให้เสียแต่ยังเด็ก ผีไม่เลี้ยงกูจะเลี้ยงเอง) จากนั้น ก็เอามามอบให้แม่ของเด็ก สำหรับรกของเด็ก ผู้เป็นพ่อ จะเลือกหาวันดี แล้วนำกระบอกใส่รกไปแขวนไว้ที่กิ่งไม้ในป่าข้างบ้าน ขณะกลับถึงเรือน ถ้าเป็นลูกสาว พ่อของเด็กจะจับเครือที่ทอผ้าก่อน ถ้าเป็นลูกชาย ก็จะจับมีดตัดไม้ก่อนขึ้นเรือน ที่ทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่า เมื่อเด็กเติบโตขึ้น จะมีความอดทนและขยันหมั่นเพียรในการทำงาน

ภายหลังคลอด จะต้องอยู่กำ (อยู่ไฟ) มีกำหนด 30 วัน ภายใน 3 วันแรก จะรับประทานอาหารได้แต่ข้าวกับเกลือเท่านั้นเรียกว่า อยู่กำน้อย เมื่อครบ 3 วัน แล้วก็ทำพิธี ออกกำน้อย โดยนำเอาเกลือมาสู่ขวัญผูกข้อมือให้แก่แม่และเด็กน้อย ผู้เป็นสามารถออกไปนอกห้อง หรือซักเสื้อผ้าได้ อาหารของแม่ระหว่างอยู่กำ รับประทานได้แต่น้ำพริกข่าจิ้มผักต้มและไก่ที่มีขนสีดำ ห้ามอาหารประเภทไข่ เนื้อสัตว์ประเภทวัวควาย นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามเพิ่มเติมสำหรับคลอดบุตรคนแรก ซึ่งเรียกว่า ท้องหัวสาว มีข้อห้ามต่อไปอีก 1 ปี คือห้ามรับประทานเนื้อควายเผือก หมูแม่ต้อง (หมูที่มีลูกแล้ว) เนื้อเสือ เก้ง กวาง ปลาร้า ปลาไม่มีเกล็ด ปลาบก ปลาไน เป็นต้น เมื่อครบ 30 วัน จะไปเชิญหมอสู่ขวัญมาสู่ขวัญ ซึ่งต้องฆ่าไก่ 1 ตัว ทำพิธีสู่ขวัญแม่และเด็กน้อย โดยถือว่า วันออกกำเป็นวันเกิดของเด็กน้อยอีกด้วย หมอสู่ขวัญจะนำเด็กไปวางที่หัวบันไดบ้าน เพื่อบอกผีสางนางร้ายมาดูพร้อมทำเสียงนำ เค้าแมวแล้วพูดว่า “แก็ก ๆ กู้… หื้อมาเอิ้นมาเรียกเอาหลานสูคืนเมือ ถ้าปิ๋นลูกสูหลานสู หื้อมาเรียกเอาป้อกไปเห เดี่ยวบ่ต้องหื้อ เหลือจากวันนี้ก๋ายมื่อนี้วันนี้บ่หื้อมาเกี่ยวข้อง ปิ๋นลูกกูหลานกู ” แล้วกระทืบเท้าให้เด็กน้อยตื่นและพูดต่อไปว่า “ถ้าตายก็หื้อตายเห หื้อใจขาด คันใจบ่ขาด ก๋ายสามบาทปิ๋นลูกกูหลานกู สูเอาบ่ได้แล้ว ”

หมาย ถึง ให้ผีร้ายมาเรียกเอาลูกหลานกลับคืนในวันนั้น หลังจากนั้นเป็นลูกคน ถัดจากนั้นก็กระทืบเท้าให้เด็กสะดุ้งตื่นแล้วพูดในทำนองว่า ถ้าจะตายก็ขอให้ขาดใจตายทันที ถ้าไม่ตายหลังจากนั้นก็จะเป็นลูกคน

หลัง จากนั้น พ่อหมอจะทำพิธีสวดมนต์ตัดขาดจากผี แล้วนำเด็กน้อยมาทำพิธีสู่ขวัญให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่และญาติพี่น้องผูกข้อมือเพื่อให้เป็นลูกเป็นหลานต่อไป

การเลือกคู่ครอง

ชาว ไทลื้อ เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกคู่ครอง ชีวิตคู่จะเริ่มจากประเพณีแอ่วสาว กล่าวคือ พอถึงยามค่ำคืน บรรดาชายหนุ่มจะไปปลุกสาวที่ตนชอบ พอถึงหัวนอน หากสาวพอใจ ก็จะออกมาพูดคุยกันที่ชานบ้าน ถ้าเป็นยามฤดูหนาวบรรดาสาวๆ จะนัดเพื่อนสาวละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงมาลงข่วงปั่นฝ้ายรอบๆ กองไฟบริเวณลานบ้าน หนุ่มลื้อก็จะชวนกันมาแอ่วสาวปั่นฝ้ายกลุ่มๆ ในระหว่างเดินทางหรือขณะพูดคุยกับสาว ๆ ก็จะขับลำนำเคล้าเสียงปี่ในเชิงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันไปเรียกว่า “ขับลื้อ” พอถึงยากดึก ต่างก็แยกกันกลับบ้าน โดยมีชายหนุ่มที่รักใคร่ชอบพอ ช่วยถือฝ้ายไปส่งถึงเรือน แล้วฝ่ายหญิงสาว ก็จะเชิญชวนหนุ่มขึ้นไปคุยกันต่อบนเรือน จนกระทั่งเลยสองยามอาจถึงสามนาฬิกาของวันใหม่ จึงร่ำลากลับ เมื่อต่างฝ่ายรักใคร่จริงใจต่อกันแล้ว ก็จะบอกให้พ่อแม่ทราบ เพื่อขอความเห็นชอบและนัดเจรจาสู่ขอ

ตาม ธรรมเนียมของชาวไทลื้อนั้น ก่อนการสู่ขอ พ่อแม่จะไปหาผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้าน ช่วยพิจารณาชะตาของหนุ่มสาวเรียกว่า ทำพิธีไขว่ หมายถึง การสืบสวนถึงประวัติ การสืบสายโลหิตของทั้งสองฝ่าย ถ้าหากเป็นญาติใกล้ชิดชะตาจะขวางกัน แต่งงานกันไม่ได้ หากฝ่าฝืนจะเกิดภัยพิบัติแก่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย อาจเป็นอัมพาตหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น ถือว่า เป็นข้อห้ามสำคัญซึ่งเป็นจารีตของสังคมไทลื้อ

เมื่อฝ่ายชายได้รับความยินยอมจากพ่อแม่แล้ว ก็จะมอบหน้าที่ให้ “พ่อใช้” ซึ่งโดยปกติ จะเป็นญาติหรือนายบ้านพร้อมญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งไปเจรจาสู่ขอ พิธีสู่ขอใช้ขันห้า คือ พาน มีดอกไม้และธูป 5 คู่ หมากพลู ในการเจรจาสู่ขอ จะกล่าวเป็นคำกลอนที่คล้องจองกัน ฝ่ายหญิงอาจตอบตกลง หรือเจรจาถามความสมัครใจของลูกสาวก่อน โดยจะให้พ่อใช้ฝ่ายหญิงไปแจ้งข่าวภายหลัง

กินดองน้อย

เมื่อ ทั้งสองฝ่ายตกลงเป็นเอกภาพกันดีแล้วก็จะนัดวันหมั้น ซึ่งเรียกว่า กินดองน้อย ในวันกินดองน้อย ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู 1 ตัว และไก่อีกจำนวนหนึ่ง จัดสำรับอาหารเลี้ยงต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายชาย จะมอบกำไลเรียกว่า ปลอกแขนขวัญ น้ำหนักเงิน 2 หมัน 5 บี้ ให้แก่คู่หมั้น ถ้าหากคู่หมั้น มีพี่ชายหรือพี่สาวที่ยังเป็นโสดจะต้องเตรียมอีก 2 หมัน 5 บี้ ใส่พานไปมอบให้เพื่อ “ข่มขวัญอ้ายเอื้อย” ภายหลังพิธีหมั้นแล้ว ฝ่ายชายจะอยู่ในฐานะเป็นเขยพราง คือ อยู่ไปพลางก่อน หลังจากนั้น ก็ทำพิธีเซ่นไหว้บอกเทวดาเรือน (ผีเรือน) เขยพรางจะอยู่ในฐานะเป็น คนสองเรือน สามารถไปมาหาสู่นอนค้างคืนได้ เพื่อช่วยการงานที่บ้านฝ่ายหญิง แต่ยังไม่มีสิทธ์หลับนอนด้วยกัน ในระหว่างนั้น ฝ่ายชายจะไม่ไปเกี้ยวพาราสีหญิงอื่น ส่วนฝ่ายหญิง ก็จะไม่ไปลงข่วงปั่นเหมือนแต่ก่อน ทั้งจะตั้งใจเก็บหอมรอมริบ เพื่อสร้างฐานะครอบครัวเตรียมกายเตรียมใจที่จะข้าสู่พิธีแต่งดองเรียกว่า สู่ขวัญโอม ซึ่งเขยพรางจะเปลี่ยนสถานภาพเป็นเขยสู่ เพื่ออยู่กินกันฉันสามีภรรยาต่อไป ตามปกติ ระยะเวลาจากเขยพรางไปหาเขยสู่จะกินเวลา 3 เดือน ถึง 1 ปี

การแต่งงาน

เป็น พิธีแต่งงานของไทลื้อ นิยมทำกันหลังเทศกาลออกพรรษา คือ เดือนเกี๋ยง หรือเดือนยี่ คือราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมเป็นต้นไป นิยมทำในเดือนคู่ โดยให้พระสงฆ์หรือผู้รู้ในหมู่บ้าน เลือกหามื้อใสวันดีให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว พิธีกินดองของไทลื้อ จะจัดขึ้นที่บ้านของฝ่ายหญิง โดยให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน ส่วนที่นอนหมอนมุ้ง ฝ่ายหญิงจะจัดหาหรือทำเองเตรียมไว้เมื่ออยู่ในวัยสาว โดยปกติ วันจัดงาน ฝ่ายหญิงจะจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้และอาหารบางอย่างไว้ล่วงหน้า เพื่อเลี้งแขกในวันรุ่งขึ้น วันที่สองเป็นวัน “กินดอง” จะมีแขกซึ่งเป็นญาติของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรวมทั้งชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก

พิธีกินดองเริ่มจากพิธี แห่เขยไปสู่เรือนเจ้าสาว เมื่อถึงหัวบันได จะมีหญิงผู้หนึ่งที่เป็นกุลสตรีของหมู่บ้านเรียกว่า แม่คนดี รีบเอาถุงเงิน ง้าว (ดาบ) และมีดอุ่ม (มีดเหน็บ) จากเจ้าบ่าว นำไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาว แล้วเข้าพิธีบายศรีเรียกว่า “สู่ขวัญโอม” ในพิธีสู่ขวัญโอม จะมีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาผูกข้อมืออวยพรให้แก่คู่สมรส หลังจากนั้น ก็จะแห่สะใภ้มายังเรือนฝ่ายชาย ทำพิธีเซ่นไหว้เทวดาเรือน เพื่อขอรับเอาเขยไปอยู่เรือนของตน ในขณะเดียวกันญาติของฝ่ายชาย ก็จะทำพิธีสู่ขวัญรับสะใภ้ใหม่เพื่อเป็นสิริ มงคลแก่เจ้าสาว

ตาม ครรลองประเพณีของไทลื้อที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา เขยสู่ จะอาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย 3 ปี แล้วจึงแต่งดองกลับคืนไปอยู่เรือนพ่อแม่สามีอีก 3 ปี เรียกว่า “สามปีไป สามปีป้อก” ในพิธีแต่งดองกลับคืน จะมีการฆ่าหมู 1 ตัว ไก่อีกจำนวนหนึ่ง ทำพิธีสู่ขวัญและเงินสินสอดอีก 15 หมัน ก่อนจะลงจากเรือน ก็ทำพิธีบอกกล่าวเทวดาเรือน เพื่อไปอยู่กับพ่อแม่ของสามีจนครบ 3 ปี จึงจะปลูกเรือนหลังใหม่ได้เพื่อแยกสร้างครอบครัว

พิธีกรรมสำคัญ

พิธีกรรม สามปีสีรวงข้าว การที่ชาวไทลื้อประกอบพิธีกรรมดังกล่าว  ก็เพื่อรำลึกถึงบุญญาบารมีของเจ้าหลวงเมืองล้า  นักรบผู้เก่งกล้าสามารถ  และสร้างความเป็นปึกแผ่น แก่ชาวไทลื้อเมืองล้าทั้งหลายทั้งปวง  เหตุที่ประกอบพิธีกรรมนี้ เพื่อให้ชาวไทลื้อได้ตระหนักถึงบุญคุณของผู้มีคุณูปการ  ต่อบ้านต่อเมืองและเคารพในความเป็นผู้นำของท่าน  จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่  ซึ่งเล่าสืบต่อกันมา เป็นที่เชื่อถือได้ว่า  เจ้าหลวงเมืองล้า คือเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองล้าในดินแดนแคว้นสิบสองปันนา  มณฑลยูนนาน  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวไทลื้อ และได้ถึงแก่พิราลัยในดินแดนสิบสองปันนา นอกจากนี้ เจ้าหลวงเมืองล้า ยังมีบริวารหรือผู้ช่วยอีกหลายคน เช่น หิ่งช้าง หิ่งม้า ล่ามเมือง หาบมาด แจ่งฝาย เชียงล้าน โอ๊ก่า ช้างเผือก น้ำปั๊ด ปู่ก่ำผมเขียว คำแดง ปางแสน ปางสา ปางเม็ด ม่อนเชียงเคือ ปากบ่อทั้งห้า บ่อต่วน สวนตาล เมืองหลุก อางเรียง บ้านตอง เป็นต้น

ประเพณีเลี้ยงเทวดาหลวงและบริวาร จะปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกๆ สามปี  ซึ่งมักพูดกันเป็นคำคล้องจองว่า  “สามปี สี่รวงข้าว” หมายความว่า  หากนับตามปฏิทินจะเป็น 3 ปี หรือถ้านับจากการทำนาจะเป็น  4  ครั้ง  ในลักษณะหมุนเวียน  ปกติจะเป็นช่วงเดือน ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้ว   การประกอบพิธีกรรมในอดีต จะกำหนด  7  วัน  ปัจจุบันกำหนด  3  วัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

วันแรก  เป็นวันปิดตาแหลว (เฉลว) ซึ่งเป็นวันที่ปิดกั้นทางเข้าออกหมู่บ้าน  โดยห้ามคนในออกและห้ามคนนอกเข้า (คนนอกในที่นี้หมายถึงบุคคลที่ไม่ใช่เชื้อสายไทลื้อเมืองล้า หรือบุคคลที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน) เพื่อคนในหมายถึงชาวไทลื้อ จะเข้ากำเมืองไม่ให้ติดต่อกับบุคคลภายนอก  หรือประกอบธุรกิจใด ๆ นอกบ้าน

วันที่สอง  เป็นวันเลี้ยงเทวดาหลวงหรือเจ้าหลวงเมืองล้า เรียกกันว่า “ วันเต่า “

วันที่สาม  เป็นวันเลี้ยงผีอู หรือเทวดาอู หมายถึง การประกอบพิธีเลี้ยงโดยชาวไทลื้อที่นับถือผีอูหรือเทวดาอูแห่งเมืองอูเหนือ และอูใต้  แคว้นสิบสองปันนา  และในตอนเย็นของวันนี้  จะทำพิธีบายศรีสูขวัญเจ้าเมืองและ   หมอเมือง  แล้วส่งเจ้าเมืองและหมอเมืองกลับบ้าน  จึงจะเอาตาแหลวลง เรียกว่า  “ ต้าวแหลว “ จากนั้นผู้คนในหมู่บ้านจะเข้าออกได้ตามปกติ

ชาว ไทลื้อ ยึดอาชีพ การเกษตรเป็นหลัก มีการปลูกพืช ผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์เช่น วัว ควาย หมู เป็ด และไก่ ไว้ใช้งาน หรือประกอบ อาหาร ในครัวเรือน โดยถือคติว่า ” ไม่ซื้อ ไม่ขาย เก็บไว้กิน และ แบ่งปันพี่น้อง “

ชาว ไทลื้อต่างนับถือ พุทธศาสนา ดังจะเห็นได้ จากการสร้างวัด ที่มีศิลปะแบบ ของไทลื้อล้วนๆ และแบบศิลปะ ไทลื้อผสมพม่า ซึ่งในท้องที่ อ. เชียงคำ มีอยู่หลายวัด เช่น วัดหย่วน วัดมาง และวัดนันตาราม ความเชื่อถือ ของบรรพบุรุษก็คือ นับถือเทพยดา อารักษ์ ผีสาง จะเห็นได้ จากการที่มีการใหว้ผี ประจำปีของ แต่ละหมู่บ้าน ซึ่งจะมีขึ้น เป็นประจำ

ผี ที่ชาวไทลื้อ นับถือมี 3 จำพวก ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน และพระ (ผี) เสื้อเมือง เพราะชาวไทลื้อ เชื่อว่า เหตุการณ์ภายใน อาคารบ้านเรือน เป็นหน้าที่ ของผีบ้านผีเรือน ที่ต้องดูแล คุ้มครอง ส่วนการนับถือ ผีบรรพบุรุษ อย่างมั่นคง จะช่วยให้เกิด สวัสดิมงคล อยู่ดีมีสุข ทำมาค้าขึ้น สำหรับพระ (ผี) เสื้อเมือง จะคอยรักษา เหตุการณ์บ้านเมือง ให้อยู่ในความสงบ โดยปราศจาก เหตุร้ายต่างๆ

สมัย ก่อนชาวไทลื้อไม่นิยม นำพระพุทธรูป ไว้สักการ บูชาในบ้าน โดยให้เหตุผลว่า พระพุทธรูป เป็นของสูง ที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ ควรจะนำไป ประดิษฐาน ในโบสถ์หรือวิหาร ไม่เหมาะสม ที่จะนำมาเก็บรักษา ในบ้านเหมือน เป็นการลบหลู่ ดูหมิ่น

ชาว ไทลื้อ ถือคติว่า ในโลกนี้ ไม่มีใคร ช่วยเขาได้ นอกจาก ดวงวิญญาณ ของผีปู่ย่า ตายายของเขา เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทุกบ้านจึงมี หิ้งบูชาบรรพบุรุษ ที่จัดไว้ ในห้องเป็นพิเศษ

ส่วน การนับถือ ผีบ้านผีเรือน และพระ (ผี) เสื้อเมือง ชาวไทลื้อ จะมีความเชื่อมั่น อย่างจริงจัง เวลาเคราะห์หาม ยามร้ายอะไรขึ้น มาก็มักกล่าวหาว่า ผีบ้าน ทำเอาบ้าง พระ(ผี) เสื้อเมือง ลงโทษเอาบ้าง สุดแต่จะยก เหตุผลมาอ้าง ไปต่างๆ นานา เช่น หากออกไป นอกบ้านกลับมา มีอาการผิดปกติ หนาวจับไข้ขึ้นก็หาว่า ผีตายโหง ทำเอาโทษบ้าง พระ(ผี)เสื้อเมือง ทำอันตรายเอาบ้าง แม้แพทย์แผน ปัจจุบันรักษาไม่หาย ยังมีอาการ แบบสามวันดี สี่วันไข้เจ้าของบ้าน จะทำพิธี “สะเดาะเคราะห์” หรือที่เรียกตามภาษา พื้นบ้านว่า “กรรมเฮือน”

สำหรับ พิธีกรรม เลี้ยงพระ (ผี) เสื้อเมือง จะร่วมใจกัน จัดเป็นงานใหญ่ โดยจัดกัน เป็น 3 ปี ต่อหนึ่งครั้ง คือ เริ่มต้นในฤดู เก็บเกี่ยวในปีแรก จนครบ 3 ปี ตามปฏิทิน หรือฤดูกาล ทำนาครั้งที่ 4 ชาวไทลื้อ เรียกพิธีนี้ว่า 3 ปี 4 งวง (รวง) ข้าว เวลาทำพิธี เลี้ยงพระเสื้อเมือง เขาห้ามคนใน ออกไปที่อื่น คนนอกเข้ามา ในหมู่บ้าน มีการแสดง เขตกำหนด บริเวณหมู่บ้าน โดยการทำเฉลว (ตาเหลว) ที่สานด้วยไม้ไผ่ ไปผูกติดไว้ ที่ประตูชั่วคราว ตรงปากทาง เป็นเครื่องหมาย พร้อมกับมี หนังสือกำชับ หรือมีคนคอยป่าว ประกาศห้าม พอคนต่างถิ่น มาเห็นเข้าก็ต้อง เดินอ้อมไปอีกทางหนึ่ง เพราะถ้าขืนล่วงล้ำเข้าไป ในหมู่บ้าน ในขณะที่ชาวบ้าน กำลังกระทำพิธี เลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน บุคคลนั้น จะถูกปรับไหม แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งชาวไทลื้อ ทุกคนยินดีที่จะ ปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะถูกประณาม อย่างเสียหาย

พิธีกรรม เลี้ยงผี เริ่มทำกันตั้งแต่ ตอนเช้าตรู่เป็นต้นไป ซึ่งเป็นที่รู้จัก กันว่า ถ้ามีการเลี้ยงผี กำนันผู้ใหญ่ และชาวบ้าน ทุกหลังคาเรือน จะต้องนำไก่มีชีวิต มารวมกันที่บ้าน ของหมอผี ประจำหมู่บ้าน โดยหมอผี เป็นผู้กระทำพิธี ทางไสยศาสตร์ไปด้วย

เรื่อง การนำไก่ มีชีวิตไปรวมกัน ถือเป็นข้อปฏิบัติ ที่ทุกบ้านจะขาด เสียมิได้ ถ้าเวลานั้น เจ้าของบ้าน ที่เป็นผู้ชายไม่อยู่ อาจมีกิจธุระ ต้องออกไป ทำงานนอกบ้าน ผู้เป็นภรรยา จะต้องให้คนนำ ไก่ไปที่บ้านหมอผี แต่ตัวของนางจะไม่ไป เองเด็ดขาด เหตุผลก็คือ ผู้หญิงเป็นเพศ ที่ขวัญอ่อน มักตื่นตระหนกใจง่าย เวลาที่เห็นการฆ่าสัตว์ หรือบางทีผู้หญิง หน้าตาสวย เข้าไปในงานพิธี พระ (ผี) เสื้อเมือง อาจถูกใจ เอาไปเป็นเมีย ที่เมืองผีก็ได้ ดังนั้นในงานพิธี เลยมีเฉพาะ ผู้ชายเท่านั้น เมื่อเจ้าของ บ้านที่เป็นผู้ชาย ทุกคนอุ้มไก่ คนละตัวไป บ้านหมอผี จนได้ไก่ครบตาม จำนวนครอบครัว ขั้นตอนการ ปฏิบัติต่อมา เขาจะเชิญ หมอผีประจำหมู่บ้าน มาทำพิธี ใครที่เอาไก่ ไปก็ลงมือ เชือดคอไก่ ด้วยตนเอง แบบของใครของมัน

ส่วน อีกพวกหนึ่ง ก็จุดไฟต้มน้ำร้อน ไว้ลวกไก่ หลังจากถอนขน เสร็จก็เอาใส่รวมกัน ในกระทะใบใหญ่ ต้มให้สุก จากนั้นเอาไก่ เพียงตัวเดียว ใส่พานไม้ พร้อมกับข้าว เหนียวนึ่ง 1 จาน เทียนสีผึ้ง และสุรา 1 จอก (ประมาณ 100 ซีซี.) โดยหมอผี ประจำหมู่บ้าน จะถือไปด้วยตนเอง เพื่อเปิกการเจรจา กับพระเสื้อเมือง หรือเทพารักษ์ ประจำหมู่บ้าน

หลัง จากที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว บรรดาผู้ชาย ต่างพากัน นั่งยองๆ ด้วยอาการ สงบนิ่ง อยู่ในบริเวณนั้น โดยหมอผี ประจำหมู่บ้าน จะเปล่งเสียง สาธยายมนต์ ตามตำราอย่างชัดเจนว่า

” ปีนี้ก็ควบไคว่ เติงเวลาแล้ว หมู่จุมจาวบ้าน ตังหลายตังมวล ได้ร่ำเปิงหา ปู่เจ้าเสื้อบ้าน จึงมาร่ำรี้ร่ำไร สูมาคารวะปู่เจ้า เสื้อบ้าน ขออาราธนา ปู่เจ้าได้รับของกิน ของทาน ดังนี้แล้วขอปู่เจ้า เสื้อบ้านจุงได้โผด กรุณาให้ ลูกให้หลาน เหลนหลีกลี้ ได้อยู่ดีมีสุข ผู้ทุกคนฮอด ไปเติงหมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย หื้ออย่าได้มี ภัยพยาธิ์มา เติงโดยแล ” ต่อจากนั้น ก็ยกไก่ และสุรา ไว้บนหอ ให้เวลาประมาณ 15 นาที คาดคะเนว่า ปู่เสื้อบ้าน ได้รับของเช่นสังเวย เรียบร้อยแล้ว ก็จะเอาไก่ต้ม ตัวดังกล่าว ลงจากหอปู่เสื้อบ้าน ไปรวมกับไก่ต้ม ตัวอื่นๆ ก่อนที่จะลงมือ ฉีกเนื้อไก่จิ้ม น้ำปลากินกัน อย่างเอร็ดอร่อย พร้อมแกล้มกับสุรา ที่เตรียมเอามา ล่วงหน้า

บรรดา อาหารต่างๆ ห้ามนำเอากลับบ้าน เหลืออะไร ก็ให้เอาไว้ที่ใต้ ต้นไม้ฮุง (ต้นไทร) ใหญ่หน้าศาล ปู่เสื้อบ้าน ทั้งหมด ดังคำกล่าวที่ว่า กราบพระได้บุญ เลี้ยงผีคนได้กินอิ่มท้อง ในวันนั้น เป็นวันหยุดงานทุกชนิด คนในหมู่บ้าน ทั้งหมดจะห้าม ออกนอกบ้านไป ทางหนึ่งทางใด เด็ดขาด ต้องอยู่ในหมู่บ้าน ตลอดเวลา ถ้าใครที่เดินทาง ออกไปจากบ้าน ชาวบ้านจะถือว่า ละเมิดประเพณี แสดงว่าเป็นตัว “อุบาทว์” หรือ “ขึด” ประจำหมู่บ้าน ไม่มีผู้ใด อยากคบหา สมาคมด้วย พิธีกรรม เมืองหรือ การบูชา เทพาอารักษ์ ของแต่ละเมือง มีขนบธรรมเนียม ที่แตกต่างกันไป คนละแบบไม่ เหมือนกัน ตลอดจน การจัดพิธีกรรม ก็ไม่ตรงกัน เพราะบางเมือง จะมีพระเสื้อ เมืองไม่เท่ากัน บางเมืองมีเพียง 3 – 4 คน แต่บางเมือง มีมากถึง 20 – 30 คน ทำให้ต้องเลี้ยง กันนานถึง 3 วันติดต่อกัน และจะจัดเพียง 3 ปีต่อครั้ง เรียกว่า ” 3ปี 4 งวง (รวง ) ข้าว ” ในพิธี 3 ปี 4 รวงข้าวนั้น มีการสนุกรื่นเริง เฮฮาตามประสา ชาวชนบท มีการละเล่น และเสียง มโหรีปี่ซอ บรรเลงกันเต็มที่ ตลอดจนมี อาหารการกิน ทุกอย่างเลี้ยงกันเต็มที่

Thailue1 (1)
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพเพิ่มเติมครับ

เดิม ชาวไทลื้อมีถิ่นที่อยู่บริเวณหัวน้ำของ (น้ำโขง) เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำของ (น้ำโขง) สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักร แจ่ลื้อ (จีนเรียกเซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ.1579-1583(พ.ศ.2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อมาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบัน

เมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้
1. ปันนาเชียงรุ่ง มี 2 เมือง คือเมืองเชียงรุ่ง, เมืองฮำ
2. ปันนาเมืองแจ่ มี 3 เมือง คือเมืองอ๋อง, เมืองงาด, เมืองแจ่
3. ปันนาเมืองหน มี 2 เมือง คือเมืองปาน, เมืองหน
4. ปันนาเมืองเจียงเจื่อง มี 2 เมือง คือเมืองฮาย, เมืองเจื่อง
5. ปันนาเจียงลอ มี 4 เมืองคือเมืองมาง, เมืองงาม, เมืองลางเหนือ, เมืองเจียงลอ
6. ปันนาเมืองลวง มี 1 เมืองคือเมืองโลง
7. ปันนาเมืองลา มี 2 เมือง คือเมืองบาง, เมืองลา
8. ปันนาเมืองฮิง มี 2 เมืองคือเมืองวัง, เมืองฮิง
9. ปันนาเมืองล้า มี 2 เมืองคือเมืองบาน, เมืองล้า
10. ปันนาเมืองพง มี 2 เมืองคือเมืองหย่วน, เมืองพง อีกเมืองส่างกาง ส่างยอง
11. ปันนาเมืองอู๋ มี 2 เมืองคือเมืองอู๋ใต้, เมืองอู๋เหนือ (ปันนานี้ตกเป็นเขตแดนลาวล้านข้าง สมัยฝรั่งเศสปกครองประเทศลาวถึงปัจจุบัน)
12. ปันนาเจียงตอง มี 4 เมืองคือ เมืองบ่อล้า, เมืองอีงู, เมืองอีปัง, เมืองเจียงตอง
จึงเป็นที่มาของคำว่า “สิบสองปันนา”

ในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1782-1813 (พ.ศ. 2325-2356) ชาวไทลื้อได้ถูกพระยากาวิละทำการกวาดต้อนลงมาลักษณะเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง

ใน ปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) เหมาจูซี้ (เหมาเซตุง) ได้ยึดอำนาจการปกครอง และได้นำระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ มีการริดรอนอำนาจเจ้าฟ้า ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้เจ้าหม่อมคำลือ เจ้าฟ้าในขณะนั้นต้องสูญสิ้นอำนาจลงในปี ค.ศ.1953 (พ.ศ.2496) ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาจึงทยอยหลบหนีออกเมืองมาเรื่อย ๆ ต่อมาในปี 1958 (พ.ศ.2501) เหมาเซตุงได้ปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ไทลื้อในสิบสองปันนาจึงหลบหนีออกเมืองมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ชาวไทลื้อสิบสองปันนาที่หนีออกเมืองหลายทิศทางแยกออกได้นี้
สายที่ 1 เข้าสู่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า
สายที่ 2 เข้าสู่เมืองยอง ประเทศพม่า
สายที่ 3 เข้าสู่เมืองสิงห์ เมืองอู๋
สายที่ 4 เข้าสู่ประเทศลาว และไทย

สาเหตุการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานชาวไทลื้อมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น
1. ถูกกวาดต้อน
2. เหตุบ้านการเมือง การปกครอง
3. ติดตามญาติพี่น้องที่มาก่อนแล้ว
4. หาแหล่งทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความสงบสุขร่มเย็น มีภูมิประเทศที่เหมาะสม

ในประเทศไทยมีไทลื้ออยู่หลายจังหวัด ดังนี้
1.จังหวัดเชียงราย อ.แม่สาย, แม่จัน, เชียงแสน, เชียงของ, เวียงแก่น, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า, แม่ฟ้าหลวง, เทิง, พาน
2. จังหวัดเชียงใหม่ อ.สะเมิง, ดอยสะเก็ด, วังเหนือ, แม่อาย
3. จังหวัดลำพูน อ.บ้านธิ, ป่าซาง, บ้านโฮ่ง, ลี้
4. จังหวัดลำปาง อ.แม่ทะ, เมือง
5. จังหวัดพะเยา อ.เชียงคำ, เชียงม่วน, จุน, ปง
6. จังหวัดน่าน อ.ปัว, สองแคว, ทุ่งช้าง
7. จังหวัดแพร่………………………..

วิถีชีวิตความเป็นอยู่

ที่ ตั้งบ้านเรือน หรือหมู่บ้าน จะหาทำเลที่มีแม่น้ำลำคลองอยู่ใกล้หมู่บ้านและสะดวกในการเพาะปลูก ดำเนินชีวิตแบเรียบง่าย พอเพียง พึ่งพาตนเอง ชาวไทลื้อมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การสร้างบ้านเรือนแต่ละหลังในหมู่บ้าน คนทั้งหมู่บ้านจะมาช่วยกัน เวลาเก็บเกี่ยวข้าวก็จะช่วยกันให้เสร็จไปทีละเจ้า แต่เจ้าของนานั้นต้องได้ไปช่วยเขามาก่อนแล้ว ถ้าหนุ่มสาวคนใดเกียจคร้าน พ่อแม่บ่าวสาวจะตั้งข้อรังเกียจ ไม่ยอมให้แต่งงานด้วย

นิสัยใจคอ

ไม่ ชอบความรุนแรง รักสงบ รักความสะอาด เรียบร้อย รักสวยรักงาม จิตใจเยือกเย็นสุขุม ซื่อสัตย์ สุจริจ มุ่งมั่น ขยันอดทน มีความหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนหวาน เคารพนับถือพ่อแม่ ผู้มีอาวุโส ปู่ย่า ตาทวด บรรพบุรุษ

อาชีพ

ในปัจจุบัน ทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย รับราชการฯลฯ

จุดเด่นกับความภาคภูมิใจของไทลื้อ

1. ความรักหมู่คณะ และรักชาติกำเนิดมีเอกลักษณ์ทางภาษา การแต่งกายเป็นของตนเอง
2. มีความรักสงบ รู้รักสามัคคี มีเมตตา ซื่อสัตย์
3. มีความสันโดษ มักน้อย
4. มีความเพียร มุ่งมั่น ขยัน อดทน มุมานะ
5. ยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา พราะมหากษัตริย์

ศิลปะการแสดงของไทลื้อ

ฟ้อน ดาบ ฟ้อนเจิง ตบมะพาบ ฟ้อนนก ฟ้อนปอยบั้งไฟ ขับเป่าปี่ ขับป่าหาโหล (เข้าป่าหาฟืน) ขับโลงน้ำ โลงหนอง (ลงน้ำ ..ขับเกี้ยวบ่าว-สาว)

วัฒนธรรมประเพณี

บวช ลูกแก้ว ตานธรรม ตานก๋วยสลาก ตานเข้าพรรษา ออกพรรษา ฮ้องขวัญควาย แฮกนา เลี้ยงผีเมือง เตวดาเฮือน (เทวดาเรือน) ผีหม้อนึ่ง เตาไฟ ผิดผีสาว สืบชาตาหลวง กินแขก ประเพณีสงกรานต์ สูมาดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่

เทศกาลแต่ละเดือนใน 12 เดือนมีกิจกรรมดังนี้

เดือนเจี๋ยง (เดือนอ้าย) ปอยขึ้นพระธาตุ ขึ้นเรือนใหม่ กินแขก (แต่งงาน)
เดือนกรรม เข้ากรรม (อยู่ปริวาสกรรม) ตานข้าวใหม่
เดือนสาม เลี้ยงผีเมือง ปี๋ใหม่ไตลื้อ
เดือนสี่ สืบชาตาหลวง บวชตุ๊ กินแขก ขึ้นเฮือนใหม่
เดือนห้า ตานหมู่ข้าวน้อย ตานกองทรายพันกอง
เดือนหก ปอยสงกรานต์ปีใหม่เดือนหก ปอยบอกไฟสิรวด (ขอฝนพระยาแถน) กินแขก ขื้นเฮือนใหม่
เดือนเจ็ด ปอยแรกนา (ปักเสาแรกนาในนา บูชาขวัญข้าว)
เดือนแปด ปอยพระบาท (บูชาชักผ้ารอยพระพุทธบาท)
เดือนเก้า ตานเข้าพรรษา ตานข้าวหยาดน้ำ ตานธรรม อุทิศส่วนกุศลไปหาญาติพี่น้องผู้มีพระคุณ ที่ล่วงลับไปแล้ว
เดือนสิบ ตานหมู่ข้าว ผู้เฒ่าผู้แก่
เดือนสิบเอ็ด ปอยตานธรรมมหาปาง
เดือนสิบสอง ปอยออกพรรษา ตานต้นแปก (ต้นเกี๊ยะ) จิกองโหล บอกไฟดอก

ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน

ผ้าทอ เครื่องจักสาน ทำเครื่องเงิน ทำเครื่องทอง ตีเหล็ก ตีมีด ทำเคียว ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ

อาหารการกิน

น้ำหมี่ (น้ำพริก) ปู , น้ำหน่อ, น้ำผัก, มะเขือส้ม, ถั่วเน่า, ปลา, แม้ (รถด่วน), จิ้น ฯลฯ

อาหารคาว/แกง

จิ้นส้า (ลาบ) แกงอ่อม, ปลาปิ้งอบ, จิ้นไก่อุบ, ข้าวเหลืองเนื้อไก่, จิ้นซำพริก, ซีจิ้น (แกงส้มจิ้น) แกงหน่อไม้, ไกน้ำของ , (ตะใคร่น้ำแม่โขง) ส้มหนัง, น้ำหนัง, ส้มผักกุ่ม, ส้มผักกาด, จิ้นไก่หมี่ (ต้มยำจิ้นไก่) ตุ่งด้าง (แกงกระด้าง) แกงหน่อไม้, หลามบอน, เป๊อะหว่าง (เลือดกระด้าง) ฯลฯ

อาหารว่าง

ข้าว โคบ, ข้าวแคบ, ข้าวแล่งฟืน, ข้าวต่อ, ข้าวแต๋น, ข้าวเม็ดก่าย, ข้าวลอดซอง (ลอดช่อง), น้ำอ้อยก้อน, ข้าวส่วย, ข้าวฟืนน้ำอ้อย, ข้าวเหลืองน้ำอ้อย, ข้าวจี่งา, ข้าวจี่หมวก ฯลฯ…..

ขอบคุณข้อมูลจาก

โดย ว่าที่ พ.ต.ดร. ณัฏฐพล ตันมิ่ง
Thailue1 (9)
คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพเพิ่มเติมครับ

ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบสิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่างๆ

การอพยพ

เดิม ชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่า คุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครอง เอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราช ต่อมาในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบัน เมืองสิบสองปันนา ได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้ (ที่มาของคำว่า สิบสองพันนา อ่านออกเสียงเป็น “สิบสองปันนา”) ชาวไทลื้ออาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี้ภาษาไทลื้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิงตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจียงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น 12 ปันนา และทั้ง 12 ปันนานั้น ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อยต่างๆ เช่น ฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมืองออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง ฝั่งตะวันออก : เมืองล้า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมืองปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมืองหย่วน, เมืองมาง และเมืองเชียงทอง การขยายตัวของชาวไทลื้อสมัยรัชกาลที่ 24 เจ้าอินเมืองได้เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา และในยุคนี้ ได้มีการอพยพชาวไทลื้อบางส่วน เพื่อไปตั้งบ้านเรือนปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึงทำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื้อในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (รัฐฉานปัจจุบัน) อันประกอบด้วย เมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขง เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง (ล้านช้าง) เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ซึ่งบางเมืองในแถบนี้ เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไทลื้ออยู่แล้ว เช่น อาณาจักรเชียงแขง ซึ่งประกอบด้วย เมืองเชียงแขง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมืองกลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาว เมืองสิง เป็นต้น ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) และเจ้าสุมนเทวราช (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่านและเมืองบาง ส่วนในประเทศลาว และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าสุริยะพงษ์ (เจ้าผู้ครองนครน่าน) ก็ได้ยกกองทัพขึ้นไปกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนามายังเมืองน่าน

ไท ยอง ชาวไทยอง หรือ ชาวเมืองยอง ใช้เรียกกลุ่มคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเมืองยอง และกระจายอยู่ในด้านตะวันออกของรัฐฉาน ประเทศพม่า เขตสิบสองพันนา ในมณฑลยูนนานของจีน ภายหลังได้อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือน ใน จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ในสมัยรัชกาลที่ 1 ภายใต้กุศโลบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ของ พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ เพื่อรื้อฟื้นอาณาจักรล้านนา ภายหลังการยึดครองของพม่าสิ้นสุดลง จากตำนาน ชาวเมืองยองนั้น ได้อพยพมาจากเมืองเชียงรุ้งและเมืองอื่นๆ ในสิบสองปันนา ซึ่งเป็นคนไทลื้อ และได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งใหญ่ในเมืองลำพูน และ เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2348  ด้วยสาเหตุของสงคราม เจ้าเมืองยองพร้อมด้วยบุตรภรรยา น้องทั้ง 4 ญาติพี่น้อง ขุนนาง พระสงฆ์และไพร่พลจากเมืองยอง จำนวน 20,000 คนเข้ามาแผ้วถางเมืองลำพูนที่ร้างอยู่ ตั้งบ้านเรือนตามลุ่มน้ำแม่ทา น้ำแม่ปิง ผู้คนทั่วไปในแถบนั้นจึงเรียกคนที่มาจากเมืองยองว่า ชาวไทยอง ในสมัยนั้นผู้คนต่างเมืองที่มาอยู่ร่วมกัน จะเรียกขานคนที่มาจากอีกเมืองหนึ่งตามนามของคนเมืองเดิม เช่น คนเมืองเชียงใหม่ คนเมืองลำปาง คนเมืองแพร่ คนเมืองน่าน คนเมืองเชียงตุง เป็นต้น แต่ของคนเมืองยองนั้น ต่อมาคำว่าเมืองได้หายไป คงเหลืออยู่คำว่า คนยอง ดังนั้น ยอง จึงมิใช่เป็นเผ่าพันธุ์ และเมื่อวิเคราะห์จากพัฒนาการ ประวัติศาสตร์ของเมืองยองแล้ว ชาวไทยอง ก็คือ ชาวไทลื้อนั่นเอง ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เจ้าสุนันทะ โอรสเจ้าเมืองเชียงรุ่ง ได้พาบริวารชาวไทลื้อจากเมืองเชียงรุ่ง เข้ามาปกครองเมืองยองเหนือคนพื้นเมือง ซึ่งเป็นชาวลัวะ โดยมีทั้งปัจจัยสนับสนุนได้แก่ การผสมผสานระบบความเชื่อและพิธีกรรม และพระพุทธศาสนาที่เข้ามาในภายหลัง ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และระบบบรรณาการกับเมืองเชียงรุ่ง เชียงตุงและการสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับกลุ่มเมืองในที่ ราบเชียงราย บนฝั่งแม่น้ำโขงตอนกลาง เช่น เชียงแสน เชียงของ เป็นต้น ดังนั้น ชาวไทยอง กับ ชาวไทลื้อก็คือ ญาติกันนั่นเอง 

ปัจจุบัน ชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ที่ ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ประเทศเวียดนาม เมืองแถน สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้ เชียงราย : อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน อำเภอพาน ซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากจังหวัดลำปาง (ส่วนหนึ่งได้อพยพไปเมืองเชียง รุ้ง เมื่อเกิดสงครามไทยพม่า) เชียงใหม่ : อำเภอสะเมิง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน น่าน : อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น) อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจาก เมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้ อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง มี 7 หมู่บ้าน บ้านป่าตอง3หมู่บ้าน บ้านดอนไชย บ้านนาคำ บ้านดอนแก้ว ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมือ งยอง บ้านเก็ด บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก เป็นต้น ต.วรนคร บ้านดอนแก้ว บ้านร้องแง บ้านมอน บ้านขอน บ้านป่าลานเป็นต้น ตำบลสถาน เป็นชาวไทลื้ออพยพมาจากเมืองเชียงลาบ มี 3 หมู่บ้าน นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ อำเภอเชียงกลาง อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์ (บ้านห้วยเหาะ) และบ้านผาหลัก อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบ ชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา) พะเยา : อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ (มีจำนวนมาก) อำเภอภูซาง ลำปาง : อำเภอเมือง ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน บ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยม่วง บ้านกล้วยกลาง และบ้านกล้วยฝาย และบางส่วนใน อำเภอแม่ทะ ลำพูน : อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ จังหวัดแพร่ : อำเภอเมืองแพร่ ต.บ้านถิ่น ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย) วัฒนธรรม ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือนที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะ มีให้เห็นบ้างในบางชุมชน เช่น บ้านธาตุสบแวน และบ้านหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงบางแห่ง เช่น วิหารวัดดอนมูล วิหารวัดหนองแดง วิหารวัดหนองบัว วิหารวัดท่าฟ้าใต้ วิหารวัดแสนเมืองมา(วัดมาง) วิหารวัดหย่วน เป็นต้น

ศิลปะ ที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่ งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอลวดลายที่เรียกว่า “ลายเกาะ” ก้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกว่า ลายน้ำไหล มีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือใน ปัจจุบัน ผู้ชายไทลื้อส่วนใหญ่จะนิยมสวมเสื้อขาวแขนยาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กปักลวดลายด้วยเลื่อม เรียกว่า “เสื้อปา” สวมกางเกง[หม้อห้อม]]ขายาวต่อหัวกางเกงด้วยผ้าสีขาว เรียกว่า “เตี่ยวหัวขาว” นิยมโพกศีรษะ (“เคียนหัว”) ด้วยผ้าสีขาว สีชมพู ส่วนหญิงไทลื้อนิยมสวมเสื้อปั๊ด (เป็นเสื้อที่ไม่มีกระดุมแต่สาบเสื้อจะป้ายเฉียงมาผูกไว้ที่เอวด้านข้าง) นุ่งซิ่นต๋าลื้อ สะพายกระเป๋าย่าม (“ถุงย่าม”)และนิยมโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวหรือสีชมพู[4] เรื่องของชาวไทลื้อ ซึ่งบรรพบุรุษได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ (เมืองทั้งหมดนี้อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) และชาวไทยอง (คนไทลื้อเมืองยอง เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือหรือล้านนา) นั้น มีความเกี่ยวข้องกันมาก ดังนั้นจึงอาจจะไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ว่าไทยองไม่ใช่ไทลื้อ สมเด็จพระเป็นเจ้าหอคำเชียงรุ่ง 1 (พญาเจื๋อง) เป็นปฐมกษัตริย์ของชาวไทลื้อ แห่งราชวงค์อาฬโวสวนตาล จนถึงสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 41 เจ้าหม่อมคำลือ (ตาวซินซือ) ก่อนสิ้นสุดลงเพราะรัฐบาลจีนได้ถอดถอนท่านออกจากการเป็นเจ้าแผ่นดิน ยุบเลิกระบบการปกครองเดิมของสิบสองปันนา ส่วนพระอนุชาได้ลี้ภัย มาอยู่ที่อำเภอแม่สาย หม่อมตาลคำ ได้ลี้ภัยมาอยู่กรุงเทพมหานคร

ในปี พ.ศ.2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้มีรับสั่งให้เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน ไปตีเมืองเชียงตุง และได้เข้าไปกวาดต้อนชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศพม่ากับ ชาวไทลื้อ จากแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน อันประกอบด้วยเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน เมืองแมน เมืองล้า และเมืองอู แต่ละเมืองก็มีเจ้าผู้ครองนครปกครองอยู่ บรรดาผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาให้ไปอยู่เมืองเชียงม่วน (อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ในปัจจุบัน) โดยมีเจ้าผู้ครองนครที่ทรงพระนามว่าพญาคำและ พญาธนะรวมอยู่ด้วย และมีความเห็นว่า อันเมืองเชียงม่วนนี้ จะทำอาชีพใดหรือการเกษตรก็ไม่ค่อยที่จะได้ผลดีนัก จึงขออนุญาตเจ้าเมืองน่านอพยพผู้คนเข้ามาอยู่เมืองเชียงคำ (อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ในปัจจุบัน) และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านมาง” โดยได้เอาชื่อเมืองมางที่เคยอยู่ในอดีตมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน พญาทั้งสองได้นำชาวไทยลื้อทั้งหลายมาตั้งถิ่นฐานหรือที่อยู่อาศัย พร้อมกับประกอบอาชีพตามที่ถนัด และได้พากันสร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่ง โดยตั้งชื่อวัดว่า “วัดมาง”

ต่อมาปี พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีรับสั่งให้เจ้าอนันตวรฤทธิ์เดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านไปตีเมืองสิบสองปันมา เมืองเชียงรุ้งอีก ปรากฏว่า พอถึงเจ้าเมืองเชียงรุ้งยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี และยังพบชาวไทลื้อกลุ่มหนึ่ง ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนฮ่อ ซึ่งปกครองด้วยระบบทารุณโหดร้าย จึงได้ทรงช่วยเหลือไทลื้อเหล่านั้น ให้พ้นจากอิทธิพลอันเลวร้าย โดยการกวาดต้อนเข้ามาอยู่ที่บ้านหงาว อำเภอเทิง จังหวัดน่าน (อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน)

ครั้นถึง พ.ศ. 2413 พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สืบราชสมบัติแห่งนครน่าน ได้มีเจ้าเมืองสิบสองปันนา ชื่อ “พญาโพธิราช” พาชาวไทลื้ออพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ในเมืองเทิง ซึ่งบรรดาชาวไทลื้อต่าง เรียกเจ้าเมืององค์นี้ว่า “พญานายฮ้อย”

ฝ่าย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ทรงวิตกและเกรงว่า ชาวไทลื้อเหล่านี้ อาจพากันอพยพกลับไปอยู่ที่เดิมอีก จึงได้อพยพไปอยู่ที่อำเภอเชียงม่วน จังหวัดน่าน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2416 แต่พื้นที่ของเมืองเชียงม่วน ไม่อุดมสมบูรณ์ ชาวไทลื้อ จึงเข้าไปขออนุญาต ย้ายที่อยู่อาศัยใหม่จากเจ้าเมืองน่าน พระองค์ได้โปรดให้หัวหน้าไทลื้อออกไปสำรวจหาสถานที่ตามแหล่งต่าง ๆ ในที่สุดก็ไปพบที่ราบกว้างใหญ่ พื้นดินอุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำยวน แม่น้ำแวน แม่น้ำลาวไหลผ่าน เป็นที่อยู่อาศัยของไทลื้อสืบไป จึงกลับไปถวายรายงานและ ก็ได้รับอนุญาต แล้วพากันอพยพเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ นั่นก็คือท้องที่อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน โดยมีหมู่บ้านหย่วน บ้านมาง บ้านแมน บ้านล้า บ้านหนองลื้อ ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำลาว บ้านทุ่งมอก บ้านเชียงบาน บ้านปางวัว บ้านเชียงคาน บ้านแพด บ้านน้ำแวน อยู่บริเวณแม่น้ำแวน และบ้านแดนเมือง อยู่บริเวณแม่น้ำยวน

ต่อมาปี พ.ศ. 2447 พวก ไทลื้อได้พากันตั้งหมู่บ้านขึ้นอีกแห่งหนึ่งชื่อ “บ้านธาตุสบแวน” ซึ่งแยกมาจากหมู่บ้านหย่วน พร้อมกับได้พากันแยกย้ายหรือขยายหมู่บ้านออกไป ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงคำอีกเป็นจำนวนหลายหมู่บ้าน ชาวไทลื้อได้พากันตั้งหมู่บ้านเป็นหลักแหล่งมาจนทุกวันนี้ อันเป็นปีที่ ท่านพระยาพิศาลคีรี ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายอำเภอคนแรกของอำเภอเชียงคำของเรา ท.ทิวเทือกเขา

ไท ลื้อ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในแคว้นสิบสอง-ปันนาทางตอนใต้ของมณฑลยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเราคุ้นเคยในกับเมืองสิบสองปันนาประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ รวม 44 เมืองโดยมีเมืองสำคัญ 28 เมือง ได้แก่ เมืองเชียงรุ่ง เมืองลวง เมืองแจ้ เมืองฮาย เมืองสูง เชียงเจิง เมืองฮุน เมืองปาน เชียงลอ เมืองวัง เมืองงาด เมืองออง เมืองยาง เมืองฮิง เมืองลา เมืองฮำ เชียงตอง เมืองขอน เมืองนุน เมืองแวน เมืองเฮม เมืองล้า(เมืองล่า) เมืองบ่อแฮ่ เมืองพง เมืองหย่วน เมืองอูเหนือ และเมืองอูใต้ โดยมีเมืองเชียงรุ่ง เป็นเมืองหลวง เดิมดินแดนสิบสองปันนาจัดการปกครองเป็นระบบ ปันนา โดยการแบ่งเมืองต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่ม ๆ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บส่วยและผลประโยชน์ของรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 12 ปันนา ดังนี้1. เชียงรุ่ง/เมืองฮำ ขึ้นตรงต่อเจ้าแสนหวีฟ้า
2. เมืองแจ้ / เมืองลู /เมืองออง
3. เมืองลวง
4. เมืองหุน / เมืองปาน
5. เชียงเจิง /เมืองฮาย/เมืองงาด
6. เชียงลอ /เมืองอาง/เมืองมาง/ลำเหนือ / เมืองขาง
7. เมืองล่า / เมืองบาน
8. เมืองฮิง / เมืองบ่าง
9. เมืองลา / เมืองวัง
10. เมือพง /เมืองหย่วน/เมืองมาง(มีเมืองมาง 2 เมืองตั้งอยู่คนละฟากน้ำโขง)
11. เมืองอูเหนือ /เมืองอูใต้
12. เมืองอูเชียงทอง /อีปัง/อีงูในแคว้นสิบสองปันนา มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง เรียกว่า เจ้าแสนหวีฟ้า ปกครองดินแดนนี้สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระยาเจิง จนถึงเจ้าหม่อมคำลือ รวมทั้งสิ้น 44 พระองค์ พ.ศ. 1723 – พ.ศ.2494

นอก จากไทลื้อที่ประเทศจีนแล้ว ยังมีไทลื้อในประเทศพม่าบริเวณภาพตะวันออกของรัฐฉาน เช่น เมืองยอง บางส่วนตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว ได้แก่ ลุ่มน้ำทา น้ำสิงห์ แขวงหลวงน้ำทา ลุ่มน้ำงาว แขวงบ่อแก้ว เขตน้ำงู ในแขวงพงสาลี และหลวงพระบาง ลุ่มน้ำก่อ น้ำแบง แขวงอุดมไซ และอยู่ตามที่ราบระหว่างหุบเขาในเขตเชียงฮ่อนและหงสา แขวงไชยบุรี ส่วนในเวียดนาม ไทลื้อมีถิ่นอาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามพรมแดนที่ต่อต่อกับจีน ไทลื้อสิบสองปันนาสู่เชียงคำตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวไทลื้อจากสิบสองปันนาได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคเหนือของไทย ปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลายประการด้วยกัน ต่างทะยอยเข้ามาหลายระลอก ต่างกรรมต่างเวลากัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บอกถึงการเข้ามาของไทลื้อครั้งสำคัญ ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เนื่องจากช่วงเป็นช่วงการฟื้นฟูบ้านเมืองของหัวเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา หลังจากการเข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพ ฯ และขับไล่พม่าออกไปพ้นจากล้านนาแล้ว ดังมีคำเรียกขานว่าเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าเข้าเมือง เช่นในสมัยพระเจ้ากาวิละแห่งนครเชียงใหม่ ได้ให้เจ้าอุปราชยกทัพไปตีหัวเมืองทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นหัวเมืองไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ เพื่อการกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ใช้เป็นแรงงานสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมืองใน

พ.ศ. 2347 นอกจากจะใช้กำลังกวาดต้อน แล้วยังใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมให้ยินยอมอพยพมาแต่โดยดี เช่น กรณีไทลื้อเมืองยอง (คนยอง) ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองลำพูน

ในปี พ.ศ. 2348 การไปกวาดต้อนอพยพผู้คนจากทางตอนเหนือ ยังดำเนินต่อมาอีกหลายครั้ง และไม่เฉพาะแต่เมืองเชียงใหม่เท่านั้น หัวเมืองอื่น ๆ ในล้านนาก็ทำเช่นกัน เช่น เมืองน่าน

พ.ศ.2348 เจ้าเมืองน่านยกทัพไปตีสิบสองปันนานำเจ้านาย ขุนนาง และเครื่องบรรณาการของไทลื้อไปกรุงเทพ ฯ

พ.ศ. 2355 กวาดต้อนคนจากเมืองล้า เมืองพง เมืองแขวง เมืองหลวงภูคา เมืองสิงห์ เมืองมาง

พ.ศ. 2399 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่านยกทัพไปตีหัวเมืองสิบสองปันนากวาดต้อนเทครัวไทลื้อกลุ่มหนึ่งมา ไว้ที่เมืองเชียงม่วนใกล้ลำน้ำปี้ และต่อมาในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้านครน่านองค์ต่อมาได้ยกทัพไปตีหัวเมืองลื้อ เช่น เมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองล้า กวาดต้อนเทครัวมาไว้ที่ท่าวังผ่า และที่เมืองเชียงม่วน ปัจจุบันปรากฏว่า มีแหล่งชุมชนไทลื้อในประเทศไทยกระจายอยู่หลาย ๆ จังหวัดทางภาคเหนือ เช่น ชุมชนไทลื้อจังหวัดพะเยา อำเภอเชียงคำ ตำบลหย่วน มีหลายหมู่บ้าน คือ บ้านหย่วน บ้านธาตุสบแวน บ้านแดนเมือง บ้านมาง บ้านดอนไชย บ้านแช่แห้ง บ้านใหม่ การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวไทลื้อ อำเภอเชียงคำ นั้นมีหลายรูปแบบ และต่างเวลาหลายระลอกด้วยกัน ชาวไทลื้อบ้านหย่วนอพยพ มาจากเมืองหย่วน ปันนาเมืองพงษ์ แคว้นสิบสองปันนา จากประวัติวัดหย่วน ได้บันทึกไว้ว่า การเข้ามาของไทลื้อบ้านหย่วนแต่แรกนั้น ได้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมือง เมื่อพิจารณาแล้วคะเนว่า ไทลื้อบ้านหย่วน น่าจะ เข้ามายังพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยที่พม่ายังคงมีอำนาจเหนือบริเวณแถบนี้อยู่ ดังปรากฏในช่วงระหว่าง จ.ศ. 1027 – จ.ศ.1049 (พ.ศ. 2208 – พ.ศ. 2230 ) พระยายอดใจ ได้กินเมืองน่านโดยการแต่งตั้งจากกษัตริย์พม่า ซึ่งขณะนั้น เมืองเชียงคำอยู่ในเขตการปกครองของเมืองน่าน จากการอพยพเข้ามาหลายครั้งของชาวไทลื้อ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยภายในหรือภายนอก มาตั้งถิ่นฐานใหม่ในบริเวณต่างๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยส่วนหนึ่ง เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ตำบลหย่วน ซึ่งเป็นตำบลที่มีชนเผ่าไทลื้อ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในจังหวัดพะเยา ได้มีการถ่ายโอนศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อต่างๆ อันเคยปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ดังเช่นวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับภพ ภูมิโลกหน้าซึ่งก่อให้เกิดประเพณีการตาน หรืออุทิศปราสาท มณฑก สิ่งของเครื่องใช้ อาหารไปไว้ภายภาคหน้าทั้งเพื่อตนเองและผู้ล่วงลับ งานช่างศิลป หัตถกรรมและภูมิปัญญาแขนงต่างต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องแต่งกายภาษาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาติพันธ์ของชาวไทลื้อที่สั่งสมสืบทอด กันมาหลายศตวรรษไทลื้อจังหวัดพะเยา

1. ไทลื้อเชียงคำ อยู่ที่อำเภอเชียงคำ อพยพมาจากเมืองพง เมืองหย่วน เมืองมาง เมืองยั้ง เมืองเงิน เมืองเชียงคาน โดยตั้งหมู่บ้านเป็นหมู่บ้าน ๆ ใช้ชื่อเมืองที่อยู่เดิมตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน เช่นบ้านหยวน บ้านมาง บ้านเชียงคาน บ้านล้า ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีประเพณีในการนับถือเทวดาเมืององค์เดียวกันคือ เจ้าหลวงเมืองล้า ในบ้านน้ำแวน หมู่ 1 ตำบลน้ำแวน บ้านแวน หมู่ 2 ตำบลน้ำแวน บ้านแวนพัฒนาหมู่ 5 ตำบลเชียงบาน บ้านล้า ตำบลเวียง ( อิสรา ญาณตาล .พ.ศ. 2534 )

กลุ่มไทลื้อเชียงคำ จะอพยพมาจากเมืองปัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่นับถือเจ้าหลวงเมืองล้า มาตั้งถิ่นฐานในอำเภอเชียงคำ โดยเลือกเอาบริเวณที่ห้วยแม่ต๋ำไหลบรรจบกันกับแม่น้ำแวน (ปัจจุบันคือบ้านหมู่ที่ 1) หลังจากนั้น ก็มีการขยายชุมชนออกไปตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้วยแม่ต๋ำ (ปัจจุบันคือ หมู่บ้านแวนหมู่ที่ 2) และการขยายตัวครั้งสุดท้าย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 ไปตั้งอยู่อีกฝากหนึ่งของแม่น้ำแวน ซึ่งปัจจุบันคือ บ้านแวนพัฒนา หมู่ 5 ตำบลเชียงบาน ซึ่งไท ลื้อกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถูกกวาดต้อนมาจากสิบสองปันนาใน สมัยพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน

บ้าน แวนทั้ง 3 หมู่บ้าน ยังมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มไทลื้อในอำเภอท่าวังผา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์เครือญาติระหว่างบ้านแวนพัฒนา หมู่ 5 กับบ้านหนองบัว ดูจะแน่นแฟ้น เพราะใน พ.ศ. 2495 มีครอบครัวไทลื้อจากบ้านหนองบัวมาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านแวนพัฒนาโดยตรงประมาณ 20 ครอบครัว

นอก จากนี้ กลุ่มไทลื้อเชื้อสายเมืองล้า (บ้านหนองบัว ต้นฮ่าง ดอนมูล รวมถึง บ้านแวนทั้ง 3 และบ้านล้า) มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับไทลื้อที่เมืองคอบ ซึ่งอยู่ในเขตประเทศลาวปัจจุบัน กล่าวคือ ต่างก็นับถือเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้า เป็นเทวดาเมืองเหมือนกัน และ โดยทุกปีเมื่อมีพิธีกรรมเมือง เลี้ยงเทวดาเจ้าหลวงเมืองล้า ก็มีเครือญาติจากบ้านแวนและบ้านหนองบัวไปร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ถ้าไปไม่ได้ก็จะมีการเก็บเงินไปบริจาคร่วมในการจัดซื้อควายมาสังเวย

2. ไทลื้อเชียงม่วน มีนิทานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า “พระยานุ่น” แห่งเมืองน่าน เป็นผู้สร้างเมืองเชียงม่วน โดยเสด็จออกล่า ช้างป่า และทราบว่า ช้างป่าตัวนั้นเป็นช้างเผือกคู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ออกหากินในป่าระหว่างแดนเมืองน่าน และเมืองพะเยา พระยานุ่น ได้ติดตามช้างเผือก เข้าไปถึงเขตแดนเมืองปง ซึ่งเป็นหัวเมือง ขึ้นต่อจังหวัดน่าน และจับช้างเผือกเชือกนั้นได้

พระยา นุ่นและบริวาร นำช้างเดินทางรอนแรมมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำยม และอาบน้ำ ประดับประดา ตกแต่งด้วยเครื่องทรง เตรียมการฉลองช้างเผือกคู่บารมี ภาษาพื้นเมืองเรียกการอาบน้ำตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงเช่นนี้ว่า “สระสลุง” บ้านสถานที่ตั้งค่ายพักแรมตกแต่งช้าง จึงมีชื่อว่า “บ้านสระสลุง” แต่ปัจจุบันเรียกสั้น ๆ ว่า “บ้านสระ”

พระยา นุ่นจัดงานเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริก มีการแสดงหลายอย่าง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในแถบนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานต่างรู้สึกพอใจสนุกสนานยิ่งนัก และเพื่อเป็นการระลึกถึงการฉลองช้างในครั้งนี้ พระยานุ่น จึงให้สร้างเมืองขึ้นมา แล้วให้ชื่อว่า เมืองเชียงม่วน ซึ่งแปลว่า เมืองสนุก อุทิศ ปฐมของ และรวงทอง สมัคร ได้ให้ความเห็นว่า เชียงม่วน ชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน น่าจะเป็นชื่อเรียกในบัญชีเมืองโบราณ สมัยขุนเจืองธรรมิกราช (โอรสขุนจอมธรรม ครองเมืองภูกามยาว มีพระชนม์อยู่ระหว่าง พ.ศ.1714 – 1790) จากคำว่า “เมืองมวน” ตามบัญชีเมืองในสมัยโบราณ 23 หัวเมือง ซึ่งมีเมืองที่น่าสนใจ ดังนี้

1. เมืองเทิง คือ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
2. เมืองคอบ อยู่ในจังหวัดน่าน
3. เมืองคำ คือ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
4. เมืองปง คือ อำเภอปง จังหวัดพะเยา
5. เมืองชะเอียบ น่าจะอยู่ในท้องที่ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่
6. เมืองมวน น่าจะเป็น “เมืองเชียงม่วน”

ใน สมัยของพระเจ้าแสนภู ได้สร้างเมืองเชียงแสนเป็นราชธานี ปี พ.ศ.1871 จึงปรับปรุงเขตการปกครองระหว่างเมืองเชียงแสน พะเยา ระบุว่า พันนาเชียงแสนทั้งหมดมี 65 พันนา ๆ ที่น่า สนใจ มีดังนี้ เมืองโก เชียงคำ เชียงม่วน นาคำ นาผึ้ง เมืองพาน ท่าซ้าย เชียงช้าง เมืองมวน เมืองไร และเมือง

จาก เอกสารประชุมพงศาวดาร ภาคที่10 ตอนต้น เรื่อง ราชวงศ์ปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่าน ระบุว่า ” เมื่อ พ.ศ.2399 (รัชกาลที่ 4 ) ได้กวาดต้อนครอบครัวลื้อเมืองพง เขตสิงสองปันนา ซึ่งเวลานั้นอยู่ในบังคับของฮ่อ ให้เข้ามาอยู่ในเขตเมืองน่าน ประมาณคนพันเศษ ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเชียงม่วน และเมืองเชียงคำ รวมเวลาไปมา 5 เดือน”

กำ ศรวญ ยาศรี (2537 : 11) ได้สัมภาษณ์ คุณพ่ออภิวัง สมฤทธิ์ ผู้อาวุโสในบ้านธาตุ หมู่ที่ 1 ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา บอกว่า ประมาณปี พ.ศ.2399 พระเจ้าสุริยพงศ์ ผริตเดช (สุริยะ ณ น่าน) ได้ยกทัพไปปราบข้าศึกที่เมืองเชียงตุง ได้พบเห็นเผ่าไทลื้อกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีประเพณีวัฒนธรรม มีนิสัยใจคอ เยือกเย็น อดทน ขยันขันแข็ง รักความสงบ แต่ตกอยู่ในอำนาจจีนฮ่อ 1,000 คน พวกจีนฮ่อใช้ระบบทารุณโหดร้ายต่อเผ่าไทลื้อ ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา

พระองค์ ได้พิจารณาหาทางช่วยเหลือให้พ้นจากอิทธิพลจีนฮ่อ จึงได้กวาดต้อนชาวไทลื้อ สิบสองปันนา ครั้งแรกมาอยู่บ้านหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาทรงวิตกว่า ชาวไทลื้อดังกล่าว จะพากันอพยพไปอยู่ที่เดิมอีก จึงได้อพยพชาวไทลื้อดังกล่าว ไปอยู่อำเภอ เชียงม่วน จังหวัดน่าน สมัยนั้น ในจำนวนไทลื้อ ที่โยกย้ายในยุคนั้น เจ้าเมืองน่านได้สั่งให้ไทลื้อกลุ่มพญาคำ และพญาธนะ (นัยว่า เป็นเจ้าเมืองในสิบสองปันนา) ไปตั้งบ้านเรือนในพื้นที่อำเภอเชียงม่วนปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตปกครองของเมืองปง ขึ้นกับเมืองน่าน ท้องที่อำเภอเชียงม่วนนี้ แต่เดิมเคยมีฐานะเป็นเมืองว่า เมืองเชียงม่วน ขึ้นกับเมืองเชียงราย (ประกิจกรจักร 2518, 285)

ไท ลื้อกลุ่มพญาคำ และพญาธนะนี้ ลงมาจากเมืองมาง ในสิบสองปันนา เมื่อสร้างบ้านเรือนในเขตเมืองเชียงม่วนแล้ว ก็ตั้งชื่อว่า บ้านมาง ตามชื่อบ้านเมืองเดิม ส่วนพญาคำได้แยกออกตั้งบ้านเรือน ณ ริมฝั่งยม ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านมาง ตั้งชื่อว่า บ้านทุ่งมอก

ไท ลื้ออีกกลุ่มหนึ่ง จำนวน 22 ครัวเรือน ประมาณ 100 คนเศษ จากเมืองพง สิบสองปันนาเช่นกัน ซึ่งมีพ่อเฒ่าแสนมังคละ เดินทางลงมาสร้างหมู่บ้านในบริเวณทุ่งใกล้ริมฝั่งน้ำปี้ ที่เรียกกันว่า ทุ่งล้า – ทุ่งลอ และตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านแพทย์ ตามหมู่บ้านเดิมในเมืองพง เมื่อพ่อเฒ่ามังคละ ถึงแก่กรรม พ่อเฒ่าแก้วกาบคำ ได้สืบตำแหน่งแทน พ่อเฒ่าอุทัย อุ่นตาล แห่งบ้านทุ่งหนอง ตำบลสระ อำเภอเชียงม่วน ให้ข้อมูลว่า ไทลื้อกลุ่มพ่อเฒ่าแสน เป็นกลุ่มแรกที่มาสร้างบ้านเรือนในเมืองเชียงม่วน  ซึ่งพ่อเฒ่าได้บันทึกเป็นเอกสารไว้ ตามคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า
เมื่อ ชาวไทลื้อ กลุ่มพ่อเฒ่าแสน กลุ่มพญาคำ พญาธนะ ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองเชียงม่วนแล้ว ภายหลังมีชาวไทลื้อ จากท้องที่จังหวัดน่านปัจจุบัน เช่น ท่าวังผา นาน้อย เคลื่อนย้ายลงมาสมทบอีกเป็นจำนวนมาก ประชากรชาวไทลื้อรุ่นปัจจุบันหลายคนบอกว่า ได้ย้ายมาจากเมืองน่าน โดยเฉพาะชาวไทลื้อบ้านท่าฟ้า ซึ่งต่อมาได้ขยายออกเป็น บ้านท่าฟ้าใต้ – ท่าฟ้าเหนือ – ท่าฟ้าใหม่ ได้ย้ายมาจากบ้านหนองบัว ท่าวังผา จังหวัดน่าน อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (วิมล ปิงเมืองเหล็ก สัมภาษณ์) ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวลื้อ จากเมืองล่า ในสิบสองปันนา (แผ่นพับของ อำเภอเชียงคำ)

หมู่ บ้านไทลื้อเมืองเชียงม่วน ตั้งหมู่บ้านริมแม่น้ำปี้ และแม่น้ำยม นับตั้งแต่บ้านหลวง (บริเวณที่ว่าการอำเภอเชียงม่วน ปัจจุบันเป็นบ้านหลวง) บ้านร่องอ้อ (หนองอ้อ) บ้านแพทย์ บ้านน้ำล้อม(ริมฝั่งยมใกล้บ้านหนองหมูปัจจุบัน) บ้านห้วยทราย(บ้านแขนเหนือ) บ้านทุ่งมอก บ้านบ่อตอง บ้านหนอง(ทุ่งหนองเก่า) บ้านท่าฟ้า ส่วนบ้านปงสนุก น่าจะเป็นหมู่บ้านของแพทย์ คนรุ่นแรกน่าจะมาจากเมืองปง(พง) ในสิบสองปันนา เมื่อมาตั้งถิ่นฐานลุ่มน้ำปี้แล้ว ได้รับความสะดวกสบาย ปลูกผักทำการเกษตรได้ผลสมบูรณ์ดีไม่ต้องเดือดร้อนชาวจีน จึงเติมว่า “สนุก” ต่อท้ายภายหลัง

คำ ว่า “ทุ่งล้า – ทุ่งลอ” ที่พ่อเฒ่าแสนมังคละนำชาวไทลื้อ มาจั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่ม ตามบันทึกของพ่อเฒ่าอุทัย อุ่นตาล น่าจะเป็นบริเวณที่ราบตั้งแต่ดอยหลวง ดอยแก้ว ดอยกลุ่ม จนถึงฝั่งยม บริเวณบ้านทุ่งหนอง สถานที่ตั้งโบราณสถานคูเมือง ซึ่งน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นที่ตั้งเมืองเชียงม่วนเก่า บริเวณทุ่งที่ว่านี้ มีลำน้ำแม่ปี้ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำยมนี้เรียกว่า “สบปี้” ยื่นเป็นแหลม(triangle) มีร่องรอยของชุมชนโบราณ ชาวบ้านเคยขุดพบถ้วยชามดินเผาในบริเวณกว้าง บ้านน้ำล้อมน่าจะตั้งอยู่บริเวณนี้ ต่อมาถูกน้ำท่วมบ่อยเนื่องจากอยู่ใกล้ฝั่งยม ฝั่งปี้ จึงย้ายหนีในที่สุด

ทุ่งล้า – ทุ่งลอ ถูกลำน้ำและเทือกเขาขนาบไว้ การขยายพื้นที่ไป ทำได้ยาก ชุมชนในยุคแรกขาดอุปกรณ์การเกษตรที่มีสมรรถภาพสูง การขยายและปรับปรุงพื้นที่ก็มีปัญหาจึงต้องทำนาทำไร่ริมฝั่งน้ำเป็นหลัก ถ้าปีใดน้ำท่วมสูง พืชผักเสียหาย บ้านเรือน ที่อยู่อาศัยจึงกระทบกระเทือนไปด้วย หมู่บ้านต้นซางจึงย้ายไปอยู่หมู่บ้านไชยสถาน ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเรียกว่า บ้านสันกุหลาบ

ประชาชน ไทลื้อเชียงม่วน คงขยายอย่างรวดเร็ว ด้วยสาเหตุจากการขยายเผ่าพันธุ์ภายในของประชาชนนอกพื้นที่อพยพมาสมทบ เช่น จากเขตอำเภอเทิงและจากเมืองน่าน หลักฐานทางสถาปัตยกรรม เช่น วิหารวัดทุ่งมอกหลังเก่า วัดบ้านมาง วัดบ้านหลวง แสดงให้เห็นว่าชาวไทลื้อต้องมีจำนวนมากและเข้มแข็งพอที่จะสร้างศาสนสถานเช่น นี้ได้

เมื่อ ประชากรไทลื้อ เพิ่มมากขึ้น ที่ทำกินมีจำกัดและประสบอุทกภัยบ่อยครั้ง ความเป็นอยู่ไม่สมบูรณ์ตามเดิม จนมีคำพูดเชิงประชดประชันว่า “เมืองเซี้ยงม่วน” แทนคำว่า “เชียงม่วน” เซี้ยงภาษาเมืองเหนือ หมายความว่า หมดสิ้นแล้ว ประกอบกับขณะนั้น มีชาวไทลื้อจำนวนหนึ่งในสิบสองปันนา โยกย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในเขตเมืองเชียงคำ เช่น กลุ่มพญาโพธิสัตว์(พญานายฮ้อย) จากเมืองหย่วน มาสร้างบ้านหย่วน (สันติภาพ ฟูเจริญ อ้างแล้ว) กลุ่มเจ้านางมะทรุดจากเมืองโลง เพราะได้ข่าวว่า “เมิงไท ดิ๋นด๋ำ น้ำจุ่ม” (โรงพยาบาลเชียงคำ : เอกสารแผ่นปลิว)

พญา คำและ พญาธนะ ได้นำไทลื้อจำนวนหนึ่ง ไปอยู่เมืองเชียงคำ สร้างหมู่บ้านใหม่ชื่อ “บ้านมาง” ตามชื่อบ้านมาง แห่งเมืองเชียงม่วนแล้ว เพราะ”วัดทุ่งมอก” ในบัดนี้ตามประวัติบอกเล่า (มุขะปาฐะ) ยืนยันว่า “พญาคำเป็นผู้สร้างวัดทุ่งมอก”

พ่อเฒ่าแสนกาบคำ ก็นำไทลื้อจากบ้านแพทย์เมืองเชียงม่วน ไปสร้างบ้านแพดเมืองเชียงคำ การเขียนชื่อหมู่บ้านสับสนต่างกัน เป็นเพราะทางเชียงม่วนเขียนเป็นภาษาไทยปัจจุบัน แต่เสียงยังพ้องกัน สามารถสืบต่อความหมายกันได้

พ่อ เฒ่าอุทัย อุ่นตาล แห่งบ้านทุ่งหนอง เมืองเชียงม่วน ได้ทำบัญชีหมู่บ้านไทลื้อที่อพยพไปอยู่ที่เมืองเทิง(อำเภอเทอง จังหวัดเชียงราย) และเมืองเชียงคำ

ต่อ มา พื้นที่อำเภอเชียงม่วนไม่สมบูรณ์ การประกอบอาชีพฝืดเคือง ชาวไทลื้อจึงขออนุญาตย้ายถิ่น ประมาณปี พ.ศ.2431 ชาวไทลื้อส่วนหนึ่ง ได้อพยพจากอำเภอเชียงม่วนที่อยู่นาน 15 ปี ไปตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเชียงคำ ได้แก่ บ้านหย่วน บ้านธาตุสบแวน บ้านมาง บ้านทุ่งมอก บ้านแพด บ้านเชียงบาน บ้านแวน บ้านแดนเมือง บ้านดอนไชย บ้านหนองลื้อ บ้านทราย บ้านห้วยไฟ บ้านหนองเลา บ้านหล้าไชยพรม บ้านกิ่วชมพู บ้านปางวัว บ้านเชียงคาน บ้านแฮะ บ้านฮวก และบ้านสบบง เป็นต้น จากการศึกษาของ อุทิศ ปฐมของ และรวงทอง สมัคร เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทลื้อ สิบสองปันนา กับไทลื้อ เมืองน่าน

ในปี พ.ศ.2443 ได้มีการยุบเมืองปง เมืองควน ซึ่งมีพ่อเมืองปกครอง ขึ้นต่อนครน่าน และมีศูนย์รวมการปกครองที่เมืองเชียงคำ เรียกว่า เขตน่านเหนือ และในปี พ.ศ.2459 เปลี่ยนชื่ออำเภอปง เป็นอำเภอบ้านม่วง และในปี พ.ศ.2486 ได้โอนอำเภอปง ไปขึ้นกับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมี 8 ตำบล คือ
1. ปง
2. ควน
3. งิม
4. ผาช้างน้อย
5. ยอด
6. สระ
7. เชียงม่วน
8. ออย

วันที่ 18 มิถุนายน 2512 ได้มีประกาศยกฐานะพื้นที่เขตตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง ตำบลสระ ขึ้นมาเป็น “กิ่งอำเภอเชียงม่วน” และได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอ เชียงม่วน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2517

ต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2520 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้ง จังหวัดพะเยา พ.ศ.2520 ให้มีเขตการปกครอง 7 อำเภอ คือ อำเภอเมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ อำเภอปง และอำเภอเชียงม่วน

เดิมที บริเวณของบ้านหลวง เป็นต้นกำเนิดของตำบลเชียงม่วนในปัจจุบัน มีผู้นำหมู่บ้านคือ พ่ออุ้ยคำแสน ซึ่งมาจากเมืองไตรหลวง แคว้นสิบสองปันนา ได้เดินทางพร้อมครอบครัว และเพื่อนบ้านมาตั้งรกรากในปัจจุบัน จึงตั้งชื่อบ้านว่า “บ้านหลวง” สันนิษฐานว่า กลุ่มที่มาอยู่คงจะนำชื่อถิ่นฐานเดิมมาใช้คือ เมืองไตรหลวง เหลือคำว่า “หลวง” นั่นเอง ตอมา มีพ่ออุ้ยแสน ธนะวงค์ ซึ่งเป็นลูกเขยของพ่ออุ้ยคำแสน คนต่อมา พ่ออุ้ยเมืองก้อน และต่อมา พ่ออุ้ยจันตา (ต้นตระกูลจันตา) ปกครองบ้านเมืองต่อมา

ช่วงนี้กำลังอัพเดทอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆเรื่อยๆทุกวันครับ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามรับชมนะครับ

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 
ลิงค์ หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
 1. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook 1. เทศบาลตำบลเชียงคำ facebook
2. ข้อมูลและประวัติอำเภอ facebook 2. เทศบาลตำบลเวียง facebook
3. สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ facebook 3. เทศบาลตำบลหย่วน facebook
4. เกษตรอำเภอเชียงคำ facebook 4. เทศบาลตำบลฝายกวาง facebook
5. กองพันทหารราบ ร.17 พัน 4 facebook 5. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น facebook
6. กองร้อย ตชด. 326  facebook 6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ facebook
7. พัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ facebook 7. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน facebook
8. นิคมสหกรณ์เชียงคำ facebook 8. องค์การบริหารฯ ตำบลเชียงบาน facebook
9. ห้องสมุดประชาชน facebook 9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว facebook
10. แขวงการทางเชียงรายที่ 2 facebook 10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง facebook
11. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 11. องค์การบริหารฯ ตำบลทุ่งผาสุุข facebook
12. ศาลจังหวัดเชียงคำ facebook 12. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
facebook
13. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พย.9
facebook 13. สโมสรโรตารี่เชียงคำ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 1. ศูนย์กู้ชีพ รพ.เชียงคำ
facebook
2. สาธารณสุขอำเภอเชียงคำ facebook 2. มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ facebook
3. รพ.สต. หย่วน facebook 3. คลีนิคหมอ facebook
4. รพ.สต. เวียง facebook 4. คลีนิคหมอ facebook
5. รพ.สต. เชียงบาน facebook 5. คลีนิคหมอ facebook
6. รพ.สต. น้ำแวน facebook 6. คลีนิคหมอ facebook
7. รพ.สต. ผาลาด facebook 7. คลีนิคหมอ facebook
8. รพ.สต. ฝายกวาง facebook 8. คลีนิคหมอ facebook
9. รพ.สต. แวนโค้ง facebook 9. คลีนิคหมอ facebook
10. รพ.สต. ทุ่งผาสุข facebook 10. คลีนิคหมอ facebook
11. รพ.สต. แม่ลาว facebook 11. คลีนิคหมอ facebook
12. รพ.สต. น้ำมิน facebook 12. คลีนิคหมอ
facebook
13. รพ.สต. จำบอน facebook 13. คลีนิคหมอ facebook
14. รพ.สต. สันปูเลย facebook 14. คลีนิคหมอ facebook
15. รพ.สต. ปางมดแดง facebook 15. คลีนิคหมอ facebook
16. รพ.สต. เจดีย์คำ facebook 16. คลีนิคหมอ facebook
17. รพ.สต. ร่มเย็น facebook 17. คลีนิคหมอ facebook
18. รพ.สต. หนองป่าแพะ facebook 18. คลีนิคหมอ facebook
19. รพ.สต. ปางถ้ำ facebook 19. คลีนิคหมอ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ หน่วยงานธนาคารและรัฐวิสาหกิจ อำเภอเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค facebook 1. บริษัทขนส่งจำกัด facebook
  2. การประปาส่วนภูมิภาค facebook 2. บริษัทสมบัติทัวร์ facebook
  3. องค์การโทรศัพท์ส่วนภูมิภาค facebook 3. บริษัทโชครุ่งทวีทัวร์ facebook
  4. ไปรษณีย์ไทย สาขาเชียงคำ facebook 4. บริษัทสยามเฟิร์สทัวร์ facebook
  5. บริษัท ทีโอที จำกัด facebook 5. บริษัทเชิดชัยทัวร์ facebook
  6. ธนาคาร ธกส. สาขาเชียงคำ facebook 6. บริษัทบุษราคัมทัวร์ facebook
  7. ธนาคาร ธกส. สาขาบ้านทราย facebook 7. บริษัทดอกคำใต้เดินรถ จำกัด facebook
  8. ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคำ facebook 8. บริษัท ก.สหกิจเดินรถ จำกัด facebook
  9. ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงคำ facebook 9. บริษัทบุญณัฐเดินรถ จำกัด facebook
  10. ธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส facebook 10. บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่งจำกัด facebook
  11. ธนาคารไทยพานิชย์ เชียงคำ facebook 11. บริการรถตู้ facebook
  12. ธนาคารกรุงเทพ สาขาเชียงคำ facebook 12. บริการรถโดยสาร facebook
  13. ธนาคารกรุงเทพ โลตัสเชียงคำ facebook 13. บริการรถมอเตอร์ไซค์ facebook
  14. ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคำ facebook 14. มูลนิธิต่างๆ facebook
  15. ไทยประกันชีวิต facebook 15. สถานีวิทยุ 96.50 คลื่นสีขาว facebook
  16. วิริยะประกันภัย facebook 16. สถานีวิทยุ คลื่น 94.0 ยักษ์ใหญ่
facebook
  17. สินเชื่อ facebook 17. สถานีวิทยุ คลื่น 103.25 ดวงดี
facebook
  18. สนง.สุดารัตน์ ประวัง ประกันชีวิต facebook 18. สถานีวิทยุ คลื่น 104.0 เชียงคำ
facebook
  19. ชมรมพลศึกษาและกีฬา facebook 19. สถานีวิทยุ คลื่น 89.0 สบายใจ
facebook
  20. บริษัทนิ่มซี่เส็งขนส่ง จำกัด facebook 20. วิทยุชุมชนพะเยา facebook
  21. บริษัทพีวีลิสซิ่ง จำกัด facebook 21. บริษัททวียนต์ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานทางด้านการศึกษา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
ที่ ตำบลหย่วน   ที่  ตำบลร่มเย็น  
1. โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม facebook 1. โรงเรียนบ้านสบสา facebook
2. ม.ราชภัฎเชียงราย วิทยาเขต facebook 2. โรงเรียนบ้านร่องส้าน facebook
3. โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ facebook 3. โรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็น facebook
4. โรงเรียนปิยมิตรวิทยา facebook 4. โรงเรียนบ้านปางถ้ำ facebook
5. โรงเรียนคุณากร facebook 5. โรงเรียนบ้านโจ้โก้ facebook
6. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 facebook 6. โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง facebook
7. โรงเรียนสาธิตวิทยาเชียงคำ facebook
8. โรงเรียนวัดหย่วนวิทยา facebook      
ที่  ตำบลเวียง   ที่  ตำบลอ่างทอง  
1. โรงเรียนบ้านพระนั่งดิน facebook 1. โรงเรียนบ้านจำบอน facebook
2. โรงเรียนบ้านปี้ facebook 2. โรงเรียนบ้านปางมดแดง facebook
3. โรงเรียนบ้านไชยพรม facebook 3. โรงเรียนบ้านสันปูเลย facebook
ที่  ตำบลน้ำแวน   ที่ ตำบลเจดีย์คำ
1. โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ facebook 1. โรงเรียนบ้านวังเค็มใหม่ facebook
2. โรงเรียนบ้านแวน facebook 2. โรงเรียนบ้านปัว facebook
3. โรงเรียนบ้านชัยชมภู facebook 3. โรงเรียนบ้านดอนลาว facebook
4. โรงเรียนบ้านผาลาด facebook 4. โรงเรียนบ้านร่องค้อม facebook
 ที่  ตำบลฝายกวาง    ที่  ตำบลแม่ลาว  
1. โรงเรียนบ้านฝายกวาง facebook 1. โรงเรียนบ้านทุ่งเย็น facebook
2. โรงเรียนบ้านปัวศรีพรม facebook 2. โรงเรียน่บ้านถ้ำผาลาด facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งหล่ม facebook 3. โรงเรียนบ้านน้ำมิน facebook
4. โรงเรียนบ้านแวนโค้ง facebook 4. โรงเรียนบ้านสบทุ facebook
5. วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ facebook 5. โรงเรียนบ้านแฮะ facebook
ที่ ตำบลเชียงบาน ที่ ตำบลทุ่งผาสุข
1. โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน facebook 1. โรงเรียนบ้านผาฮาว facebook
2. โรงเรียนบ้านปางวัว facebook 2. โรงเรียนบ้านหัวทุ่ง facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งมอก facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ สถานที่ท้องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. วัดพระธาตุดอยคำ facebook 1. อุทยานแห่งชาติภูซาง facebook
2. วัดพระนั่งดิน facebook 2. วัดแสนเมืองมา facebook
3. วัดนันตาราม facebook 3. ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ facebook
4. อนุสรณ์ผู้เสียสละ facebook 4. วัดพระธาตุสบแวน facebook
5. น้ำตกน้ำมิน facebook 5. ด่านชายแดนบ้านฮวก facebook
6. อ่างเก็บน้ำบ้านแฮะ facebook 6. ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด ปางถ้ำ facebook
7. อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ facebook 7. ถ้ำห้วยสา facebook
8. น้ำตกคะแนง facebook 8. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านห้วยสา facebook
9. ถ้ำห้วยน้ำดั้น รูปหน้าคน facebook 9. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม facebook
10. น้ำตกขุนลาว บ้านคะแนง facebook  10. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ facebook
11. ดอยผาขาม facebook 11. ภูอานม้า ต.ร่มเย็น facebook
12. น้ำตกห้วยเคียน facebook 12. ถ้ำตาถ้ำยาย ต.ร่มเย็น facebook
13. วัดพระธาตุขุนห้วยสวด facebook 13. ถ้ำบ้านวังถ้ำ ต.แม่ลาว facebook
14. ศูนย์หัตถกรรมไทลื้อทุ่งมอก facebook 14. แนวกำแพงเก่าบ้านเวียง facebook
15. กู่ผาแดงบ้านกอม ต.เวียง facebook 15. อ่างเก็บน้ำญวน facebook
16. วังตาด ต.ร่มเย็น facebook 16. วัดร้องเก่า facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ศูนย์จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. ศูนย์โอท็อป facebook
2. ศูนย์ฯวัดพระนั่งดิน facebook
3. ผ้าทอไทลื้อ บ้านทุ่งมอก facebook
4. กาละแมโบราณ facebook
5. ผักตบชวาและผ้าปักโครเช facebook

 

ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. บ้านร้อง  หมู่ที่ 1 facebook 16. บ้านบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 facebook
2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 facebook 17. บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 facebook
3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3 facebook 18. บ้านสบสา หมู่ที่ 18 facebook
4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 facebook 19. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 facebook
5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 facebook 20. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 facebook
6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6 facebook 21. บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21
facebook
7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 facebook 22. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
facebook
8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 facebook 23. บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนองห้า facebook
9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 facebook 24. บ้านใหม่เจริญสุข ขึ้นกับหมู่ 3 facebook
10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10 facebook 25. บ้านร้องขี้เป็ด ขี้นกับ หมู่ 1 facebook
11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 facebook 26. บ้านห้วยเคียน facebook
12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 facebook 27. บ้านห้วยปุ้ม (ถ้ำ,น้ำตก) facebook
13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 facebook 28. บ้านห้วยหอย facebook
14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 facebook 29. วิวยอดดอยผาขาม facebook
15. บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 facebook 30. เส้นทางปางถ้ำ-ผาแดงบน facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
             
  1. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 1 facebook 9. บ้านงุ้น facebook
  2. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 2 facebook 10. บ้านใหม่นันทะวงค์ facebook
  3. บ้านหย่วน facebook 11. บ้านกอม facebook
  4. บ้านมาง facebook 12. บ้านป่าแดด facebook
  5. บ้านดอนไชย facebook 13. บ้านทุ่งบานเย็น facebook
  6. บ้านแช่แห้ง facebook 14. บ้านเปื๋อยเปียง facebook
  7. บ้านแดนเมือง facebook 15. บ้านเชียงคำ facebook
  8. บ้านตลาด (วัดบุนนาค) facebook      
             

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปี้ หมู่ที่ 1 facebook 6. บ้านเวียง facebook
2. บ้านคือ facebook 7. บ้านพระนั่งดิน facebook
3. บ้านทราย facebook 8. บ้านดอนไชย facebook
4. บ้านล้า facebook 9. บ้านดอนแก้ว facebook
5. บ้านไชยพรม facebook 10. บ้านปี้ หมู่ที่ 10 facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านสนธิ์พัฒนา facebook
2. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 2 facebook 9. บ้านห้วยบง facebook
3. บ้านไคร้ป่าคา facebook 10. บ้านป่าแดงสามัคคี facebook
4. บ้านแม่ต๋ำ facebook 11. บ้านก้าวเจริญ facebook
5. บ้านผาลาด facebook 12. บ้านสันเวียงทอง facebook
6. บ้านชัยชุมภู facebook 13. บ้านชัยเจริญ facebook
7. บ้านแม่ต๋ำท่าข้าม facebook 14. บ้านแวนศรีชุม facebook
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านวังเค็มเก่า facebook 7. บ้านบุญยืน facebook
2. บ้านวังเค็มใหม่ facebook 8. บ้านดอนลาว facebook
3. บ้านใหม่ไพรสนธิ์ facebook 9. บ้านปิน facebook
4. บ้านปัวชัย facebook 10. บ้านร่องค้อม facebook
5. บ้านปุ facebook 11. บ้านอัมพร facebook
6. บ้านกว้าน facebook 12. บ้านบุญชัย facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านฝายกวาง facebook 10. บ้านทุ่งหล่มใหม่ facebook
2. บ้านปัว (แหลง) facebook 11. บ้านสันติสุข facebook
3. บ้านศรีพรม facebook 12. บ้านบัวนาคพัฒนา facebook
4. บ้านหนอง (ลื้อ)
facebook 13. บ้านใหม่นาสา facebook
5. บ้านปัวใหม่ facebook 14. บ้านศิวิไล facebook
6. บ้านทุ่งหล่ม facebook 15. บ้านหนองใหม่ facebook
7. บ้านสลาบ facebook 16. บ้านฐานพัฒนา facebook
8. บ้านแวนโค้ง facebook 17. บ้านฝายกวาง facebook
9. บ้านใหม่เจริญไพร facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปางวัว facebook 7. บ้านเชียงคาน facebook
2. บ้านทุ่งมอก facebook 8. บ้านสบแวน หมู่ 8 facebook
3. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 3 facebook 9. บ้านแพทย์บุญเรือง facebook
4. บ้านเชียงบาน หมุ่ที่ 4 facebook 10. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 10 facebook
5. บ้านแวนพัฒนา facebook 11. บ้านฝั่งแวน facebook
6. บ้านแพด หมู่ที่ 6 facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านกาญจนา facebook
2. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 2
facebook 9. บ้านสบทุ facebook
3. บ้านผาลาด หมู่ที่ 3
facebook 10. บ้านคะแนง facebook
4. บ้านวังถ้ำ facebook 11. บ้านกอก facebook
5. บ้านแฮะ facebook 12. บ้านผาลาดใหม่ facebook
6. บ้านน้ำมิน facebook 13. บ้านน้ำมินเหนือ facebook
7. บ้านน้ำลาว facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลอ่างทอง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านเนินสามัคคี facebook 8. บ้านสันปูเลย facebook
2. บ้านดอยอิสาน facebook 9. บ้านปางมดแดง facebook
3. บ้านหล่ายพัฒนา facebook 10. บ้านปางมดแดงใหม่ facebook
4. บ้านบ่อน้อย facebook 11. บ้านเนินสายกลาง facebook
5. บ้านหนองบัวเงิน facebook 12. บ้านจำบอนใหม่ facebook
6. บ้านนาเจริญ facebook 13. บ้านนาเจริญ facebook
7. บ้านจำบอน facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลทุ่งผาสุข อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านหัวทุ่ง facebook 5. บ้านหัวทุ่งใหม่ facebook
2. บ้านทุ่งควบ facebook 6. บ้านทุ่งผาสุข facebook
3. บ้านผาฮาว facebook 7. บ้านใหม่เจริญ facebook
4. บ้านไร่แสนสุข facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ดอยผาขามและอ่างน้ำญวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 1 facebook 10. ตำนานนกหัสดิลิงค์ facebook  
  2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 2 facebook 11. เรื่องเล่าดอยผาขาม 1 facebook  
  3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 3 facebook 12. เรื่องเล่าดอยผาขาม 2 facebook  
  4. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1 facebook 13. เรื่องเล่าดอยผาขาม 3 facebook  
  5. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 facebook 14. เรื่องเล่าดอยผาขาม 4 facebook  
  6. เสียงน้อยๆคอยติดตามอ่างฯ facebook 15. เรื่องเล่าดอยผาขาม 5 facebook  
  7. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 1 facebook 16. ถ้ำผาแดง-ถ้ำน้ำลอด facebook  
  8. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 2 facebook 17. ยอดวิวดอยผาขาม facebook  
  9. ตำนานพระสนธนมโนราห์ facebook 18. ถ้ำรูปหน้าคนที่บ้านห้วยปุ้ม facebook  
               

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพชนชาติพันธุ์ต่างๆ
ชนชาติพันธุ์ในไทยและที่มีอยู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. ชนชาติพันธุ์ไตยวน facebook 12. ชนชาติพันธุ์ลาหู่หรือมูเซอ facebook
  2. ชนชาติพันธุ์ไทลื้อ facebook 13. ชนชาติมลาบรีหรือผีตองเหลือง facebook
  3. ชนชาติพันธ์ุเผ่าเมี่ยนหรือเย้า facebook 14. ชนชาติพันธุ์ภูไท facebook
  4. ชนชาติพันธุ์เผ่าม้งหรือแม้ว facebook 15. ชนชาติพันธุ์ลาวโซ่ง facebook
  5. ชนชาติพันธุ์อีสาน facebook 16. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 17. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 18. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook
  8. ชนชาติพันธุ์อาข่าหรืออีก้อ facebook 19. ชนชาติพันธุ์ชาวใต้ facebook
  9. ชนชาติพันธุ์ขมุ facebook 20. ชนชาติพันธุ์ละหว้าหรือลัวะ facebook
  10. ชนชาติพันธุ์ไทเขิน facebook 21. ศูนย์อพยพภูซาง facebook
11. ชนชาติพันธุ์ลาวเวียง ลาวครั่ง

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพเรื่องราวต่างๆในอำเภอเชียงคำ
เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงคำ-ภูซาง
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ facebook 1. ในหลวงเสด็จเชียงคำ facebook  
  2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ facebook 2. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ facebook  
  3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน facebook 3. พระยาดัสกรปลาส facebook  
  4. วัดเวียงพระแก้ว facebook 4. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook  
  5. พญาคำฟูกับเชียงคำ facebook 5. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook  
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 6. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook  
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 7. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook  
8. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด facebook 8. พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช facebook
9. ตำนานเมืองคุ้ม facebook 9. ชุดครัยรับปริญาม.พะเยา facebook
10. ตำนานดงเปื๋อยเปียง facebook 10. งานปอยบวชเณร facebook
11. ตำนานดงป่าแดง facebook 11. ส่งเคราะห์สู่ขวัญ facebook
12. ตำนานกู่ผาแดง facebook 12. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
13 ตำนานขุนหาญดงโก้ง facebook 13. วัดพระธาตุภูซาง facebook
14. ตำนานทุ่งทัพ facebook 14. ยินดีต้อนรับสู่มาตุภูมิ facebook
15. ตำนานดอยปู่ง่าว facebook 15. งานกีฬาสีโรงเรียนเชียงคำ facebook
16. ตำนานเจ้าหมวกคำ facebook 16. ดอกหางนกยูงเชียงคำ facebook
17. ตำนานพระธาตุดอยคำ facebook 17. คำสอนล้านนา facebook
18. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน facebook 18. กว่าจะมาเป็นผ้าไทลื้อ facebook
19. พระเจ้าแสนแซ่ facebook 19. เสื้อสมาชิกกลุ่มรวมพลฯ facebook
20. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ facebook 20. วัดนันตาราม Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
21. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ facebook 21. พระธาตุขุนบง ภูซาง Cr.Kowit facebook
22. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล facebook 22. วัดวังเค็มเก่า Cr.พี่โกวิทย์ facebook
23. ผางลาง facebook 23. จำลองเมืองเก่าเชียงคำ facebook
24. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น facebook 24. ภูชีฟ้า Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
25. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ facebook 25. นครน่าน Cr. Kowit facebook
26. แข่งขันไก่ตั้ง facebook 26. รูปรวมพลคนฮักเจียงคำ facebook
27. เสน่ห์ธรรมชาติบ้านเฮา facebook 27. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
28. บรรยากาศเก็บหอยน้ำญวน facebook 28. โครงการหลวงปังค่า facebook
29. บ้านห้วยเคียน ต.ร่มเย็น facebook 29. เรื่องลึกลับ facebook
30. โครงการทำฝายไม้ไผ่ facebook 30. วัดพระธาตุดอยคำ facebook
31. ถ้ำห้วยสา ต.ร่มเย็น facebook 31. กรีดยางพาราที่บ้านเกษตรฯ facebook
32. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook 32. วัดมางหรือ วัดแสนเมืองมา facebook
33. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ facebook 33. วัดหย่วน อ.เชียงคำ facebook
34. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา facebook 34. เส้นทางปางถ้ำต้นผึ้ง ร่มเย็น facebook
35. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน facebook 35. วัดบุนนาค facebook
36. บรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ facebook 36. งานไทลื้อเจียงคำ ปี 2557 facebook
37. สาวงามไทลื้อ facebook 37. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
38. ภาพวิวยอดดอยผาขาม facebook 38. ภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน facebook
39. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ facebook 39. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง facebook
40. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 40. เสื้อสมาชิก facebook
41. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 41. บรรยากาศบ้านยอด อ.สองแคว facebook
42. โรงหนังประสพสุขรามา facebook 42. ลำไยบ้านเฮา facebook
43. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 43. อยากให้เชียงคำพัฒนา facebook
44. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 44. ไฟป่าที่เชียงคำ facebook
45. อ่างเก็บน้ำญวน facebook 45. วัดก๊อซาว ทุ่งกล้วย ภูซาง facebook
46. พาเที่ยวบ้านฮวก facebook 46. บ้านป่าฮ้อม ภูซาง facebook
47. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 47. แอ่วตวยถนภูซางเจียงฮาย facebook
48. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 48. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
49. ความภาคภูมิใจเชียงคำ facebook 49. แอ่วทุ่งทานตะวัน facebook
50. ถนนคนเดินเชียงคำ facebook 50. สาวงามไทลื้อ facebook

 

อาหารการกินคนเมืองล้านนา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. อาหารล้านนาบ้านเฮา facebook 1. น้ำพริกเห็ดด่าน facebook  
  2. ดอกงิ้ว ทำน้ำขนมจีน facebook 2. เห็ดดิน เห็ดเหลือง เห็ดแดง facebook  
  3. อ่อมจิ้นล้านนา facebook 3. เห็ดถอบ facebook  
  4. แกงมะฟักใส่ไก่ facebook 4. เห็ดขอนขาว facebook  
  5. แกงผักปั๋ง facebook 5. เห็ดลม facebook  
  6. น้ำพริกน้ำผัก facebook 6. เห็ดฟาง facebook  
  7. ส้ามะลิดไม้ facebook 7. ผัดเผ็ดหมูป่า facebook  
8. น้ำพริกมะกอก facebook 8. เห็ดหูหนูหรือเห็ดโล๊ะหละ facebook
9. อาหารที่ทำจากมดส้ม facebook 9. ลาบหมี่หมู facebook
10. คั่วดอกหอมใส่ไข่ facebook 10. ส้มตำประเภทต่างๆ facebook
11. มะแขว่นเครื่องปรุงรสล้านนา facebook 11. ไส้ย่าง facebook
12. อาหารที่ทำจากจี้กุ่ง facebook 12. แมงมันของบ่เขียม facebook
13 หวายของป่าหากินยาก facebook 13. ยำปลากระป๋อง facebook
14. แกงกระด้าง facebook 14. ข้าวกั๊นจิ้น facebook
15. แกงขนุน facebook 15. ข้าวแรมฟืน facebook
16. แกงผักหละ หรือ ผักชะอม facebook 16. ตัวต่อ น้ำพริกต่อ facebook
17. ส้ากุ้งหรือกุ้งเต้น facebook 17. แกงหน่อไม้ใส่เห็ดอีกหม้อ facebook
18. น้ำพริกข่าต้มเห็ดถอบ facebook 18. ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู facebook
19. มะนอยน้อย facebook 19. ส้าใบมะม่วง facebook
20. จิ้นส้มคนเมือง facebook 20. แกงหน่อไม้ facebook
21. แกงหวายอีกแบบ facebook 21. ตำขนุน facebook
22. แกงหอย facebook 22. แกงผักชะอม facebook
23. ยำไก่เมืองเหนือเฮา facebook 23. คั่วผักหม facebook
24. แกงหยวกกล้วย facebook 24. ข้าวซอย facebook
25. ยำปลาแห้ง facebook 25. อ๊อกปู๋นา สุดยอดอาหาร facebook
26. ตำเตา facebook 26. ไส้อั่ว facebook
27. แกงแค facebook 27. ส้มตำข้าวเหนียวไก่อบฟาง facebook
28. แก๋งมะบวบ facebook 28. หลามปลาหลามเนื้อ facebook
29. คั่วยอดฟักทอง facebook 29. ยำไส้ตัน facebook
30. แกงผักจี facebook 30. ปลานึ่ง facebook
31. แกงหนัง facebook 31. จี้กุ่งทอด facebook
32. ห่อนึ่งประเภทต่างๆ facebook 32. ปลาเผาจิ้มน้ำพริก facebook
33. ตำถั่วฝักยาว facebook 33. ขุดปูนา facebook
34. น้ำพริกจี้กุ่ง และจี้กุ่งทอด facebook 34. ห่อนึ่งเห็น facebook
35. จิ้นนึ่งกับน้ำพริกข่า facebook 35. ขนมข้าวควบ facebook
36. น้ำพริกหนุ่ม facebook 36. ขนมข้าวแคบ facebook
37. ตำมะเขือยาว facebook 37. ต้มโคล้งปลา ต้มยำปลา facebook
38. ตำมะเหิด หรือ มะระขี้นก facebook 38. ไก ตะ สาหร่ายน้ำจืด facebook
39. น้ำพริกมะขามสด facebook 39. หม่าขี้เบ้า facebook
40. น้ำพริกอ่อง facebook 40. ต้นดอกงิ้ว facebook
41. ยำหน่อไม้ facebook 41. แอปเปิ้ลเมือง facebook
42. น้ำพริกหนุ่มแคปหมู facebook 42. ข้าวหนึกงา facebook
43. ตำถั่วฝักยาวอีกแบบ facebook 43. ข้าวหนมเหนียบ facebook
44. ยำงูสิงห์ facebook 44. ขนุนสุก facebook
45. ข้าวหนมปาด facebook