เมนูหลัก
เรื่องล่าสุด

วัดเปื่อยเปียง ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา

ต่อไปเสนอตำนานบ้านเปื๋อยเปียง ที่มีมาคู่กับตำนานดงป่าแดง วัดเปื๋อยเปียง ตั้งอยู่เลขที่ 66 บ้านเปื๋อยเปียง หมู่ที่ 14 ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน อาคารเสนาสนะประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ วิหาร และกุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุ มีพระพุทธรูปปางสมาธิเป็นทองเหลือง วัดเปื๋อยเปียง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2545 พระชาติ นาถสีโล เป็นเจ้าอาวาส ขอบคุณศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม สำหรับประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านยังไม่มีนะครับ รบกวนเพื่อนๆสมาชิกที่อยู่ในหมู่บ้านรวบรวมส่งให้ด้วยจักขอบพระคุณยิ่ง เพื่อรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อการศึกษาและวิทยาทานสืบต่อไปครับ ขอบคุณภาพสวยๆจากพี่โกวิทย์ ไชยเมือง นายกสโมสรโรตารี เชียงคำ ด้วยนะครับ

ท.ทิวเทือกเขา

โดย..ท.ทิวเทือกเขา
kurubaกู่ครูบา หรือ สถูปเจดีย์ บรรจุอัฐิครูบาปัญญา (หรือครูบาดวงงาม)
เดิมทีตั้งอยู่ที่บ้านคุ้ม ภายหลังมีการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสาตรงบริเวณ
ที่บรรจุอัฐิท่านพอดี
ชาวบ้านจึงได้ทำการย้ายมาอยู่ตรงบริเวณขอบอ่างแทน

ตามตำนานเรื่องเล่าตรงนี้ ผู้เรียบเรียงเคยได้ฟังตำนานหรือเรื่องเล่าปรัมปรา จากบรรดาครูบาอาจารย์ พระเถรานุเถระ พ่อหน้อยพ่อหนาน พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าได้ให้ฟังอยู่เสมอ จะลองนำมาเรียบเรียงเป็นตัวอักษรให้ท่านผู้อ่าน ได้ช่วยกันสืบทอด เล่าให้ลูกหลานของท่านฟัง ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนจากหลายๆที่หลายๆคนที่ได้ฟังมาบ้าง ก็อย่าถือสาว่าความกันนะครับ เพราะพวกเราก็ต่าง ไม่มีใครได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ก็ได้ฟังเล่าสืบต่อกันมา บางแห่งบางที่ ก็มีการเสริมเติมแต่งเพื่อให้น่าฟังหรือน่าติดตามยิ่งขึ้น แต่ก็คงมีเค้าโครงเรื่องจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าแค่นั้นเอง แต่ผู้เขียนคิดว่า หลายท่านที่ได้อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา คงจะเคยได้ยินเรื่องเล่า ที่ผมจะนำมาเล่าต่อ ดังนี้ (จากตำนานตรงนี้ ภายหลังผู้เรียบเรียง ได้สืบหาเรื่องราว ถามครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยได้ศึกษาตาม ปีพุทธศักราช จนได้พบความจริง และได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย ทำให้ทราบว่า ในสมัยหนึ่ง พระยาคำแดง พระราชโอรสของพ่อขุนงำเมือง แห่งอาณาจักรภูกามยาว หรือ พะเยา เคยนำทัพม้าศึกจำนวน 500 ตัวมาปราบพวกแกวยวน ณ พื้นที่แห่งนี้ ได้ศึกษาสืบทอดจากวงศ์ตระกูล ทำให้ทราบที่มาของสามตระกูล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวตำนานที่จะได้เล่าต่อไปนี้ ในครั้งก่อน พวกท่านเหล่านั้นไม่ยอมเปิดเผย อาจเนื่องกลัวมีผลกระทบต่อที่มาของวงศ์ตระกูล แต่เพื่อเป็นประโยชน์แด่คนรุ่นหลัง ข้อมูลเหล่านั้นจึงได้ทะยอยออกมา จากการศึกษาจากคนสามตระกูลที่ได้สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เราได้ทราบเรื่องราว ถึงแม้อาจจะไม่ครบถ้วน แต่ก็เป็นเค้าโครงเรื่องให้เชื่อมโยงกัน เมื่อได้เอามาเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ที่ไล่เรียงมาแต่ละพุทธศักราช ทำให้เรื่องเล่าหรือตำนานตรงนี้ มีเค้าความจริงมากยิ่งขึ้น อาจจะถือได้ว่า เป็นเรื่องเล่าที่อิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ด้วย ในตอนท้ายเรื่องนี้ ผู้เรียบเรียงจะได้อ้างแหล่งที่มาแห่งเรื่องราวทั้งหมด หากท่านสนใจอ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ขอให้ท่านคลิ๊กอ่านที่ภาพ สถูปบรรจุอัฐิครูบาปัญญา (ครูบาดวงงาม ได้เลยครับ)

เรามาเรียบเรียงเรื่องราวตำนานอิงประวัติศาสตร์ เรื่องครูบาคอขาด หรือ ทางบ้านเราจะเรียกว่าตุ๊เจ้าคอ ซึ่งก็คือ เรื่องราวของการประหารชีวิต พระสงฆ์และอุบาสิกา ที่ถูกใส่ความว่า มีสานสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน จนเป็นเหตุแห่งเรื่องราวที่จะได้กล่าวต่อไปนี้

ในอดีตกาลนานมา แล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองคุ้ม (ปัจจุบันเชื่อกันว่า บริเวณที่ตั้งของเมืองดังกล่าว เป็นที่ตั้งของวัดคุ้ม ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา) มีเจ้าพระยาครองเมืองอยู่พระองค์หนึ่ง ในสมัยก่อนเขาเรียกว่า เจ้าเมืองคุ้ม มีพระมเหสีผู้เป็นที่รักอยู่พระองค์หนึ่ง พระนางเป็นผู้ที่มีสิริโฉมงามยิ่งนัก นอกจากนั้นแล้ว พระนางยังมีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างแรงกล้า พระนางได้รักษาศีล ให้ทาน ทำบุญอยู่มิได้ขาด อีกทั้ง พระนางได้ให้ความเคารพนับถือศรัทธาในพระเถระรูปหนึ่ง พระเถระรูปนี้ ถือได้ว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่รักษาพระวินัย รักษาศีลอย่างเคร่งครัด เป็นพระประพฤติปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาเจ้าเมืองในละแวกนั้น รวมไปถึงบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วไป รวมไปถึง เจ้าเมืองคุ้ม ก็ให้ความเคารพนับถือศรัทธาเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน โดยพระภิกษุรูปนี้ ได้รับการยอมรับ เปรียบเสมือนเป็นพระอาจารย์สอนวิชาแก่เจ้าเมืองคุ้มด้วย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยพระองค์เองอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม้ในยามที่พระองค์ออกเสด็จว่าราชการต่างเมือง พระองค์ก็ยังได้รับสั่งให้นางสนมกำนัน หรือเหล่าบรรดาข้าราชบริพาร คอยรับส่งและถวายภัตตาหาร ทำบุญอยู่เป็นนิจมิเคยขาด

ท่านพระ มหาเถระรูปนี้ ได้คอยให้คำปรึกษาราชการ พร้อมทั้งได้แนะนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แก่เจ้าเมืองคุ้ม และสอนให้เจ้าเมืองได้ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเนืองๆเรื่อยมา เหตุการณ์เหล่านี้ ได้ดำเนินไปเป็นปกติอยู่เป็นเวลาหลายปี จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าเมืองคุ้ม ได้เสด็จไปว่าราชการต่างเมือง ก่อนเสด็จไป พระองค์ได้ทรงรับสั่งกับพระมเหสีผู้เป็นที่รักว่า ขอให้พระนางช่วยเป็นธุระ คอยดูแลจัดแจงกิจเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแทนพระองค์ด้วย พระมเหสีท่านนี้ ก็ได้รับคำว่า จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ประกอบกับพระนาง ก็เป็นผู้มีจิตใจเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้ง ก็ยังได้ศรัทธาพระมหาเถระ ผู้เป็นพระอาจารย์อยู่แล้ว

แต่ ด้วยความที่พระนางเป็นหญิงที่มีพระสิริโฉมงดงามดั่งพระจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ เป็นที่รักของเจ้าเมืองคุ้มยิ่งนัก อีกทั้งขณะนั้น ในเมืองคุ้ม ก็มีบรรดาเหล่านางสนมกำนัน ที่ตั้งตัวกันเป็นก๊กเป็นเหล่า แย่งความเป็นใหญ่ อยากจะได้รับพระราชทานรางวัล หรือ เลื่อนขั้นเลื่อนชั้นของตนเอง ให้มียศตำแหน่งสูงๆขึ้นไป ก็เกิดมีความอิจฉาริษยาต่อพระมเหสีของเจ้าเมืองคุ้ม ที่มีตำแหน่งบารมีและยศที่สูงกว่าตน จึงได้สมรู้ร่วมคิดคบหากันกับบรรดาเสนาอำมาตย์และเหล่าทหารที่คอยรับใช้ คอยยุแยงตะแคงรั่ว ใส่ร้ายป้ายสี สร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้น และร่วมกันวางแผน ที่จะทำลายชื่อเสียงของพระมเหสีอันเป็นที่รักของเจ้าเมืองคุ้มนั้น โดยที่พระมเหสีพระองค์นี้ ก็ไม่ได้คิดหรือระวังภัยที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตได้

เมื่อ เจ้าเมืองคุ้ม ได้เสด็จออกไปว่าราชการยังต่างเมือง พระนางก็ได้รับหน้าที่นำภัตตาหารเช้า ภัตตาหารเพล ไปถวายพระมหาเถระ อยู่เป็นประจำทุกวัน พร้อมได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา จากพระมหาเถระ เมื่อถึงวันพระ ก็ได้นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติปฎิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถ อาศัยอยู่ที่วัด นั่งสมาธิ อยู่มิได้ขาด พระนางปฏิบัติอยู่อย่างนี้เป็นกิจวัตร มีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระใหญ่ พระมหาเถระรูปนี้ โดยปกติท่านจะฉันหมากพลูอยู่เป็นนิตย์ แต่บังเอิญวันนั้น ปูนขาวหมด ก็เลยใช้ให้ลูกศิษย์ซึ่งเป็นสามเณร ไปขอปูนขาวจากแม่ออกศรัทธาอันเป็นพระมเหสีของเจ้าเมือง แต่เป็นธรรมเนียมของคนโบราณแล้วว่า จะไม่ยอมควักปูน หรืออะไรก็ตามออกจากที่เก็บ เช่น ปูนขาว ข้าวในเล้า เพราะถือว่าเป็นวันพระ เป็นวันแรง ดังนั้น พระมเหสี จึงได้เอาปูนขาวของตนเองส่งให้สามเณรไป และบอกว่า เอาของแม่ออกไปก่อน ส่วนของพระมหาเถระ เดียวพรุ่งนี้จะเอาปูนขาวใส่ให้เต็มแล้วนำไปถวายท่านใหม่ สามเณรก็ได้นำถ้วยปูนขาวของพระมเหสีไปถวายพระมหาเถระ แต่บังเอิญว่า ท่านเจ้าเมืองคุ้ม ได้เสด็จกลับมาจากการว่าราชการต่างเมืองมาพอดี ก็ได้แวะเข้ามากราบพระมหาเถระ และสายพระเนตรก็ได้เหลือบไปเห็นถ้วยปูนขาว และจำได้ว่า เป็นของพระมเหสีตน จึงเกิดบันดาลโทสะ คิดว่า ต้องมีอะไรแน่นอน คิดว่าพระมหาเถระแอบเป็นชู้กับมเหสีของตนเอง โดยมีโมหะและโทสะเข้าครอบงำ ไม่ฟังเสียงใดๆทั้งสิ้น

เมื่อ เจ้าเมืองคุ้ม ได้นิวัติกลับมายังพระนคร เหล่าบรรดานางสนมกำนัน ที่ได้รับใช้ใต้พระเนตรพระกรรณ ก็พากันใส่ร้ายป้ายสี ทูลเรื่องที่ไม่เป็นความจริงต่อเจ้าเมืองคุ้มต่างๆนานาอีกบ้างก็เท็จทูลว่า ” พระองค์รู้หรือไม่ว่า เมื่อครั้งที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ในพระนคร พระมเหสีของพระองค์ทรงคิดนอกใจ บ้างก็ว่า พระนางมีใจให้กับพระมหาเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ทรงประทับอยู่ในพระนคร พระนางก็เสด็จไปยังวัดทุกเช้าทุกเย็น บางวันก็ไปนอนที่วัด เสด็จไปตอนเย็น ไปนอนค้างพักแรมที่วัด กลับก็ตอนเช้ามืด แล้วก็เปลี่ยนสวมชุดใหม่มาตลอด บางครั้งบางที ก็นำเสี้ยนหมากพลู ปูนขาว ไปถวายเป็นการเอาอกเอาใจในพระมหาเถระ บางครั้งก็ทรงประกอบอาหารอย่างประณีตไปให้กับพระมหาเถระองค์นั้น นางสนมกำนันเหล่านั้น บางคนก็เสริมเติมแต่งเรื่องราวให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นอีก บางก็เท็จทูลว่า พระองค์ไม่เชื่อใช่ไหม พระองค์ก็ลองสังเกตผิวพรรณของพระมเหสีดูสิ ผิวพรรณของพระมเหสีของพระองค์ ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลแม้ในขณะที่พระองค์ไม่อยู่ ซึ่งผิวพรรณดังกล่าวของพระมเหสี เกิดจากการรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ทานแต่อาหารมังสวิรัติ ทำให้ผิวพรรณดูผ่องใสเป็นยองใย และก็ได้ใส่ไฟใส่ร้ายป้ายสีหลายๆอย่าง จนทำให้เจ้าเมืองคุ้มเกิดความระแวงสงสัย ประกอบกับพระองค์เป็นคนโทสะจิต ถูกความลุ่มหลงงมงายเข้าครอบงำ อันเกิดจากความรักความหึงหวงในตัวของพระมเหสีผู้เป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ฟังเสียงอื่นใด ไม่มีการสอบสวนหรือฟังเหตุผลอื่นใด พระองค์มีแต่ความโกรธเข้าครอบงำ ได้สั่งให้เหล่าทหารของพระองค์ไปจับกุมพระมหาเถระดังกล่าวมาเพื่อที่จะทำการ ลงโทษด้วยการประหารชีวิตเสีย

koom1 (17)อ่านเรื่องราวและดูภาพเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอมสะหรี (ศรีมหาโพธิ์) คลิ๊กที่ภาพเลยครับ

ฝ่าย พระมหาเถระ ผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักษาศีล และพระวินัยอย่างเคร่งครัด ที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย อันเป็นเหตุแห่งการอิจฉาริษยากันเองของบรรดาเหล่าสนมกำนัน ท่านพระมหาเถระรูปนี้ ก็รู้ด้วยวาระแห่งจิต และอาจจะเป็นผลกรรมชาติใดชาติหนึ่ง จึงยอมให้ทหารจับกุมเสียแต่โดยดี แม้จะปฏิเสธกับเจ้าเมืองคุ้มอย่างใด ด้วยโทสะจริต โมหะจริต เข้าครอบงำจิตใจของเจ้าเมืองพระองค์นี้เข้าเสียแล้ว แม้จะมีเหตุผลประการใดๆมาแก้ต่าง ก็คงไม่เป็นผลอันใด เจ้าเมืองได้สั่งให้ทหารนำพระมหาเถระองค์นี้ ไปทำการประหารที่ลานประหาร ณ ทิศตะวันตกของเมือง (ปัจจุบันที่บริเวณแห่งนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็น โดยชาวบ้านได้เรียกบริเวณแห่งนี้ว่า “รอมสรี” หรือที่มีต้นศรีมหาโพธิ์ อยู่ตรงบริเวณกลางทุ่งนาบริเวณระหว่างบ้านหนองร่มเย็น ต.ร่มเย็น กับบ้านดอนลาว ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา)

เมื่อ บรรดาเหล่าทหารเพชรฆาต ได้นำพระมหาเถระดังกล่าวมายังรอมสรี ได้มัดมือของพระมหาเถระ ประดับดอกบัวไว้ที่พุ่มมือ เอาผ้าปิดตา และผูกโยงไว้กับเสาหลักประหาร และได้ทำพิธีคล้ายกับการประหารนักโทษทั่วไปในสมัยนั้น แต่ก่อนที่จะได้ทำการประหารนั้น พระมหาเถระรูปนี้ ได้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนที่เพชรฆาตจะลงมือ โดยได้เปล่งวาจาออกมาให้ได้ยินทั้งบรรดาเหล่าทหารและชาวบ้านที่เคารพศรัทธา ในตัวพระมหาเถระว่า “ตัวเรานี้ เป็นพุทธบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้รักษาศีล รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด ประพฤติปฏิบัติชอบ ทำการอบรมสั่งสอนแนะนำหลักธรรมสอนให้กับพุทธศาสนิกชน เพื่อนำใปเป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอดมิได้ขาด หากแม้นว่า เราได้ทำผิดอย่างที่ท่านได้กล่าวให้โทษแก่เราแล้วไซร้ เมื่อท่านได้ให้เพชรฆาตได้ลงดาบแก่เรา ขอให้โลหิตเลือดของเราจงตกรดลงไปสู้พื้นปฐพี แต่หากแม้นว่า เรามิได้กระทำผิดดั่งที่ท่านกล่าวให้โทษเราแล้วไซร้ ขอให้เลือดของเราอย่าได้ตกลงสู่พื้นปฐพี จงล่องลอยขึ้นสู่นภากาศ อย่าให้ได้เปื้อนเป็นมลทินแก่พื้นปฐพีเลย นับต่อแต่นี้ไป หากเราได้ทำการมรณภาพสิ้นชีวิตไป หากเจ้าเมือง หรือผู้ปกครองผู้ใด ทำการปกครองบ้านเมืองแห่งนี้ (หมายถึงเมืองพุทธรสหรือเมืองชะราว) โดยไม่ตั้งอยู่ในครรลองครองธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ไม่บริหารราชการแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีแต่อคติความลำเอียง ขอให้ผู้ปกครองท่านนั้น อย่าได้มีความสุข อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานและมีอันเป็นไปทุกคน” ชาวบ้าน และบรรดาพุทธศาสนิกชนเหล่านั้น ต่างก็พากันได้ยินคำตั้งจิตอธิษฐานของพระมหาเถระดังกล่าวทุกคน แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถกล้าหาญคัดค้าน หรือทูลขออภัยโทษของพระมหาเถระได้ เนื่องจากพากันเกรงกลัวพระราชอาญา ดังที่ว่า “กษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำ”

เมื่อ พระมหาเถระกล่าวคำตั้งจิตอธิษฐานจบ บรรดาเหล่าทหารเพชรฆาตผู้ทำหน้าที่ ก็ได้ทำพิธีขอขมาลาโทษต่อพระมหาเถระ เจ้าหน้าที่พิธีก็ได้บรรเลงกลองปี่พาทย์ เพชรฆาตได้ร่ายรำ เมื่อถึงกำหนดเวลา ก็ได้ลงดาบประหารพระมหาเถระดังกล่าว แต่เหตุการณ์ยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อเพชรฆาตได้ลงดาบจนคอพระมหาเถระขาด ก็เกิดเหตุการณ์ดั่งที่พระมหาเถระได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ เกิดลมพายุ ฟ้าร้อง มืดฟ้ามัวดิน เลือดโลหิตของพระมหาเถระ แม้จะโดนดาบที่คมกริบของเพชรฆาต กลับไม่ไหลลงมาเปื้อนพื้นปฐพีแม้แต่หยดเดียว แต่กลับล่องลอยขึ้นสู่นภากาศกระเด็นไปไกลถึงป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ รอมสรี ที่ปัจจุบันชาวบ้านทั่วไปได้เรียกว่า “ดงป่าแดง”  โลหิตเลือดของพระมหาเถระได้ไปเกาะติดกับใบไม้ โดยไม่ล่วงลงสู่พื้นดิน และที่น่าอัศจรรย์ที่มีมาให้เห็นจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ป่าไม้บริเวณแห่งนี้ ทุกต้นล้วนแต่มีใบสีแดง จนชาวบ้านพากันขนานนามว่า ป่าไม้ดงแดง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านพากันเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

เมื่อ ทำการประหารเสร็จแล้ว บรรดาเหล่าทหารเจ้าพิธี ก็ได้นำร่างอันไร้วิญญานของพระมหาเถระ ได้ทำพิธีตามอย่างราชประเพณี และได้สร้างสถูปเก็บอัฐิของครูบาไว้ ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสาในปัจจุบัน ทุกเทศกาลวันสำคัญก็จะมีชาวบ้านมาทำการสักการะบูชาอยู่เป็นเนืองนิจ เช่น การตานขันข้าวร้อยขัน เป็นต้น

koom1 (8)ท่านสามารถคลิ๊กที่ภาพข้างบนเพื่อรับชมภาพเพิ่มเติมได้เลยครับ

ส่วน ตำนานเปื้อยเปียง ก็ได้เล่าต่อว่า พระมเหสีพระองค์นี้ ก็ถูกแห่ไปประจานรอบเมือง ก่อนถูกนำตัวไปประหารที่ดงไม้บ้านเปื๋อยเปียง ก่อนที่เพชรฆาตจะได้ลงดาบ พระนางได้ตั้งสัจจะอธิษฐานถึงความบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่พระนางได้ประพฤติ ปฏิบัติ ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า หากนางไม่มีความผิด ขอให้ต้นไม้บริเวณนี้ จงเจริญเติบโตแต่มีความสูงเท่ากัน และเป็นเหตุให้อัศจรรย์ใจ ดังที่เราได้เห็นว่า ต้นเปื้อยที่บ้านเปื๋อยเปียงมีความสูงพอๆกันหมดทุกต้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงเป็นที่มาหรือชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ในกาลต่อมา

koom1 (2)ต้นศรีมหาโพธิ์และเจดีย์ที่วัดคุ้ม ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี
แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานแห่งเมืองเก่าเมืองนี้

กล่าว ถึงฝ่ายเจ้าเมือง หลังจากพระองค์ได้สั่งประหารครูบาปัญญา (ครูบาเจ้าดวงงาม) และพระมเหสีของตนเองแล้ว เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งอัศจรรย์ใจ ที่ได้เกิดขึ้นกับพระมหาเถระและพระมเหสีของพระองค์แล้ว เจ้าเมืองพระองค์นี้ ก็รู้สำนึกถึงความผิดอย่างมหันต์ ที่พระองค์ทรงฟังความข้างเดียว มีโทสะจริตและโมหจริตความลุ่มหลงเข้าครอบงำ จะสำนึกผิด ก็ไม่ทันการเสียแล้ว จะทำการใด เพื่อเป็นการไถ่บาป ก็คงไม่สมกับบาปกรรมที่กระทำไว้ (ตรงนี้ ผู้เขียนก็ได้ฟังพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่า ไม่ค่อยชัดเจนนัก บ้างก็ว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ดังกล่าวขึ้น เจ้าเมืองก็เกิดสำนึกผิด และตรอมใจตาย บ้างก็ว่า โดนชาวเมืองรุมประชาทัณฑ์บ้าง บ้างก็ว่า พระองค์เกิดสติวิปลาสกลายเป็นคนบ้าไป บ้างก็ว่า พระองค์ยอมสละราชสมบัติแล้วเสด็จออกบวชเป็นฤาษีจวบจนสิ้นอายุขัย หากใครมีข้อมูลที่พอจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องและน่าเชื่อถือได้ ก็นำมาแบ่งกันให้รับรู้บ้างนะครับ จักขอบพระคุณยิ่ง)

ตาม ตำนานพ่อ อุ้ยแม่อุ้ยยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากที่เจ้าเมืองได้ตายไปแล้ว ก็ได้ไปตกนรกอเวจีอยู่นานและได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อชดใช้กรรมอีกหลายๆชาติ และในการเกิดมาแต่ละครั้ง ก็จะเกิดเป็นคนบ้าใบ้สติไม่ค่อยสมประกอบ เคยมีคนเชื่อในเรื่องของคนประเภทนี้อยู่หลายท่าน แต่ผู้เขียนไม่กล้าเอามานำเสนอ กลัวจะกระทบต่อญาติพี่น้องของเขา เอาเป็นว่า ถ้าผู้คนที่อยู่ในย่านตำบลร่มเย็น ตำบลเจดีย์คำ น่าจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่ผมได้นำมาเรียบเรียงประติดประต่อให้เข้าใจ ได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะพอจับใจความและโยงใยเนื้อเรื่องให้เข้ากันได้กับที่เคยได้ยินได้ฟัง พ่อแม่ปู่ย่าตายาย พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟังได้นะครับ

กล่าว กันว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากยามใดที่มีผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่มีตำแหน่งปกครองเมืองแห่งนี้ มารับหน้าที่ทำการปกครอง ไม่ตั้งอยู่ในครรลองครองธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ไม่บริหารราชการแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีแต่อคติความลำเอียง ผู้ปกครองท่านนั้น ก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน และมีอันเป็นไปทุกรายไป บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติต่างๆมากมาย ทั้งข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง เกิดโรคระบาด เหมือนเป็นคำสาปที่อยู่คู่กับเมืองแห่งนี้มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

*หมาย เหตุ บทความที่ท่านได้อ่านข้างบนนี้ เป็นเพียงเรื่องราวที่ผู้เรียบเรียบ เคยได้ยินได้ฟัง จากบรรดาครูบาอาจารย์ พระเถรานุเถระ พ่อหน้อยพ่อหนาน พ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟัง ซึ่งหลังจากฟังเรื่องราวจากหลายๆท่านแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีความคล้ายๆกันในทุกสังคม ที่จะมีเรื่องเล่าหรือตำนานที่มีคติธรรมแฝงด้วยปรัชญาข้อคิดที่ดี ทำให้สันนิษฐานว่า คงเป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าความจริงอยู่บ้าง และได้เล่าสืบต่อกันมาจวบจนรุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ผู้เรียบเรียงได้รับรู้เรื่องราววิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมในอดีตของ เมืองเชียงคำของเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น หากข้อความส่วนใดที่เกิดจากการเรียบเรียงของข้าพเจ้า เกิดความขาดตกบกพร่อง มีข้อผิดพลาด เนื้อหาคลาดเคลื่อนไป ขอได้โปรดยกโทษให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย เนื่องด้วยสติปัญญาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ด้วยความคิด สำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอน หวงแหนในทุกสิ่งที่ควรคุณค่าแก่การศึกษาและช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานของ เราสืบต่อไปเบื้องหน้า ให้ได้เรียนรู้วิถีความเป็นมาของสังคมในแต่ละยุคสมัย เพราะคุณค่าเหล่านี้ประมาณค่ามิได้เลย หากข้อความเนื้อหาตอนใดมีประโยชน์แล้วไซร้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญ ขอบุญกุศลจงบังเกิดผู้มีพระคุณของข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ข้าพจ้าตราบนานเท่านานด้วยเทอญ.

* ภายหลังผู้เขียนได้ติดตามสืบเรื่องราว โดยการได้พูดคุยกับผู้ที่สืบทอดตระกูลเจ้าเมืองเชียงคำของเรามา และได้ศึกษาทางประวัติศาสตร์พงศาวดาร ทำให้เรื่องราวค่อยประติดประต่อ และเชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัว และเชื่อได้ว่า ตำนานนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวอะไรอีกหลายอย่าง ท่านสามารถอ่านและติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานนี้ผ่านทาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คลิ๊กที่นี่ได้เลยครับ

ท.ทิวเทือกเขา

 

prathatdoikham1 (1)
พระธาตุดอยคำองค์เก่า
ติดตามอ่านข้อมูลและดูภาพเพิ่มเติมคลิ๊กที่ภาพได้เลยครับ
 Leader (25)
พญางำเมือง เจ้าผู้ครองครองอาณาจักรภูกามยาว พระราชบิดาพระยาคำแดง
ครองราชย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 1801 – 1841
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ข้อมูลเหล่านี้คือข้อสันนิษฐาน สมมติฐาน และการอนุมาน ที่รอนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องด้วยผู้เรียบเรียงไม่ได้ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์โดยตรง เพียงแต่ชอบเรียนรู้ในข้อมูล ดังนั้น ภาษาและการเรียบเรียงอาจจะไม่ปะติดปะต่อ ซึ่งก็รอการแก้ไข วานนักปราชญ์ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญงานด้านนี้ มาทำให้เป็นรูปเป็นร่างร่วมกันนะครับ เพราะพวกเราปล่อยเวลามาเนิ่นนานมากแล้ว พื้นที่ตรงนี้เปิดกว้างสำหรับทุกท่าน ไม่มีอะไรผิดถูก เพราะทุกคนล้วนแต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์แต่ละที่แต่ละแห่งเขียนขึ้นโดยมนุษย์ในยุคหลัง หรือ เป็นพงศาวดารที่ถูกบันนทึกในยุคนั้น ก็อาจจะมีแตกต่างกันไปบ้างขึ้นอยู่กับผู้เขียน ดังเราจะเห็นได้จากหลายพงศาวดารที่ขัดแย้งกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ในพม่าเขียนอีกอย่าง ในลาวเขียนอีกอย่าง ในสยามประเทศเขียนอีกอย่าง เป็นต้น ดังนั้น การสนใจในเรื่องราวของอดีต ทำให้เราเรียนรู้ความเป็นมาของบรรพบุรุษ เพื่อใช้อยู่กับปัจจุบัน ดังนั้น ขอความกรุณาจากผู้รู้หลายๆท่าน มาทำให้ข้อมูลเชียงคำของเราให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกันนะครับ ต่อไปเป็นเรื่องราวที่ผู้เรียบเรียงได้อ่านได้ฟัง จากครูบาอาจารย์ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย หรือตำนาน ตามที่ต่างๆ ที่จะนำมาเล่าต่อ ดังนั้น ภาษาและการนำเสนออาจจะมีผิดเพีี้ยนไปบ้างหรือไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยนะครับ เนื่องด้วยผู้เรียบเรียง ไม่ได้จบทางด้านนี้โดยตรง เพียงแต่สนใจและรักในถิ่นบ้านเกิดเมืองนอน อยากให้บ้านเกิดเมืองนอน เป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างนี้ตลอดไปนะครับ
พญางำเมือง พระราชโอรสของพ่อขุนมิ่งเมือง ประสูติ เมื่อปี พ.ศ. 1781 (จ.ศ. 600) เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา ได้ไปศึกษาเล่าเรียน ศึกษาศาสตร์เพท ในสำนักอิสติน อยู่ภูเขาดอยด้วน เรียนอยู่ 2 ปี ครั้นพระชนมายุได้ 16 พรรษา ได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์ ในสำนักสุกทันตฤกษ์ กรุงละโว้ (ลพบุรี) เป็นศิษย์ร่วม สำนักเดียวกับ พญามังรายมหาราช และ พ่อขุนรามคำแหง พระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย จึงสนิทสนมร่วมผูกไมตรี เป็นพระสหายตั้งแต่นั้นมา (บางตำราบอกว่า ไม่ได้เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน วานนักวิชาการให้าการวิเคราะห์ด้วยนะครับ )
ปีพุทธศักราช 1801 (จ.ศ. 620) พ่อขุนมิ่งเมืองสิ้นพระชนม์ จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแทน พญางำเมือง เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอิทธิฤทธิ์มาก เมื่อพระองค์เสด็จ ไปทางไหน “แดดก่บ่ร้อน ฝนก่บ่รำ จักหื้อบดก่บด จักหื้อแดดก่แดด” จึงได้รับ พระนามว่า “งำเมือง” นอกจากนั้น พระองค์มีพระทัยหนักแน่นในศิลธรรม มีพระราชศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไม่ชอบทำสงคราม ทรงดำเนินพระราโชบาย การปกครองบ้านเมือง ด้วยความเที่ยงธรรม พยายาม ผูกไมตรีจิตต่อเจ้าประเทศราชที่มีอำนาจเหนือคน เพื่อหลีกเลี่ยงภัยสงครามแม้กระนั้น ก็ยังถูกพญามังรายยกกองทัพมาตี เมื่อปี พ.ศ. 1805 แต่ในที่สุดพญางำเมือง ก็ยอมยกเมืองปลายแดน คือ เมืองพาน เมืองเชียงเคี่ยน เมืองเทิง เมืองเชียงของ ให้แก่พ่อขุนเม็งราย ด้วยหวังผูกไมตรีต่อกันและคิดว่าภายภาคหน้าจะขอคืนพญา งำเมือง ทรงเป็นกษัตริย์ ที่ทรงทศพิธราชธรรมและมีเมตตาเป็นที่ประจักษ์ ดังเช่น เหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์กล่าวถึง พ่อขุนรามคำแหง พระสหาย ได้เสด็จไปมาหาสู่กัน เสมอมิได้ขาด จนเส้นทางที่เสด็จผ่านเป็นร่องลึกเรียกว่า แม่ร่องช้าง ในปัจจุบัน พระร่วงเจ้าเสด็จมาเมืองพะเยา ทรงเห็นพระนางอั้วเชียงแสน พระชายา พญางำเมือง มีรูปโฉมอันงามยิ่ง ก็บังเกิดปฏิพัทธิ์รักใคร่ และพระนาง ก็มีจิตปฏิพัทธ์เช่นกัน จึงได้ลักลอบปลอมแปลงพระองค์คล้ายกับพญางำเมือง เข้าสู่ห้องบรรทมพระนางอั้วเชียงแสน พญางำเมืองทราบเหตุ และสั่งให้อำมาตย์ ไพร่พล ทหารตามจับพระร่วงเจ้า นำไปขังได้และมีราชสาส์นเชิญพญามังราย ผู้เป็นสหายมาพิจารณาเหตุการณ์ พญามังรายทรงไกล่เกลี่ย ให้ทั้งสองพระองค์เป็นมิตรไมตรีต่อกันดังเดิม โดยขอให้พระร่วงเจ้าขอขมาโทษ พญางำเมือง ด้วยเบี้ยเก้าลุนทอง คือ เก้าแสนเก้าหมื่นเบี้ย เพื่อกำชับพระราชไมตรีต่อกันยิ่งกว่าเก่า กษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำขนภู แม่น้ำแห่งนี้จึงเรียกชื่อภายหลังว่า “แม่น้ำอิง”หลัง จากนั้น เมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ ได้เชิญพญางำเมือง และพระร่วงเจ้า ร่วมพิจารณาสร้างเมือง เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว พญางำเมือง เสด็จกลับ โดยพญามังรายทรงมอบผอบมณีรัตนะ อันเป็นสมบัติต้นวงศ์ แห่งลาวลังกราช และทรงเวนคืนเมืองพาน เมืองเชียงเคี่ยน เมืองเทิงให้และพระราชทานกุลสตรีให้อีกนางหนึ่ง ฝ่ายพระนางอั้วเชียงแสน ทรงทราบว่า พระราชสวามี มีพระชายาใหม่ ก็มีพระทัยโทมนัสยิ่ง รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ จัดแจงม้าพระที่นั่ง เสด็จออกติดตามพระสวามี หมายจักประหารพระชายาใหม่ ให้สิ้นพระชนม์ แต่พระนางก็สิ้นพระชนม์เสียกลางทาง ด้วยเหตุพระทัยแตก พญางำเมืองทรงทราบด้วยความสลดพระทัยยิ่ง จัดพระราชทานเพลิงศพ พระนางอั้วเชียงแสนตามประเพณี ต่อมาได้มอบราชกิจต่างๆ ในการปกครองบ้านเมืองให้พญาคำแดงราชบุตร แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อนที่เมืองงาว ปี พ.ศ. 1841 พญางำเมืองก็สิ้นพระชนม์ รวมพระชนม์มายุได้ 60 พรรษา

ตำนานเมืองพุทธส หรือ เมืองซะราว “เจียงคำ”อาณาจักร ของเมืองพุทธรสหรือเมืองชะราวในอดีตกาลนั้น ตั้งอยู่บริเวณที่ลาบลุ่มของแม่น้ำของ (แม่น้ำโขง มีอาณาเขตติดพื้นที่ของเมืองคอบ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของ สปป.ลาว) เป็นเมืองที่พักของพ่อค้าวาณิช ที่พักค้างแรมระหว่างทาง ของพวกแกว ขมุ และไทดำ เป็นเส้นทางค้าขายที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมืองพุทธรส จึงเป็นเมืองที่มีผู้คนที่มีความรู้ความสามารถ พูดได้หลากหลายภาษา มีการสัญจรติดต่อค้าขายกัน และมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนั้น เป็นศูนย์รวมของตรรกะวิชานานาชนิด และมีครูบาอาจารย์ที่เป็นนักปราชญ์จำนวนมาก

doikham1 (9)
พระธาตุดอยคำองค์เก่า
ติดตามอ่านข้อมูลและดูภาพเพิ่มเติมคลิ๊กที่ภาพได้เลยครับ

เมือง พุทธรสหรือเมืองชะราวนั้น มีที่ตั้งเมืองอยู่ติดกับเทือกเขาสิงห์กุตระ (ดอยคำ) มีเจ้าเมืองพระนามว่า ชะราว ในระยะแรก เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณี พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และเมืองพุทธรสปกครองตนเองไม่ขึ้นอยู่กับหัวเมืองใด แต่บางครั้งยามใดที่บ้านเมืองอ่อนแอ ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองคอบอยู่ และต้องมีการส่งเครื่องราชบรรณาการต่อเจ้าเมืองคอบอยู่เป็นเนือง ๆ แต่หากยามใดที่เมืองคอบอ่อนแอ ทางเมืองพุทธรส ก็จะพยายามแข็งข้อไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการไปมอบให้ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ทำให้มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลง เจ้าเมืองพุทธรส ไม่ยอมส่งเครื่องบรรณาการไปถวายเจ้าเมืองคอบ เป็นเหตุให้เจ้าเมืองคอบได้พากันยกทัพเข้ามาโจมตีเมืองพุทธรส เมืองพุทธรสไม่สามารถต้านทานทัพของทางเมืองคอบได้ เลยจำใจยอมสวามิภักดิ์ และได้มอบเครื่องราชบรรณาการพร้อมยกพระธิดาของพระองค์ ให้ไปเป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองคอบสืบต่อมา

ต่อมาพระธิดาพระองค์นี้ ได้เสด็จหลบหนีกลับมายังเมืองพุทธรสตามเดิม ทำให้เจ้าเมืองคอบทรงพิโรธอย่างยิ่ง จึงได้ส่งพวกทหาร พวกแกว พวกญวน เข้าปล้นสะดมภ์ราษฎรอยู่เป็นเนืองๆจนสิ้นรัชกาลของพระเจ้าฟ้าชะราว


ติดตามอ่านข้อมูลและดูภาพเพิ่มเติมเรื่องแม่หม้ายเจอทองที่ลำห้วยพระธาตุดอยคำคลิ๊กที่ภาพครับ

ปีพุทธศักราช 1851 เมื่อ สิ้นพระเจ้าเมืองพุทธรส แล้ว เจ้าฟ้าหงษ์สา พระโอรสของพระเจ้าชะราว ก็ได้สืบต่อราชสมบัติปกครองเมืองพุทธรสสืบต่อมา และได้ต่อสู้กับพวกแกวพวกญวน จนสุดท้ายก็ต่อต้านข้าศึกพวกแกวพวกญวนไว้ไม่ไหว เมืองพุทธรสจึงพ่ายแพ้สงคราม และพระเจ้าหงษ์สาก็ถูกจับตัว ถูกกวาดต้อนพร้อมด้วยการขนทรัพย์สมบัติและบรรดาเหล่าข้าทาส นางสนมกำนัน บริวารทั้งหลายกลับไปเป็นเชลยศึกที่เมืองคอบ

เมื่อข่าวล่วงรู้ไปถึงเมืองภูกามยาว หรือ พะเยา ว่าพวกแกวพวกญวนยกทัพเข้ามาโจมตีเมืองพุทธรส พระยาคำแดง พระราชโอรสของพระยางำเมืองแห่งเมืองพะเยา ได้ยกทัพพร้อมม้าศึกจำนวนถึง 500 ตัวมาปราบพวกแกวพวกญวน จนสามารถตีเอาเมืองพุทธรสมาเป็นเมืองขึ้นของพระยาคำแดง แห่งอาณาจักรภูกามยาว (พะเยา) ได้เป็นผลสำเร็จก่อนที่เจ้าเมืองคอบจะส่งทหารเข้ามาถึงเมืองพุทธรสก่อน

เมื่อปราบพวกแกวพวกญวนได้แล้ว พระยาคำแดง ได้แต่งตั้ง เจ้าฟ้านั่งเมือง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าฟ้าหงษ์สา อันเป็นเจ้าเมืองพุทธรสเดิม ให้ครองเมืองพุทธรสืบต่อมาและให้เป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรเมืองพะเยา เจ้าฟ้านั่งเมือง พระองค์ได้ทรงปกครองเมืองพุทธรสด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้เมืองพุทธรสมีความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง

ตามประวัติอีกตำนานหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า หลังจากที่พระยาคำแดง พระโอรสของพ่อขุนงำเมืองได้ปราบพวกแกวญวนแล้ว พระองค์ทรงยกอาณาจักรภูกามยาวให้พระโอรสคือ พ่อขุนคำลือ ทรงบริหารบ้านเมืองต่อ แล้วพระองค์ทรงเสด็จมาประทับยังเมืองพุทธรส ตามตำนานนี้ เห็นจะมีเค้าโครงความจริงอยู่มาก เนื่องด้วยมักจะมีการกล่าวถึงพระนามของ พระยาคำแดงอยู่เนืองๆ ในอาณาเขตเมืองเชียงคำ

ที่สังเกตว่า เมืองพุทธรส มีความเจริญเทียบเคียงกับเมืองอื่น หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่ชี้ชัดว่า เมืองนี้เคยเป็นมิตรสหายกับราชวงศ์มังราย

ปีพุทธศักราช 1924 ในยุคนั้นทั้งเมืองพะเยาและเมืองพุทธรสอันเป็นเมืองหน้าด่านได้ถูกกองทัพของ เจ้าเมืองน่านและเจ้าเมืองไชยะบุรี ขนาบตีจนแตกพ่ายไป เจ้าฟ้าคำลือ ได้หนีศึกไปอยู่เมืองวิเชตนคร (แจ้ห่ม) ทำให้เมืองพะเยาช่วงนั้นร้างไปเป็นเวลาหลายปีและได้ถูกรวบรวมเป็นอาณาจักร ขึ้นตรงกับอาณาจักรล้านนาในสมัยของ พระเจ้าติโลกราช ครองอาณาจักรล้านนา ในช่วงพุทธศักราช 1985 – 2030 มีการทำสงครามขยายพระเดชานุภาพนับได้หลายครั้งตลอดรัชสมัย ทรงตีเมืองฝาง เมืองน่าน เมืองยอง ไทลื้อ เมืองหลวงพระบาง เมืองของหลวง เมืองของน้อย เมืองเชียงรุ่ง ( ปัจจุบัน คือ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน) เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองนาย ไลค่า ล๊อกจ๊อก เชียงทอง เมืองปั่น หนองบอน ยองห้วย เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง จำคา เมืองพุย สีป้อ เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และมีเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ มาสวามิภักดิ์ อาทิ เมืองเชลียง เมืองสองแคว (พิษณุโลก)

อาณาจักร ล้านนาในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีอาณาเขตกว้างขวาง โดยทิศเหนือจรดเมืองเชียงรุ้ง (เชอหลี่ใหญ่หรือจิ่งหง )สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ภาคใต้ของประเทศจีน และเมืองเชียงตุง(เชอหลี่น้อยหรือเขมรัฐ) ทิศตะวันตกจรดรัฐฉาน ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน ติดพรมแดนมู่ปางหรือแสนหวี คือเมืองสีป้อ เมืองนาย เมืองไลค่า เมืองเชียงทอง รวมกว่า 11 เมือง ทางทิศตะวันออกจรดล้านช้าง ประเทศลาว ทิศใต้จรด ตาก เชลียง (ศรีสัชนาลัย) เชียงชื่น (สวรรคโลก)

พระ เจ้าติโลกราชทรงปกครองอาณาจักรล้านนาเป็นระยะเวลา 46 ปี บ้านเมืองมีความเป็น ปึกแผ่นมั่นคง พุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและได้รับการทำนุบำรุงเป็นอย่างดี พระสงฆ์แตกฉานภาษาบาลี มีการตรวจชำระพระไตรปิฎกหรือสังคายนา เป็นครั้งที่ 8 ของโลก ณ วัดเจ็ดยอด อ.เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2020

ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา คือ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทางศิลปและวิทยาการในช่วงเวลาประมาณ 100 ปี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 ( หรือหลัง พ.ศ. 2000) ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ( หรือหลัง พ.ศ. 2100) หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เริ่มที่ยุคพระยายุทธิษฐิระเป็นเจ้าครองเมือง แล้วสิ้นสุดลงก่อนที่ อาณาจักรล้านนาจะถูกพม่ายึดครองเมื่อ พ.ศ. 2101 ซึ่งพม่าเข้าครอบครองเมืองเชียงใหม่และดินแดนล้านนาทั้งหมด พร้อมกวาดต้อนผู้คนไปด้วย ทำให้บ้านเมืองต่าง ๆ ร่วงโรยลง เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ อำนาจของพม่าซี่งปกครองที่เมืองเชียงใหม่อ่อนแอลง และบางครั้งก็ถูกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกมารบกวนซ้ำอีก ทำให้บ้านเมืองต่างๆ ในดินแดนล้านนา คิดตั้งตัวเป็นอิสระแล้วแย่งชิงความกันเป็นใหญ่ จนเกิดความวุ่นวายทั่วไป ด้วยเหตุนี้เอง ฐานะและความสำคัญของเมืองพะเยาจึงหายจากดินแดนล้านนาราวกับร้างผู้คนไป

ในช่วงนี้เมืองพุทธรสก็ระส่ำระสาย เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ เจ้าเมืองต่างๆพากันหลบหนีเข้าป่า ทิ้งเมืองให้รกร้างไป มีการกล่าวขานกันว่ากองทัพชาวพม่านับจำนวนได้เรือนแสนได้ยกกองทัพเข้ามาทาง เชียงแสนเชียงของ เข้ามาโจมตีหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ และมีการขนเสบียงและขนเอาทรัพย์สมบัติไปทั้งหมด

ปีพุทธศักราช 2103 กองทัพชาวพม่า โดยการนำของแม่ทัพชื่อ โปตุใสโปสุทา ได้นำทัพกลับมาจากไปตีเมืองหลวงพระบางได้สำเร็จขากลับได้นำทัพกลับมาทาง เมืองน่าน เมืองลับแล และได้กวาดต้อนผู้คนจำนวนมากกลับไปไปเป็นเชลยและได้ขนเสบียงและทรัพย์สมบัติ ไปเป็นจำนวนมาก

และในปีพุทธศักราช 2103 นี่เองที่ ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ซึ่งมีเชื้อสายและทรงเป็นพระญาติกับพระยางัวหงส์ ได้พากันหลบหนีข้ามภูเขา พร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง ได้หลบหนีมายังเมืองพุทธรส ซึ่งขณะนี้กลายเป็นเมืองร้าง อันว่าเมืองพุทธรสนี้เดิมทีเป็นเมืองพี่เมืองน้อง เป็นเมืองหน้าด่านของทั้งทางเมืองพะเยาและเมืองน่าน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองน่าน

ปีพุทธศักราช 2106 ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ได้รวบรวมผู้คนและชาวเมืองที่ยังตกค้างหลงเหลือพากันก่อตั้งเมืองขึ้นมา ใหม่  โดยได้พากันย้ายเมืองจากทางด้านทิศเหนือของดอยสิงห์กุตระ (ดอยคำ) บริเวณแถวทุ่งทัพ ทุ่งสา และทุ่งดงโก้ง หัวนาเต๊อะ ได้ย้ายมาทางด้านทิศใต้ของดอยสิงห์กุตระ (ดอยคำ) ปัจจุบันอยู่ระหว่างบ้านดอนลาว บ้านคุ้ม บ้านหนองร่มเย็น และบ้านร้อง และได้ขึ้นปกครองเมืองพุทธรส และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคำ (ตามเหตุการณ์มีการค้นพบทองคำที่ดอยสิงห์กุตระ โดยแม่หม้าย)

ปู่เจ้าสายป่านกับเจ้านางคำไหล ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรม เป็นที่รักของชาวเมืองจำนวนมากและ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์คือ เจ้าฟ้าแก้วเมือง และเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ครองราชสมบัติอยู่เป็นเวลาถึง 47 ปีก็สวรรคต

ปีพุทธศักราช 2153 เจ้าฟ้าแก้วเมือง พระราชโอรสในปู่เจ้าสายป่าน ได้ครองสืบราชสมบัติต่อ ได้พระองค์ได้มีพระราชโอรสที่เกิดกับนางสนมไม่ปรากฎนาม แต่ชาวเมืองมักจะเรียกนางสนมท่านนี้ว่า เจ้านาง พระราชโอรสท่านนี้มีพระนามว่า เจ้าฟ้าดวงงาม เจ้าฟ้าแก้วเมืองเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการรบเป็นอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง พญาเลาอู ซึ่งเป็นแม่ทัพของพวกจีนฮ่อได้ยกองทัพเข้ามาประชิดเมือง เจ้าฟ้าแก้วเมืองได้ออกต่อสู้ และได้ฆ่าพญาเลาอู้จนสิ้นชีวิตไป  เจ้าฟ้าแก้วเมือง ได้ปกครองเมืองเชียงคำอยู่เป็นเวลาถึง 55 ปีก็สวรรคต

พระโอรสของเจ้าฟ้าแก้วเมือง ที่เกิดกับนางสนมไม่ปรากฎนาม แต่ชาวเมืองมักนิยมเรียกว่า เจ้านาง ที่มีพระนามว่า เจ้าฟ้าดวงงาม พระโอรสท่านนี้ มิได้ฝักใฝ่ในตำรายุทธพิชัยสงครามเท่าใดนัก เพราะท่านมีจิตใจเมตตา และได้ตัดสินพระทัยบวชในพระพุทธศาสนาประพฤติปฏิบัติธรรม จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเมือง ชาวเมืองมักจะเรียกท่านว่า ครูบาดวงงาม หรือ พระดวงงาม

ปีพุทธศักราช 2208 เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ผู้เป็นน้องชายของเจ้าฟ้าแก้วเมือง และเป็นพระโอรสของปู่เจ้าสายป่าน กับเจ้านางคำไหล ได้ขึ้นเถลิงถวัลย์สืบราชบัติต่อจากพี่ชาย เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร มีพระมเหสีที่งดงามเป็นอย่างยิ่งพระนามว่า เจ้านางบุญครอบ ความสวยงามตามแบบหญิงเบญจกัลยาณี ทำให้เจ้าฟ้าวงศ์ทจักรทรงรักและทรงหึงหวงเป็นอย่างมาก

อยู่มาวันหนึ่ง ครูบาดวงงาม หรือ พระดวงงาม ซึ่งตามศักดิ์แล้ว ทรงเป็นหลานชายของเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร คือ เป็นพระโอรสของเจ้าฟ้าแก้วเมือง แต่ได้ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาและจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงในตัวเมืองพุทธรส ชาวเมืองมักจะเรียกท่านว่า ครูบาปัญญา คงเป็นเพราะท่านมีความเฉลียวฉลาดแตกฉานและเป็นปราชญ์ในเรื่องพระธรรมคำสอน เป็นครูบาอาจารย์ของชาวเมืองพุทธรส และเป็นธรรมเนียมของผู้คนในสมัยอดีตกาล ที่มีการเคี้ยวหมากพลูกัน ครูบาดวงงามท่านก็ทรงฉันหมากพลู มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปูนที่จะนำมาใส่เสี้ยนหมากของท่านหมด จึงได้ใช้ให้สามเณรลูกศิษย์ ไปขอปูนกับโยมอุปัฎฐาก ซึ่งก็เป็นพระญาติเดียวกับครูบาดวงงาม นั่นคือ เจ้านางบุญครอบ สามเณรก็ได้ไปขอปูนจากพระนางบุญครอบ  โดยปกติแล้วพระนางบุญครอบ ก็ชอบประพฤติปฏิบัติธรรม และมีความเคารพศรัทธาในครูบาดวงงามอยู่แล้ว แต่บังเอิญวันนั้นเป็นวันศีลใหญ่เป็นวันอังคาร์ ซึ่งตามคติความเชื่อคนโบราณ ไม่นิยมควักขี้ปูนหรือเจียดขี้ปูนให้กันในวันศีลหรือวันแรง เจ้านางบุญครอบ จึงได้ยกขันผอบเสี้ยนใส่หมากใส่พลูพร้อมด้วยขันปูนของพระนางเองให้สามเณรนำ ไปถวายครูบาดวงงามก่อน แล้วค่อยนำมาคืนในวันหลัง

เมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร พระองค์ทรงกริ้ว เกิดความหึงหวงในพระมเหสีของพระองค์ต่อครูบาดวงงาม ด้วยความโมโหและความลุ่มหลง ประกอบกับความระแวง และเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ก็ได้เสด็จไปยังวัดหลวง ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นผอบเสี้ยนหมากของเจ้านางบุญครอบอยู่กับท่านครูบาดวงงาม จริงๆ จึงเกิดโทสะและปักใจเชื่อว่า ครูบาเจ้าดวงงามกับเจ้านางบุญครอบต้องมีจิตพิสวาทกันจริง และคงจะมีสัมพันธ์ต่อกัน จึงได้สั่งให้ทหารจับตัวครูบาเจ้าดวงงามไปทำการประหาร แม้เจ้านางบุญครอบจะพยายามอธิบายเหตุผลใดๆให้ฟัง แต่เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ก็มิได้ทรงฟังเหตุผลใดๆ ทหารได้นำตัวท่านครูบาเจ้าดวงงาม ไปยังลานประหาร (ปัจจุบันเรียกว่า รอมสะหรี อยู่ตรงบริเวณกลางท้องนาระหว่างบ้านดอนลาว บ้านหนองบ้านร้องเก่า ต.ร่มเย็นและเจดีย์คำ)

bandonlao (2)รับชมภาพรอมสลีเพิ่มเติมคลิ๊กที่ภาพได้เลยครับ
อยู่ระหว่างบ้านดอนลาว บ้านหนอง บ้านสบสา และบ้านร้อง ต.ร่มเย็น

ครูบาเจ้าดวงงาม (ครูบาปัญญา) ท่านก็ได้ตั้งจิตอธิฐานว่าหาก ท่านไม่ได้ผิดและเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา เวลาเพชรฆาตลงทัณฑ์ ขออย่าให้เลือดของพระองค์ได้ไปแปดเปื้อนธรณีของให้เลือด ของพระองค์จงมีอันอื่นอันใดมารองรับไว้เถิด เมื่อเพชรฆาตได้ลงดาบ ปรากฎว่า ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์เป็นไปตามดังคำสัจจอธิษฐานของครูบาเจ้าดวงงามทุกประการ เลือดของครูบาเจ้า ได้กระเด็นไปติดกับใบไม้จนกลายเป็นสีแดง ดังเป็นที่มาของดงป่าแดง ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านดอนลาว ตำบลเจดีย์คำในปัจจุบัน

koom1 (19)ดงเปื๋อยเปียงที่ใช้ทำการประหาร พระนางเจ้าบุญครอบ
คลิ๊กดูภาพและอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ภาพครับ

นอก จากนั้นแล้ว เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร์ยังได้นำ เจ้านางบุญครอบไปแห่ประจานทั่วเมืองและนำไปประหารที่ดวงเปื๋อยเปียง ตำบลหย่วนในปัจจุบัน จนเกิดเป็นตำนานดงเปื๋อยเปียงที่มีต้นไม้สูงเท่ากันทุกต้นนั่นเอง เมื่อเจ้าฟ้าวงศ์จักร์สำนึกผิดได้ ได้นำร่างของครูบาเจ้าดวงงามไปฝังไว้ในสถูปที่บริเวณกู่ครูบา ปัจจุบันอยู่ตรงกลางอ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม ตำบลร่มเย็น เจ้าฟ้าวงศ์ทจักร์ครองราชย์ได้ 31 ปี ก็ทรงสวรรคต สิริรวมอายุได้ 80 ปีปีพุทธศักราช 2239 เจ้าฟ้าพรหมจักร พระโอรสของเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อราชสมบัติจากพระราชบิดาสืบมา พระองค์ครองราชย์อยู่เป็นเวลา 10 ปี จนถึงปีพุทธศักราช 2249 ก็ได้มีกองทัพพม่าเข้ามาโจมตีหัวเมืองต่างๆทั่วล้านนา ทำให้เจ้าเมืองต่างๆพากันหลบหนีพากันถอดยศปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา หลบหนีอยู่ตามป่าเขาเป็นเวลาเกือบร้อยปีปีพุทธศักราช 2333 เจ้าหลวงอาจ ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์เล็ก ของพระเจ้าพรหมจักร์ ที่เกิดจากนางสนม ท่านได้เข้าไปรับราชการในเมืองน่าน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับสมัยของ เจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่าน ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเจ้าหลวงอาจ ได้รับราชการที่ยศสิบหมื่นอาจ ท่านได้แต่งงานกับเจ้านางปา และเจ้าอัตถวรปัญโญเจ้าเมืองน่าน ได้แต่งตั้งให้มาดูแลเมืองเชียงคำ ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2333 เป็นต้นมาหลัง จากที่สิบหมื่นอาจ ได้เข้ามาปกครองดูแลเชียงคำ เห็นว่าเมืองพุทธรสหรือเชียงคำเดิมที่อยู่บริเวณเมืองคุ้มเดิมนั้น คับแคบและ ถูกทำลายจากกองทัพพม่าเสียจนหมดสิ้นแล้ว จึงได้ทำการนำชาวบ้านย้ายเมืองมาตั้งที่บริเวณลุ่มน้ำลาวแขวงน้ำลาว บริเวณบ้านเวียง ตำบลเวียงในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิบหมื่นอาจและเจ้านางปา มีบุตรและธิดาร่วมกัน 2 พระองค์คือ เจ้าฟ้าตุ้ย และแม่นางเกี้ยว สิบหมื่นอาจ ได้ปกครองเมืองเชียงคำมาจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2353 ก็ได้สิ้นพิราลัย เจ้าฟ้าตุ้ย มีบุตรธิดา 2 องค์คือ เจ้าหน้อยจักร กับแม่นางไข ก็ได้ดูแลเมืองเชียงคำต่อมาจาก หลักฐานตรงนี้ ทำให้มานึกถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับหลากหลายเหตุผล ทำให้เรื่องราวค่อยๆปะติดปะต่อกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความคิดในเรื่องเมืองพี่เมืองน้อง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่บ้านเมืองของเรา ในยุคที่ชาวพม่าเข้ามาปกครอง ไม่ได้ดูแลรักษาไว้ แต่กลับทิ้งร้างและถูกทำลาย และขนทรัพย์สมบัติที่มีค่า กลับไปยังเมืองพม่าเสียจนหมดสิ้น แทบไม่เหลืออะไรไว้ให้พวกเราได้ศึกษาค้นหาต่อ แต่ก็ยังดีที่ยังมีผืนแผ่นดินที่มีประเมินค่ามิได้ เมื่อมีผู้นำเข้ามาดูแลก็ได้พลิกพื้นผืนแผ่นดินเชียงคำของเราแห่งนี้ ให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเมืองเชียงคำของพวกเราจะถูกทำลายจากอริราชศัตรู ที่มีการสู้รบกัน ตั้งแต่สมัยอดีตมาจนถึงสมัยทุ่งทัพ และมาในยุคที่มีโจรกบฏเงี้ยวเข้ามาทำลาย และในยุคของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่เชียงคำของเราก็ยังคงผ่านมาได้คราว นี้เราจะมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หลังจากที่ เมืองคุ้ม ที่อยู่ที่ตำบลร่มเย็นในปัจจุบันถูกทำลายและได้ย้ายเมืองมาอยู่ในบริเวณแขวง น้ำลาว โดยได้ตั้งอยู่บริเวณแถววัดพระแก้ว บ้านเวียง ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบันนี้ก่อน

ประวัติศาสตร์ เวียงพระแก้ว โดย อ.ผดุง ประวัง

จากการตั้งสมมติฐานและอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ ผู้เรียบเรียงมีความคิดเรื่องบ้านพี่เมืองน้อง ซึ่งจากการสันนิษฐาน คาดว่า เมืองคุ้มหรือเมืองพุทธรสนั้น เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีก่อน ที่จะมีเมืองเวียงพระแก้วเกิดขึ้น แต่เมืองเวียงพระแก้วแห่งนี้ น่าจะถูกสร้างขึ้นในระยะเวลาไม่ห่างกันมาก คือ คงสร้างในประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1600-1700) และเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองพุทธรส ดังที่เราได้เคยศึกษาและเคยอ่านในพงศาวดารประวัติศาสตร์การสร้างเมือง การครองเมือง เมืองเวียง ก็คงคล้ายคลึงกัน คือ มีพระญาติหรือเชื้อราชวงศ์มาปกครองบ้านเมืองแห่งนี้อยู่ แต่ยังคงไม่โดดเด่นนัก ทางเมืองคุ้มหรือเมืองพุทธรส ได้ส่งพระราชโอรสหรือ น้องชายมาครองเมืองแห่งนี้อยู่ จวบจนเมืองพุทธรส ได้ถูกทำลายลง โดยพวกแกวพวกญวน หรือ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทางหลักฐานทางสภาพแวดล้อมได้บ่งบอกคือ สถานที่คับแคบ ไม่สามารถขยายเมืองได้ อีกทั้งเมืองยังอยู่ในเส้นทางสายน้ำญวน น้ำสา ที่เวลาเกิดน้ำหลากมากๆ ก็จะทำลายบ้านเมืองเสียหาย อีกทั้งในสมัยนั้นสัตว์ป่าอาจจะดุร้ายและเข้าทำร้ายชาวเมือง จะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ เมื่อเมืองคุ้มหรือเมืองพุทธรส ไม่สามารถตั้งบ้านเรือนอยู่ได้ เพราะมีพวกกบฏญวนคอยมารบรา จนถึงสมัยของ พระยาคำแดง พระราชโอรสของพ่อขุนงำเมือง ได้ยกกองทัพม้าพร้อมทหารมาปราบพวกญวนจนแพ้พ่ายไป และได้รวบรวบผู้คนสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ปีพุทธศักราช 1851 ทำให้เกิดเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั้งถึงปี พุทธศักราช 2101 ที่ชาวพม่าได้มาปกครองล้านนา ทำให้หลักฐานหลายอย่างได้ถูกทำลายไป จากตรงนี้ อาจารย์ผดุง ประวัง ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเวียง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมืองเวียงพระแก้ว ที่ตำบลเวียงเข้ามา ทำให้เรื่องราวประติดประต่อ และทำให้ข้อสันนิษฐาน มองเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นว่า เมืองพุทธรสกับเมืองเวียงพระแก้ว คงสร้างมาในยุคเดียวกัน อาจจะเป็นเมืองพี่เมืองน้อง ดังนั้น จึงเกิดมีเรื่องราว หรือ ตำนานคล้ายๆกันหลายเรื่อง เช่น เรื่องตำนานครูบาคอขาด ตำนานดงเปื๋อยเปียง ตำนานกู่ผาแดง ซึ่งอาจารย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาดังนี้

หมู่บ้านเวียงเป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่อดีต ตั้งขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1600 -1700 ) มีอายุราว 900 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองเชียงคำในอดีต โดยมีข้อสันนิษฐาน จากตำนานสิงหนวัติกุมารว่า ชาวเมืองอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาทางตอนใต้ของจีน ชนชาวไทยกลุ่มนี้ได้แสวงหาชัยภูมิที่เหมาะสม เพื่อสร้างบ้านแปลงเมือง และมีหลายเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น ในบรรดาเมืองเหล่านั้น มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองเวียงพางคำ เมืองเวียงพางคำที่ว่านี้ มีผู้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเมืองเชียงคำเก่า ที่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเวียง หมู่ 2 ตำบลเวียงในปัจจุบันนี้ และจากตำนานการแผ่ขยายอาณาจักรล้านนาขึ้นมาทางทิศเหนือฝั่งตะวันออก ได้บันทึกไว้ว่าพญาคำฟูแห่งราชวงศ์มังราย ได้เสด็จมาเยี่ยมพระสหายเป็นเศรษฐีใหญ่ชื่อว่าเศรษฐีงัวหงส์ที่เมืองเชียงคำ และได้มาสิ้นพระชนต์ที่เมืองเชียงคำ อันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคำแห่งนี้เมื่อปีพุทธศักราช 1887 เมื่อพระชนมายุได้ 47 พรรษา

หลักฐานที่แสดงว่า เป็นเมืองโบราณเก่าแก่คือซากวัดวาอาราม กู่เก่า และกำแพงดิน ซึ่งโบราณสถานกำแพงดิน และคูเมืองยาวล้อมรอบเป็นวงกลมหรือคล้ายเลข 8 มีร่องรอยกินเนื้อที่ตั้งแต่หมู่บ้านเวียง หมู่บ้านดอนไชย หมู่บ้านดอนแก้ว หมู่บ้านพระนั่งดิน หมู่บ้านคือ และพบศิลาจารึกที่วัดเวียงพระแก้ว ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ กรมศิลปากรได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่า ศิลาจารึกนี้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 21 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น มีศิลาจารึกบางส่วน ถูกนำไปไว้ที่พระศรีโคมคำ ( วัดพระเจ้าตนหลวง )

ในระยะแรก เจ้าสิงหนวัตกุมาร ได้จัดตั้งเมืองเวียงพางคำหรือเมืองเชียงคำแห่งนี้จากชุมชนขนาดเล็กและขยาย เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลาต่อมา และพ่อขุนจอมธรรม ผู้ก่อตั้งเมืองภูกามยาวหรือเมืองพะเยา ปีพ.ศ.1639 ได้ผนวกเอาเมืองเวียงพางคำหรือเมืองเชียงคำไว้เป็นหัวเมืองหนึ่งของเมืองภู กามยาว

เมืองเวียงพางคำหรือเมืองเชียงคำในสมัยอาณาจักรล้านนาปีพ.ศ. 1805 ถูก ปกครองโดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช ร่วมสมัยเดียวกันกับพ่อขุนงำเมือง ซึ่งได้ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีหรือเมืองหลวง สมัยต่อมาพญาแสนภู พระนัดดาของพ่อขุนเม็งรายได้ขึ้นครองราชสมบัติ ได้จัดการปกครองให้เมืองเชียงคำมีฐานะเป็นเมืองปันนาขึ้นตรงต่อเมืองเชียง แสน

ต่อ มาพญาคำฟู ได้ปกครองล้านนา ได้ยกกองทัพไปตีเมืองภูกามยาวหรือพะเยาจนชนะและยกกองทัพไปตีเมืองแพร่ เมืองน่านแต่ไม่สำเร็จ พญาคำฟูได้มาพักกองทัพที่เมืองเชียงคำนี้หลายครั้ง เมืองเชียงคำ ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนามาโดยตลอด ( พ.ศ.2101 – 2130 ) ต่อมาพม่าได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่และยึดได้เมืองในอาณาจักรล้านนาทั้ง หมด พม่าได้แบ่งการปกครองอาณาจักรล้านนาเป็น 2 ส่วน คือเมืองลุ่มแม่น้ำปิง มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง และเมืองลุ่มแม่น้ำกก-แม่น้ำอิง มีเมืองเชียงแสนเป็นศูนย์กลาง ส่วนเมืองเชียงคำเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเชียงแสน

ต่อ มาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้ปกครองอาณาจักรล้านนาทั้งหมด ได้จัดให้มีเจ้าผู้ครองนครเมืองต่างๆ เมืองเชียงคำ จึงขึ้นตรงต่อหัวเมืองล้านนา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้จัดการปกครองหัวเมืองต่างๆ เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในปีพ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 ได้ปกครองประเทศเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เมืองเชียงคำได้จัดให้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณน่านเหนือซึ่งมีเมืองในสังกัด 8 เมือง

ต่อ มาเมืองเชียงของ เมืองเทิง เมืองเชียงคำ ได้ถูกยุบรวมเป็นเขตปกครองเดียวกันเรียกว่าแขวงน้ำลาว ได้จัดตั้งที่ทำการแขวงน้ำลาว ณ. หมู่บ้านเวียง

ต่อ มาประมาณต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2445 ได้เกิดขบฎชาวไทยใหญ่ ( ขบฎเงี้ยว ) ได้มาตั้งทัพที่ทุ่งเชียงคำ ได้เข้าปล้นและยึดเมืองเชียงคำได้ แล้วเผาทำลายเมืองจนหมดสิ้นและจับนายแขวงเมืองเชียงคำประหารชีวิต พระยาดัสกรปลาส ได้รับมอบหมายให้ยกกองทัพมาปราบกบฏไทยใหญ่จนสำเร็จ และเห็นว่า เมืองเชียงคำถูกทำลายเสียหายจนหมดสิ้น จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ทำการใหม่ ณ หมู่บ้านหย่วนอันเป็นชุมชนไทลื้อ เมื่อปีพ.ศ. 2446

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา เมืองเชียงคำ ที่ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเวียง จึงถูกลดฐานะลงมาเป็นหมู่บ้านในปีพ.ศ.2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ทางการได้จัดการปกครองให้มีการจัดตั้งเป็นตำบล หมู่บ้าน บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง จึงถูกรวมเป็นตำบลเวียงและหมู่บ้านเวียง ได้ถูกจัดให้เป็นหมู่ 6 ของตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำในการปกครอง

ต่อ มาในปีพ.ศ. 2535 ทางราชการ ได้จัดการปกครองตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้แบ่งการปกครองบริหารราชการส่วนภูมิภาค หมูบ้านเวียง หมู่ที่ 6 ตำบลเวียง ได้เข้าร่วมเป็นหมู่บ้านเขตสุขาภิบาลบ้านทราย และสุขาภิบาลบ้านทรายได้ยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตำบลในปีพ.ศ.2544 ดังนั้น หมู่บ้านเวียงจึงเป็นชุมชนหนึ่งในเขตเทศบาลบ้านทรายมาจนถึงปัจจุบัน

วัดบ้านเวียง เดิมชื่อวัดเวียงหลวง แต่ต่อมาสันนิษฐานว่า พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชเจ้าแห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้เดิมทัพผ่านมาพักที่เมืองเชียงคำ หรือเมืองเวียงพางคำ พระเจ้าชัยเชษฐาธิราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ชั่วคราวที่วัดเวียงหลวง ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกต่อๆกันมาว่า ” วัดเวียงพระแก้ว ” จนถึงทุกวันนี้

เมือง ละปูนกับเมืองเจียงคำอยู่ในยุคเดียวกั๋นคือประมาณ 1,000-1,300 ปี เช่น พระรอดมีอายุ 1,300 ปี แล่วก๋มาขุดเจอที่เมืองเจียงคำนี้ด้วย ก่อหมายความว่าเมืองละปูนกั๊บเมืองเจียงคำในสมัยนั่นมีก๋านก้าขายไปมาหาสู่ กั๋น มีจาวบ๊านขุดปะพระสกุลละปูน เช่น พระคง พระเปิม และพระสกุลเจียงแสน เช่น พระใบโพธิเจียงแสนเป๋นต๊นหลายตี่ เช่นบริเวณวัดร้างจื้อวัด ” เจดีย์พระเจ๊าเจ็ดองค์ ” ตั้งอยู่บริเวณป่าสุสานบ๊านพระนั่งดิน บ๊านไชยพรม บ๊านล้า ปัจจุบันเปิ้นเทซีเมนต์กลบไว่หม๊ด บ่หื้อไผมาลักขุดแถมคับ สันนิษฐานว่า เมืองเจียงคำหรือเมืองเวียงพางคำกั๊บเมืองชะราวนี่ถูกกองทัพเงี้ยวหรือไทยใหญ่ทำลายลงในเวลาใกล๊เคียงกั๋นคับ

แนวกำแพงดินเมืองเก่าเชียงคำ มีลัษณะเป็นวงกลม 2 ถึง 3 วง และมีร่องรอยยาวไปถึงหมู่บ้านทราย ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองถึงเกือบ 3 กิโลเมตร ลัษณะแนวกำแพงดิน จากการสำรวจด้วยตัวเองคือ เดินลุยลัดเลาะไปทุกแห่งรอบตำบลเวียง ได้ข้อมูลดังรูปที่ส่งมาให้ดู คือวงกลมใหญ่ด้านทิศเหนือคือบริเวณหมู่บ้านเวียงเป็นตัวเมือง ยังมีกำแพงดิน เป็นเนินดินสูงทั้งด้านทิศตะวันออกและด้านทิศตะวันตก วงกลมกลาง อยู่บริเวณบ้านพระนั่งดินล้อมรอบจากหลังวัดพระนั่งดินอ้อมข้ามถนนหลวง มาทางทิศตะวันออกไปหมู่บ้านดอนไชย แล้วไปบรรจบกับแนวกำแพงดินในเขตหมู่บ้านเวียง แนวกำแพงดินวงนี้ ยังมีล่องลอยให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะแนวที่อยู่ด้านทิศเหนือ ที่ชาวบ้านพระนั่งดินเรียกว่า สวนสักหรือป่าสัก ( ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำลาวระหว่างบ้านพระนั่งดินมาบ้านเวียง ) ยังเห็นแนวกำแพงดินเป็นเนินสูงและร่องน้ำตรงกลางมีกู่หรือวัดร้าง 1 กู่ ชาวบ้านเรียกว่า ” กู่สวนสักหรือกู่ป่าสัก ( ไม่ทราบชื่อจริง ) วงกลมสุดท้าย อยู่ด้านทิศใต้ เริ่มจากร่องเหมืองข้างวัด คือผ่านหน้าวัดเลียบผ่านเขตโรงเรียนบ้านพระนั่งดิน อ้อมข้ามถนนหลวงผ่านซอยบ้านธรรมรักษ์ หรือมูลนิธิต้นกล้าความดีอ้อมเขตหมู่บ้านดอนแก้วไปบรรจบกับแนวกำแพงดินวง กลางที่หมู่บ้านพระนั่งดิน ลักษณะกำแพงดิน เมืองเก่าเชียงคำหรือเมืองเวียงพางคำเป็นเนินดินคู่ขนาน 2 เนินทั้ง 3 วงเหมือนกันหมด มีความสูงเฉลี่ย 5-6 เมตร ปัจจุบันจุดที่สูงที่สุดประมาณ 3 เมตร เช่น ด้านประตูเวียงทิศตะวันออกและแนวหน้าบ้านพ่อหลวงเจตน์ ประกาสิทธิ์ เป็นต้น ตรงกลางเนินดินเป็นร่องน้ำลึกประมาณ 3- 5 เมตร กว้างเฉลี่ยประมาณ 10 เมตร คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อๆกันมาว่า แม้แต่ช้างยังไม่กล้าลงเพราะลึกมาก ผู้ที่ให้ข้อมูลไว้อย่างละเอียดคือ พ่อครูสุข ดะนัย (เสียชีวิตแล้ว) ตัวเมืองที่ล้อมรอบหมู่บ้านเวียงมีประตูเมือง 3 ประตูคือ 1. ประตูทางทิศตะวันออกเรียกว่า ” ประตูเวียง ” หมู่บ้านหน้าด้านทางนี้คือ หมู่บ้านดอนไชยและหมู่บ้านดอนแก้ว 2. ประตูทางทิศตะวันตกเรียกว่า ” ประตูชัย ” อยู่ตรงกันข้ามกับวัดบ้านไชยพรม 3. ประตูผีอยู่ด้านทิศเหนือใกล้ป่าสุสานหมู่บ้านเวียงประตูนี้ใช้สำหรับนำศพออก มาจากในตัวเมือง สาเหตุที่เมืองเชียงคำ ถูกขบฎไทยใหญ่เผาทำลายเพราะในสมัยหลังสันนิษฐานว่า เมืองเชียงคำไม่มีกองทัพที่เข็มแข็งเหมือนในอดีต และถูกยุบเป็นแขวงแล้ว ชาวเมืองอยู่กันแบบชาวบ้านทั่วไป จึงถูกขบฎไทยใหญ่บุกเข้าไปปล้นและเผาทำลายเมือง คุ้มเจ้าเมืองเก่า วัดวาอาราม เช่น วัดช้างเผือก ที่อยู่บริเวณสามแยกเข้าป่าสุสานบ้านเวียงและวัดหัวข่วงแก้ว ที่อยู่บริเวณประปาหมู่บ้านทางทิศตะวันออก รวมทั้งวัดอื่นๆจึงถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น ถ้าเป็นสมัยเริ่มแรก ที่ยังมีพญาหรือเจ้าเมืองปกครองอยู่ คงไม่มีทางที่ขบฎไทยใหญ่จะบุกเข้าปล้นได้เด็ดขาดครับ

ข้อมูล เพิ่มเติม ที่ได้รับทราบมาแบบสดๆร้อนๆ จากผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านในหมู่บ้านเวียง เช่น พ่อหนานสวย อดีตเจ้าอาวาสวัดเวียงพระแก้ว พ่อหนานผาด ศิริวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเวียงพระแก้ว และคำบอกเล่า จากพระสงฆ์วัดเวียงพระแก้วเกี่ยวกับเจ้าหมวกคำ วีระบุรุษแห่งเมืองเชียงคำสมัยนั้น เจ้าหมวกคำที่แท้ก็คือ เจ้าแขวงเมืองเชียงคำ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าหลวงเมืองน่าน ให้มาปกครองแขวงเมืองเชียงคำนั้นเอง เจ้าหมวกคำได้ต่อสู้กับทหารจากกองทัพไทยใหญ่ ที่บุกเข้าปล้นแขวงเมืองเชียงคำอย่างกล้าหาญ และถูกทหารไทยใหญ่จับตัวได้แล้วนำไปประหารชีวิต และคุ้มของเจ้าหมวกคำ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ต้นโพธิริมฝั่งแม่น้ำลาวด้านทิศใต้ของแขวงเมืองเชียงคำ ปัจจุบันนี้ก็คือ บริเวณฝั่งตะวันออกใกล้สะพานข้ามแม่น้ำลาว จากหมู่บ้านพระนั่งดิน มาหมู่บ้านเวียงดังรูปที่ส่งมาให้ดู และจะได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลนี้ ลงไว้ในประว้ติหมู่บ้านเวียง และประวัติเมืองเชียงคำหรือเมืองเวียงพาคำครับ

วิหาร วัดเวียงพระแก้ว มีความโดดเด่นและเก่าแก่ของอำเภอเชียงคำ ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือประวัติวัดทั่วประเทศ (ว.พ.ก.) เล่มที่ 8 กองพุทธศาสนถาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2250 พระราชทานวิสุงคามสีมา ปีพ.ศ.2415 แสดงว่า วิหารวัดเวียงพระแก้วมีอายุนับถึงปัจจุบันนี้ถึง 307 ปี ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งจะเป็นรองแค่วัดหย่วนซึ่งสร้างเมื่อปีพ.ศ. 2230

ความโดดเด่นของพระวิหารวัดเวียงพระแก้วคือ

1. โครงสร้างของวิหารทั้งหมด เช่น เสา คาน ขื่อ แป ใช้สลักไม้ ( แซ่ไม้ ) ไม่มีการใช้ตะปูในการสร้างเลย
2. ศิลปะ การตกแต่งประดับประดา เป็นแบบผสมผสาน ระหว่างอารยธรรมล้านนากับอารยธรรมล้าน ช้าง ( ลาว ) เช่นตัวบ่างที่ประดับไว้ด้านนอกข้างวิหารเป็นการแกะสลักไม้ด้านเดียวแบบ อารยธรรมล้านช้าง เป็นต้น
3. เป็นโบราณสถานแห่งเดียว ที่เหลือรอดจากการบุกปล้นและเผาทำลายเมืองเชียงคำของกองทัพไทยใหญ่เมื่อปีพ.ศ. 2445

วัดพระแก้ว (วัดเวียงหลวง) กับเม็ดแก้วข้าวของพระเจดีย์วัดพระแก้ว พระ เจดีย์วัดพระแก้วองค์นี้ จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่หมู่บ้านเวียง จากการไปเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน วันที่ 6 พ.ค.2557 พ่ออุ้ยที่ให้ข้อมูลคือ พ่ออุ้ยแก้ว ฤดีใจ อายุ 80 ปี พ่ออุ้ยตา เรือนแก้ว อายุ 89 ปี พ่ออุ้ยสี เย็นใจ อายุ 75 ปี ได้ประวัติความเป็นมาคราวๆดังนี้

เดิม บริเวณวัดพระแก้ว เป็นวัดร้างมีแต่ฐานราก ชาวบ้านได้สร้างวิหารหลังที่เราเห็นอยู่ปัจจุบันนี้เมื่อปีพ.ศ.2250 หรือประมาณ 307 ปีที่แล้วเรียกชื่อวัดว่า “ วัดเวียงหลวง “ แต่ชาวบ้านในสมัยนั้นบางคนก็เรียกวัดแห่งนี้ว่า “ วัดแก้วข้าว “ ต่อมาภายหลังชาวบ้านกลับเรียกวัดนี้ว่า “ วัดพระแก้ว “ และหลังวิหารมีกู่เก่าสูงประมาณ 3 เมตรเศษ สันนิษฐานว่า สร้างมาตั้งแต่สมัยเมืองเชียงคำในอดีตประมาณ 1,000 ปีพร้อมๆกับวัดช้างเผือกและวัดหัวข่วงแก้ว รอบๆกู่แห่งนี้ จะมีอิฐ (ดินกี่) ก้อนโตๆสลักหักพังอยู่โดยรอบและมีพระเครื่องสกุลเชียงแสน เช่น พระใบโพธิ์ต่างๆและพระสกุลลำพูน เช่น พระคงสีต่างๆ ที่พบจะเป็นพระคงแดงและพระคงดำเสียเป็นส่วนใหญ่ไม่มีใครสนใจ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีค่าใดๆ สมัยเด็กๆพ่ออุ้ยทั้ง 3 ท่านเคยเก็บพระคงดำพระคงแดงมาโยนเล่น เมื่อเล่นโยนพระกันจนเบื่อแล้ว จะพากันเอาพระคงต่างๆเหล่านั้นไปทิ้งลงรูแตกหรือรอยแยกกว้างประมาณ 1 คืบ ยาวประมาณ 1 วา รูแตกหรือรอยแยกนี้ อยู่ระหว่างหลังวิหารกับพระเจดีย์ เมื่อทิ้งพระคงลงไปในรอยแยกนี้ จะมีเสียงพระคงกระทบกับผนังแข็งๆเสียงมันจะดังไหลลงไปลึกมาก แต่รอยแยกนี้ปัจจุบันได้เทซีเมนต์ทับไว้หมดแล้ว

ต่อ มาไม่ทราบปีพ.ศ.พระครูบาคำหล้า สังวโร ได้มาบูรณะพระเจดีย์ (กู่) องค์นี้ขึ้นมาใหม่ โดยได้นำเม็ดแก้วข้าว บรรจุไว้ส่วนบนของพระเจดีย์องค์นี้ด้วย เม็ดแก้วข้าวนี้ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่ามีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลแล้ว สมัยนั้น ทางวัดหรือพระสงฆ์จะเก็บเม็ดแก้วข้าวนี้ ไว้ในขันขนาดใหญ่บนกุฎิพระสงฆ์ (โฮง) เม็ดแก้วข้าวนี้ ชาวบ้านจะนำมาเสี่ยงทายปีละ 1 ครั้งช่วงวันสงกรานต์ เม็ดแก้วข้าวเหล่านี้ จะมีขนาดใหญ่เล็กหลากหลายไม่เท่ากัน มีจำนวนมากมีสีต่างๆ เช่น สีขาว สีดำ สีเทา สีน้ำตาล สีใส สีชมพู เป็นต้น เมื่อถึงวันสงกรานต์ ชาวบ้านหรือพระสงฆ์จะนำเม็ดแก้วข้าวมา ไว้ในวิหารแล้วดูลักษณะการคงอยู่ของเม็ดแก้วข้าว ถ้าเม็ดแก้วข้าวเม็ดใหญ่ลอยขึ้นมาอยู่ข้างบนเป็นจำนวนมากแสดงว่า ปีนั้นข้าวจะเจริญงอกงามน้ำทาจะดี แต่ถ้าเม็ดแก้วข้าวเม็ดเล็กๆลอยขึ้นมาอยู่ข้างบนมากกว่าเม็ดใหญ่แสดงว่าปี นั้นข้าวไม่เจริญงอกงามน้ำทาจะไม่ดีอย่างนี้เป็นต้น สันนิษฐานว่าเม็ดแก้วข้าว ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เอ่ยถึงหรือเล่าถึงนั้นน่าจะเป็นพระธาตุขนาดต่างๆนั่นเอง

เดิมทีอาจจะเป็นเมืองหน้าด่านขนาดเล็ก มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 2 เวียง มีเมืองเก่าอยู่ที่เมืองพุทธรส หรือ บ้านคุ้ม ตำบลร่มเย็นในปัจจุบัน แต่สภาพบ้านเมืองคับแคบ จึงได้ย้ายเมืองมาสร้างยังเมืองใหม่ บริเวณบ้านเวียง ตำบลเวียงในปัจจุบัน ประชากรกลุ่มหลักเป็นชาวไตยวน หรือ คนเมืองล้านนาเิม มีวัดที่สำคัญคือ วัดพระธาตุดอยคำ วัดพระนั่งดิน และวัดเวียงพระแก้ว หลักฐานทางโบราณคดี เมืองเชียงคำมีถูกสร้างขึ้นใน สมัยพุทธศตวรรษที่ 17 (ราวปี พ.ศ. 1600-1700) ในช่วงต้นถูกปกครองขึ้นตรงต่ออาณาจักรภุกาม และต่อมาก็ขึ้นตรงต่อเมืองน่าน ในสมัยต่อมาในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองทางอาณาจักรล้านนา ได้ขึ้นไปปราบการจลาจลแถบแคว้นสิบสองปันนา ทำให้เจ้าเมืองเหล่านั้น ได้พากันกวาดต้อนชาวไทลื้อจากสิบสองปันนาอยู่ในล้านนาจำนวนมาก อันเป็นยุคของ “การเก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง” ทำให้เมืองเชียงคำของเรา มีประชากรชนชาติพันธุ์ไทลื้อมีมากรองลงมาจาก คนพื้นเมืองดั้งเดิมคือชาวไตยวน นอกจากนั้นแล้ว เชียงคำของเรายังมีชนชาติพนธุ์หลายหลายรวมๆแล้ว มีอยู่ด้วยกัน 8 ชนชาติพันธุ์ด้วยกัน

อำเภอ เชียงคำ ได้ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาอย่างมากมาย และเรื่องราวหลายเรื่องราวได้สูญหายไปในสมัยที่ล้านนา ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ทำให้หลักฐานบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลายอย่างถูกทำลายไป หลังจากบ้านเมืองสงบ ก็เริ่มมีการพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่จวบจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประเทศไทยจัดระบบการปกครองแผ่นดินส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครั้งนั้น อำเภอเชียงคำอยู่ในแขวงน้ำลาว (รวมพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายอยู่ด้วย) พื้นที่ในเขตการปกครองของจังหวัดน่าน โดยมี เจ้าสุริยวงศ์ ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำแขวง ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ ณ วัดพระแก้ว บ้านเวียง ม.6 ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ ต่อมาทางราชการ ได้ยุบและปรับปรุงแขวงน้ำลาว โดยจัดเป็นบริเวณน่านเหนือ มีเขตการปกครองครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงคำ อำเภอปง จังหวัดพะเยา อำเภอเทิง และบางส่วนของอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงราย

ใน สมัยที่ประเทศชาติมหาอำนาจทางตะวันตก หรือในยุคที่ล่าอาณานิคม เข้ามาล่าเมืองขึ้นในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ในหลายๆประเทศ ได้ตกเป็นเมืองงขึ้น เช่น อังกฤษได้ยึดพม่าและแหลมมาลายูทางใต้ไว้เป็นเมืองขึ้น ชาวฝั่งเศสยึดญวน เขมรและประเทศลาวไว้ได้ ดังนั้น ทางสยามประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการปกครองประเทศเพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศ โดยที่มีลำดับเหตุการณ์เรียงตามปี พุทธศักราช ได้ดังนี้

พ.ศ. 2416 ได้เกิดคดีพิพาทในเรื่องการสัมปทานป่าไม้ ระหว่างคนในบังคับของอังกฤษกับเจ้านายในอาณาจักรล้านนา ซึ่งถือเป็นประเทศราชของสยาม รัฐบาลกลางของสยาม จึงได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการการปกครองล้านนาอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยในล้านนาสืบไป

พ.ศ. 2416 ได้ มีการเริ่มส่งข้าหลวงเข้ามาปกครองสามหัวเมืองหลัก  คือมาควบคุมดูแลเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ต่อมาขยายออกไปยังเมืองน่านและแพร่ เป็นข้าหลวงห้าหัวเมือง และได้พัฒนาตั้งให้เป็นหัวเมืองลาวเฉียง มณฑลลาวเเฉียง มณฑลตะวันนตกเฉียงเหนือ และมณฑลพายัพ

เมื่อปี พ.ศ. 2440 (ร.ศ.116) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการประกาศใช้ พรบ.ปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 กำหนดให้มีหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในหัวเมืองทั่วทุกมณฑล เทศาภิบาล

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงฉายพร้อมด้วยเจ้านายเมืองน่าน เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการเมืองน่าน ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441)

เมื่อปี พ.ศ. 2441 (ร.ศ. 117) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทย จัดระเบียบการปกครองแผ่นดินในภูมิภาคเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ครั้งนั้น อำเภอ เชียงคำแขวงน้ำลาว (รวมพื้นที่อำเภอเทิง อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย ใน ปัจจุบันด้วย) ขึ้นในเขตการปกครองของจังหวัดน่าน โดยมีเจ้าสุริวงศ์ ดำรง ตำแหน่งข้าหลวง ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ ณ บ้านเวียงพระแก้ว ปัจจุบันเป็นบ้านเวียง ม.6 ต.เวียง อ.เชียงคำ

เมื่อปี พ.ศ. 2442 (ร.ศ. 118) กระทรวงมหาดไทย ได้แบ่งเขตการปกครองเมืองน่านเป็น 8 แขวง คือ

1. แขวงนครน่าน
2. แขวงน้ำแหง
3. แขวงน่านใต้
4. แขวงน้ำปัว
5. แขวงขุนน่าน
6. แขวงน้ำของ มีเมืองคอบ เมืองเชียงลม เมืองเชียงฮ่อน และเมืองเงิน รวมอยู่ด้วย
7. แขวง น้ำอิง มีเมืองเชียงคำ เมืองเชียงแรง เมืองเทิง เมืองหงาว เมืองเชียงเคี่ยน เมืองลอ เมืองมิน รวมอยู่ด้วย มีที่ว่าการตั้งอยู่ที่เมืองเทิง
8. แขวงขุนยวม มีเมืองเชียงม่วน เมืองสะเอียบ เมืองสระ เมืองสวด เมืองปง เมืองงิม เมืองออ และเมืองควน รวมอยู่ด้วย

พ.ศ. 2443 ทางราชการได้ออกข้อบังคับ สำหรับการปกครองมณฑลพายัพ ร.ศ. 119 (พ.ศ.2443) กำหนดให้ใช้ พ.ร.บ. ลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (พ.ศ.2440) ในมณฑลพายัพทุกมาตรา เพียงแต่ให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งต่างๆ เป็น เจ้าสนามหลวง อำเภอเรียกเป็น แขวง, นายอำเภอ เรียกว่า นายแขวง, ตำบลเรียกว่า แคว้น, กำนันเรียกว่า นายแคว้น และผู้ใหญ่บ้านเรียกว่า แก่บ้าน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2445 (ร.ศ. 121) เกิด กบฎเงี้ยวเข้าปล้นราษฎรและทำลายทรัพย์สินทางราชการ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) แม่ทัพใหญ่ได้ส่งพระยาดัสกรปลาสเป็นแม่ทัพขึ้นมาปราบกบฎเงี้ยวถึงเมืองเชียง คำ เมื่อปราบกบฎเงี้ยวได้แล้ว พระยาดัสกรปลาส ได้เห็นที่ตั้งแขวงเมืองเชียงคำนั้นคับแคบเกินไป ไม่มีพื้นที่รองรับการขยายตัวของชุมชนได้ในอนาคต จึงได้ย้ายที่ว่าการแขวง มา ตั้ง ณ บ้านหย่วน ต.หย่วน อ.เชียงคำ อ.ปง จ.พะเยา อ.เทิง อ.เชียงของ จ.เชียงราย และเมืองคอบ (ปัจจุบันอยู่ในเขต สปป.ลาว) เข้าด้วยกัน พร้อมแต่งขุนพรานไพรีรณ ดำรงตำแหน่งข้าหลวงบริเวณน่านเหนือ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2445 (ร.ศ. 121) เจ้า พระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้สั่งให้กองทหารไปปราบพวกเงี้ยวที่เชียงคำ และให้กองทหารจากลำปาง ตีโอบจากพะเยาลงมา ส่วนเจ้าพระยาอนุชิตชาญชัยได้สั่งให้ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน คุมกำลังตำรวจนครสวรรค์ไปปราบเงี้ยวที่พะเยา

เมื่อปี พ.ศ.2446 (ร.ศ. 122) ได้มีการตั้งเขตปกครองพิเศษ ที่มีระดับอยู่ระหว่าง มณฑลกับจังหวัด เรียกว่า “บริเวณ” เชียงคำ อยู่ในบริเวณน่านเหนือ ประกอบด้วย เมืองเชียงของ, เมืองเทิง, เมืองเชียงคำ, เมืองเชียงแรง, เมืองเงิน, เมืองคอบ, เมืองเชียงลม และเมืองเชียงฮ่อน เนื่องจากนครน่านมีพื้นที่กว้างขวาง จึงได้รวมหัวเมืองสำคัญแบ่งออกเป็นบริเวณ คือ

1. บริเวณน่านเหนือ ประกอบด้วยแขวงน้ำอิง แขวงน้ำของ และแขวงขุนยวม
2. บริเวณน่านตะวันออก
3. บริเวณน่านใต้

 

พระยาพิศาลคีรี
นายอำเภอคนแรกของอำเภอเชียงคำ
คลิ๊กที่ภาพเพื่ออ่านประวัติท่าน

เมื่อปี พ.ศ. 2447 (ร.ศ.123) กระทรวงมหาดไทยได้ยกเลิกตำแหน่งข้าหลวง ตำแหน่งเจ้าเมือง ได้ยุบ บริเวณน่านเหนือ แบ่งพื้นที่ออกเป็นอำเภอ เชียงคำ อ.เทิง และ อ.เชียงของ ขึ้นอยู่เขตการปกครองจ.เชียงราย ซึ่งเป็น ชื่อมาจากบริเวณเชียงใหม่เหนือ ตั้งเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านเหมือนกันทั่วประเทศ จัดตั้งจังหวัดเชียงราย แขวงน้ำลาวถูกยุบและแยกเป็นเมืองเทิง และเมืองเชียงคำ เมืองเชียงคำมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับจังหวัดเชียงราย ตั้งเป็น “แขวงเชียงคำ” มีที่ว่าการอยู่ที่เมืองเชียงคำ ดูแลกิ่งแขวง เมืองปง และเมืองเทิง ตัดเมืองเชียงของให้ไปขึ้นต่อบริเวณพายัพเหนือ ตั้งพระยาพิศาลคีรี ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอเชียงคำเป็นคนแรก

พ.ศ. 2447 (ร.ศ. 123) สยาม ได้เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส บริเวณน่านเหนือ จึงถูกตัดแขวงน้ำของออกไป เหลือแต่แขวงน้ำอิง และแขวงขุนยวม ต่อมาได้รวบรวมเมืองต่างๆ เสียใหม่ทั้งสิ้นมีทั้งหมด 18 เมือง คือ

1. เมืองเชียงคำ 7. เมืองยอด 13. เมืองเม่จุน
2. เมืองเชียงแรง 8. เมืองสะเกิน 14. เมืองสะ
3. เมืองเทิง 9. เมืองออย 15. เมืองท่าฟ้า
4. เมืองเชียงของ 10. เมืองงิม 16. เมืองเชียงม่วน
5. เมืองลอ 11. เมืองควร 17. เมืองสะเอียบ
6. เมืองมิน 12. เมืองปง 18. เมืองสวด

พ.ศ. 2448 ด้วยหัวเมืองในลุ่มแม่น้ำของมีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ มีชายแดนเขตติดต่อกับอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่แยกกันขึ้นอยู่กับนครต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลกันมาก จึงจัดการให้มีการปกครองหัวเมืองในมณฑลพายัพในลุ่มแม่น้ำของเสียใหม่ โดยรวมหัวเมืองต่อไปนี้ ตั้งเป็นบริเวณพายัพเหนือ ได้แก่

1. บริเวณ เชียงใหม่เหนือมี 5 เมือง คือเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน เมืองฝาง เมืองฝาง เมืองเวียงป่าเป้า และเมืองหนองขวาง เป็นเมืองขึ้นของเมืองเชียงใหม่
2. บริเวณ น่านเหนือ ให้ตัดเมืองท่าฟ้า เมืองเชียงม่วน เมืองสะเอียบ เมืองสวด รวม 4 เมืองไปขึ้นกับแขวงนครน่าน คงเหลือเมืองในบริเวณน่านเหนือ 14 เมือง เป็นเมืองขึ้นของเมืองน่าน
3. บริเวณพะเยา ให้ตัดเมืองงาว ไปขึ้นตรงต่อนครลำปาง คงเหลือ 3 เมืองคือ เมืองพะเยา แขวงแม่ใจ และแขวงดอกคำใต้ เป็นเมืองขึ้นของนครลำปาง
4. เมืองพาน คงเป็นเมืองขึ้นของนครลำพูน

และ ทำการแต่งตั้งให้มีข้าหลวง ประจำบริเวณอยู่ที่เมืองเชียงราย มีอำนาจจัดและตรวจตราหัวเมืองดังกล่าว ให้ขึ้นตรงกับข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ แต่ยังคงสภาพเหมืองเหล่านี้ ให้เป็นเมืองขึ้นของนครต่างๆ ตามเดิมเพื่อไม่ให้เกิดกการต่อต้านจากเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ปกครอง

พ.ศ. 2449 เนื่องจากบริเวณน่านเหนือ ได้ถูกตัดไปรวมอยู่กับ บริเวณพายัพเหนือแล้ว กระทรวงมหาดไทย จึงได้ยกเลิกบริเวณน่านเหนือและตั้งเป็นเมืองเชียงคำ มีที่ว่าการอยู่ที่เมืองเชียงคำ ดูแลกิจการกิ่งแขวงเมืองปง และกิ่งแขวงเมืองเทิง ตัดเมืองเชียงของออกไป ให้ขึ้นตรงต่อบริเวณพายัพเหนือ

โดยมีราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 ตุลาคม ร.ศ. 125  (พ.ศ. 2449) เล่ม 23 หน้า 751

ด้วย พระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ มีใบบอกมายังกระทรางมหาดไทยให้นำความกราบบังคมทูลฯ พระกรุณาว่า “บริเวณน่านเหนือซึ่งได้ตัดไปรวมขึ้นอยู่ในบริเวณพายัพเหนือแล้วนั้น ควรจะเปลี่ยนวิธีการปกครองเสียใหม่ให้เหมาะกับพื้นที่และผู้คนพลเมืองต่อไป”

กระทรวงมหาดไทยได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งดังนี้ คือ

1. ยก เลิก กรมการบริเวณน่านเหนือเสียทั้งชุด และจัดตั้งกรมการแขวงขึ้นสำรับหนึ่งให้บังคับบัญชาการแขวงเชียงคำ ตั้งที่ว่าการแขวงอยู่ที่เมืองเชียงคำ เปลี่ยนนามบริเวณเป็นแขวงเชียงคำ
2. ตั้งกิ่งแขวงขึ้นที่เมืองปงแห่งหนึ่ง เมืองเทิงแห่งหนึ่ง ให้ขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของแขวงเชียงคำ
3. ตัดเมืองเชียงของออกจากแขวงเชียงคำให้ไปขึ้นตรงต่อบริเวณพายัพเหนือ เพื่อให้สะดวกแก่การบังคับบัญชาต่อไป
ศาลาว่าการมหาดไทย แจ้งความมา ณ. วันที่ 10 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ ศก 125
 
( ลงพระนาม )
ดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

พ.ศ. 2450 กระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดให้เปลี่ยนชื่อ ตำแหน่งการปกครองท้องถิ่นที่จากภาษาพื้นเมืองไปเป็นภาษาไทยเหมือนกันทั่วประเทศ คือ ให้คำว่า แก่บ้าน เปลี่ยนไปใช้คำว่า ผู้ใหญ่บ้าน, แคว้น กลับไปเป็นตำบล, นายแคว้นกลับไปใช้คำว่ากำนัน, แขวงกลับไปใช้เป็นอำเภอ, นายแขวงก็ใช้คำว่านายอำเภอ และบริเวณให้ใช้คำว่า จังหวัด

ดังนั้น แขวงเชียงคำ จึงเปลี่ยนเป็น อำเภอเชียงคำ แต่ทางราชการก็ยังเรียกว่า เมืองเชียงคำ อยู่ในสังกัดของจังหวัดพายัพเหนือ

ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 มิถุนายน 129 (พ.ศ. 2453)  เล่มที่ 27 หน้า 427

      แต่เดิมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เมืองเวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สาย เมืองเชียงคำ เมืองเชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัดเรียกว่าจังหวัดพายัพเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านี้มีความเจริญยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้เห็นว่า การที่จัดให้เป็นแต่เพียงจังหวัดไม่พอแก่ราชการ และความเจริญ สมควรจะเลื่อนชั้นการปกครองขึ้นให้สมกับราชการแลความเจริญในท้องที่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สวย เมืองเชียงคำ เมืองเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่าเมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ แลจัดแบ่งการปกครองเป็น 10 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเมืองเชียงแสน อำเภอเมืองฝาง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอเมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สวย อำเภอเมืองเชียงคำ อำเภอเมืองเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองจัตวาชั้นในที่ขึ้นกรุงเทพมหานครทั้งปวง แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระภักดีณรงค์ซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพายัพเหนือ เป็นผู้ว่าราชการเมืองเชียงราย รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป ฯ

ศาลาว่าการมหาดไทย
ประกาศมา ณ. วันที่ 9 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ ศก 129
( ลงพระนาม )
ดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

พ.ศ. 2453 กระทรวง มหาดไทย มีประกาศยกจังหวัดพายัพเหนือ ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า เมืองเชียงราย ประกอบด้วย 10 อำเภอ และอำเภอเชียงคำ อยู่ในเมืองเชียงราย

เมื่อปี พ.ศ. 2485 (ร.ศ.161) หลวงฤทธิ์ภิญโญ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงคำ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำจากฝั่งตะวันออกมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำลาว

Leader (28)

ก่อนปี พ.ศ.2514  บริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเชียงคำฝั่งตะวันออก เป็นจวนนายอำเภอหรือบ้านพัก นายอำเภอ อาคารทีสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2514 ปัจจุบันได้รื้อถอนและสร้างอาคารหลังใหม่ทางฝั่งแม่น้ำลาวติดต้นขะจาวแนว ขว้างถนนอย่างที่เราเห็นอยู่ปัจจุบันนี้

เมื่อปี พ.ศ.2514 พันตรีชอบ มงคลรัตน์ นายอำเภอเชียงคำ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำกลับมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำลาวอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยาขึ้น แบ่งเขตการปกครองจากจังหวัดเชียงราย โดยได้โอนอำเภอพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอเชียงม่วน และอำเภอเชียงคำ รวม 7 อำเภอ จัดตั้งเป็นจังหวัดพะเยา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2539 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกา แบ่งพื้นที่อำเภอเชียงคำเป็น กิ่งอำเภอภูซาง ประกอบด้วย 5 ตำบล คือ ตำบลสบบง ตำบลภูซาง ตำบลเชียงแรง ตำบลทุ่งกล้วยและตำบลป่าสัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกายกฐานะ กิ่งอำเภอภูซาง ขึ้นเป็น อำเภอภูซาง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550

Leader (27)
นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล
 นายอำเภอเชียงคำ
 (นายอำเภอคนปัจจุบัน พ.ศ. 2557)

* หมายเหตุ

พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 โดยให้มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 อย่างไรก็ตาม ได้มีการเลื่อนเวลาการบังคับใช้กฎหมาย 2 ครั้ง เพื่ออำนวยความการสะดวกแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งจะทำทะเบียนและสะดวกแก่ผู้ที่จะเลือกตั้งนามสกุล โดยพระราชบัญญัติได้บังคับใช้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458

เจ้า หลวงตุ้ย บุตรของสิบหมื่นอาจและเจ้านางปา ได้ปรึกษาวงศาคณาญาติว่า จะใช้นามสกุลอะไร เพื่อให้เป็นนามสกุล ต้นตระกูลสู่ลูกหลานเหลนสืบต่อไปในภายภาคหน้า

เจ้า หลวงตุ้ย ได้เสนอให้ใช้นามสกุล อาจปา ซึ่งเป็นชื่อของบิดาพระมารดา ญาติบางท่านก็เสนอให้ใช้ยศของท่าน คือ สิบหมื่นอาจ เป็นนามสกุล ญาติบางท่านก็เสนอให้ใช้นามสกุล พระดวงงาม (พระเจ้าคอ)

ส่วน ทางฝั่งของเจ้านางเกี้ยว ซึ่งเป็นหน้องของเจ้าหลวงตุ้ย เสนอให้ใช้นามสกุล วงศ์ทจักร ซึ่งก็หาข้อสรุปไม่ได้ เจ้าหลวงตุ้ยจึงตัดสินให้ว่า ใครต้องการใช้นามสกุลอะไรก็เลือกเอาตามความชอบตามความต้องการแล้วกัน

ทาง ฝ่ายเจ้าหลวงตุ้ย ให้วงศาคณาญาติใช้นามสกุล เป็นนามบิดามารดา นั่นคือ อาจปา พระดวงงาม และนามสกุล สิบหมื่นอาจ ส่วนทางฝ่ายเจ้านางเกี้ยว ได้ให้ญาติๆใช้นามสกุบ วงศ์ทจักร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวงศ์เจริญ ตามสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ เหตุเจ้าฟ้าวงศ์ทจักร ได้ทำการประหารพระเจ้าหลาน คือ ครูบาเจ้าดวงงาม ทำให้วงศ์ตระกูลดูไม่ดีนัก

ณ ปัจจุบันลูกหลานเจ้าเมืองเชียงคำเหล่านี้ ก็ได้ตั้งรกรากปักฐานอยู่ตามที่ต่างๆทั่วเมืองเชียงคำ ส่วนใหญ่จะอยู่แถวในเขตตำบลร่มเย็นและเจดีย์คำเป็นส่วนใหญ่ ที่พอสำรวจได้ในปัจจุบัน ก็จะเห็นจะมีญาติของเจ้าหลวงตุ้ย อาจปา ปู่น้อยจักร พระดวงงาม ปู่หลวงบุญลือ อาจปา คนบ้านดอนลาว ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ บ้านแม่กึ้ด หมู่ที่ 3 อ.แม่สอด จ.ตาก

ฝ่าย เจ้านางเกี้ยว มีบุตรธิดา 2 คน คือ แม่นางไย และปู่น้อยจักร แม่นางไขสมรสกับพ่ออุ่นเมือง มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คน คือ พ่อน้อยผัด พระดวงงาม แม่นางมู้ พระดวงงาม พ่อตุ้มเมือง วงศ์ทจักร์ (วงศ์เจริญ) พ่อตุ้มเมืองสมรสกับนำ (ปั๋น) สัญใจ

รวบรวมและเรียบเรียงโดย
ท.ทิวเทือกเขา
http://www.kasetsomboon.org
http://www.hugchiangkham.com

 

prathatdoikham1 (1)
พระธาตุดอยคำองค์เก่า
ติดตามอ่านข้อมูลและดูภาพเพิ่มเติมคลิ๊กที่ภาพได้เลยครับ
อีกที่มาหนึ่ง

ประวัติอำเภอเชียงคำ กว่าจะมาเป็นอำเภอเชียงคำ

ประวัติ อำเภอเชียงคำ กว่าจะมาเป็นอำเภอเชียงคำ มีทั้งหมด 11 ตอน โดยคุณพิทยา วงศ์ใหญ่ ปราชญ์ชาวบ้านอำเภอเชียงคำ ท่านเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของล้านนา และท่านเป็นผู้ค้นคว้าหาข้อมูลหรือหลักฐานเรื่องราวความเป็นมาของอำเภอเชียง คำ จากหลักฐานที่เป็นเอกสารทางราชการอย่างจริงจัง จนได้ประวัติอำเภอเชียงคำอย่างละเอียดถูกต้องมากที่สุด ผลงานการค้นคว้าของท่าน จึงนับว่า ท่านเป็นผู้ที่มีคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่ชาวเชียงคำเป็นอย่างยิ่ง และคุณพิทยา วงศ์ใหญ่ ท่านยังยินดี ให้นำประวัติอำเภอเชียงคำมาแชร์ เผยแพร่หรือให้เราบันทึกไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสืบต่อไป ในโอกาสฉลอง 111 ปีเชียงคำรำลึกนี้ ทางคุณพิทยา วงศ์ใหญ่พร้อมกับทางอำเภอเชียงคำและสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำจะได้จัดทำเป็น รูปเล่มชื่อ ” ตำนานเมืองเชียงคำ ” ไว้แจกจ่ายให้สถาบัน สถานศึกษา หน่วยงานต่างๆรวมทั้งประชาชนชาวเชียงคำทั้งมวลได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกอีก ด้วย

ประวัติอำเภอเชียงคำ กว่าจะมาเป็นอำเภอเชียงคำ

1. เชียงคำแต่เก่าก่อน

ใน ตำนานวัดพระธาตุดอยคำ และตำนานวัดพระนั่งดิน ซึ่งเป็นวัดสำคัญคู่เมืองเชียงคำกล่าวว่า ในอดีตมีเมืองในบริเวณนี้เมืองหนึ่งชื่อว่า ” เมืองชะราว ” หรือ ” เมืองพุทธรส ” เจ้าเมืองชื่อพระพญาคำแดงได้สร้างเจดีย์พระธาตุดอยคำประดิษฐานอยู่บนดอยสิง กุตตระ ซึ่งเป็นภูเขาเตี้ยๆ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเมืองเชียงคำปัจจุบัน เพื่อล้างบาปที่ได้ทำศึกฆ่าฟันผู้คนล้มตาย ส่วนตำนานวัดพระนั่งดินนั้นกล่าวไว้ตรงกันว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด สัตว์ที่เมืองพุทธรส ได้ประทับอยู่ที่ดอยสิงกุตตระ ทรงโปรดให้พญาคำแดงเจ้าเมืองปั้นรูปเหมือนของพระองค์ประดิษฐานไว้ ณ.เมืองนี้ ” เชียงคำ ” ตั้งอยู่บนที่ราบเล็กๆในลุ่มแม่น้ำลาว ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะมีภูเขาล้อมรอบ ด้านทิศตะวันออกเป็นเทือกเขาสูง ทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่บนเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆในลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำอิงมาแต่โบราณ เดิมเป็นเวียงขนาดเล็กมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 2 แห่งคือ ” เวียงหลวง ” ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำลาวครอบคลุมพื้นที่ของบ้านเวียง บ้านดอนไชย และบ้านดอนแก้วแห่งหนึ่ง และอีกแห่งหนึ่งคือ ” เวียงพระนั่งดิน ” ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำลาวครอบคลุมพื้นที่บ้านไชยพรม บ้านพระนั่งดิน บ้านคือและบ้านดอนแก้วบางส่วน เวียงเชียงคำเก่าทั้ง 2 แห่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตตำบลเวียง หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบกำหนดอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา แต่ ณ. ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวกับเชียงคำในช่วงนั้น

2. เชียงคำสมัยเป็นเมืองขึ้นของเมืองน่านในแดนล้านนาตะวันออก เจ้าของบ้านกับผู้มาใหม่

ประชากร ดั้งเดิมของเชียงคำเป็นชาวไตยวนหรือคนเมือง ทางการปกครองนั้นเชียงคำขึ้นอยู่กับเมืองน่าน ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญของล้านนาตะวันออก ปลายสมัยอยุธยาล้านนาซึ่งเป็นเมืองขึ้นของพม่าถูกเกณฑ์ทัพลงไปรบกับอยุธยา จึงสูญเสียกำลังคนไปมาก เมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่และลำปางลงไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ขอกองทัพมาช่วยขับไล่พม่าได้สำเร็จ จึงพยายามฟื้นฟูบ้านเมือง ช่วงนั้นในแคว้นสิบสองพันนาเพื่อนบ้านทางด้านทิศเหนือของล้านนาเกิดจลาจลและ มีสงครามกลางเมืองต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในปีพ.ศ.2348 ล้านนาจึงยกทัพไปกวาดต้อนชาวไตลื้อในสิบสองพันนาลงมาฟื้นฟูล้านนาตามนโยบาย ” เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ” โดยจัดทัพเป็น 2 ทาง ทางแรกคือทัพเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และแพร่ ยกขึ้นไปตีเมืองยอง เมืองเชียงตุง และหัวเมืองลื้อฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง ได้คนหนึ่งหมื่นเศษนำลงมาอยู่ในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแพร่ อีกทางหนึ่งคือทัพเมืองน่านและหลวงพระบาง ยกขึ้นไปตีเมืองหลวง เมืองภูคา เมืองมาง เมืองพง หัวเมืองลื้อฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง เมืองเชียงรุ้ง และเมืองเชียงแขง ได้คนสี่หมื่นห้าหมื่นเศษนำลงมาอยู่ในเขตเมืองน่าน สมัยต่อมาทัพเมืองน่านยังขึ้นไปตีหัวเมืองลื้ออีก 2 ครั้งคือ ในปีพ.ศ.2355 สมัยเจ้าสุมนเทวราช และในปีพ.ศ.2399 สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เป็นเจ้าผู้ครองนคร ในรัชกาลที่ 3 และ 4 ไตลื้ออพยพหนีสงครามกลางเมืองชิงอำนาจระหว่างเจ้านายลื้อด้วยกันในสิบสองพัน นา และหนีการปล้นสะคมของกองโจรจีนฮ่อเข้ามาอยู่ในเขตเมืองน่านอีกจำนวนมาก มีรายงานว่าในสมัยนั้นประชากรในดินแดนของเมืองน่านเป็นไตลื้อ 2 ส่วน ไตยวนและอื่นๆ 1 ส่วน เชียงคำเป็นเมืองหนึ่งที่ไตลื้อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่จำนวนมาก ทำให้เชียงคำกลายเป็นหัวเมืองสำคัญของเมืองน่านขึ้นมา ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯเจ้านครน่าน ได้สั่งให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่ชำรุดในหัวเมืองต่างๆในเขตเมืองน่าน สำหรับเมืองเชียงคำท่านได้เลือกบูรณะวัดพระธาตุสบแวนซึ่งเป็นวัดของชุมชนไต ลื้อ แสดงว่าฝ่ายปกครองของเมืองน่านได้ยอมรับและให้ความสำคัญแก่ไตลื้อผู้อพยพ เข้ามาใหม่ และมีนโยบายเกลี้ยกล่อมให้ไตลื้อกลายเป็นประชากรของเมืองน่านอย่างถาวรไม่ ต้องกลับไปสิบสองพันนาอีก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะที่การปกครองล้านนายังเป็นมณฑลลาวเฉียงอยู่นั้น เมืองน่านได้จัดการปกครองประชากร 2 กลุ่มใหญ่ในเชียงคำ โดยพวกลาวเฉียง ( ไตยวน ) ให้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการเมือง แต่พวกไตลื้อนั้นให้อยู่ในอำนาจและการบังคับของอาญามหาวงษ์ ( นายน้อย มหาวงษ์ ) ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้านายเมืองพงในแคว้นสิบสองพันนา อาญามหาวงษ์เป็นหัวหน้าควบคุมพวกไตลื้อในเมืองเชียงคำ เมืองเชียงม่วน เมืองท่าฟ้าและเมืองอิง

3.ไทยเข้ามาจัดการปกครองล้านนาและยกเลิกฐานะประเทศราชเชียงคำเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย

ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อสิ้นสงครามกับพม่าแล้ว ไทยต้องเผชิญกับลัทธิล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก อังกฤษยึดได้พม่าและมลายู ผรั่งเศสยึดญวน เขมร และลาว อังกฤษมีท่าทีสนใจล้านนาประเทศราชของไทยเพราะมีป่าไม้สักมูลค่ามหาศาล ไทยจึงต้องปกป้องล้านนา ต่อมาเกิดคดีพิพาทเรื่องสัมปทานป่าไม้ เจ้านายชั้นสูงเมืองเชียงใหม่แพ้คดี ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายให้คนในบังคับอังกฤษแต่มีเงินไม่พอ เพื่อป้องกันไม่ให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยในล้านนา รัฐบาลกลางที่กรุงเทพจึงให้ยืมเงินไปชำระหนี้ และถือโอกาสเข้ามาจัดการปกครองล้านนา โดยอาศัยสนธิสัญญาเชียงใหม่ที่ไทยลงนามกับอังกฤษในปีพ.ศ.2416 ไทบเริ่มส่งข้าหลวงสามหัวเมืองขึ้นมาควบคุมดูแลคือเมืองเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ในปีพ.ศ.2427 ขยายเป็น 5 หัวเมืองคือ เพิ่มเมืองน่านและเมืองแพร่ แล้วได้พัฒนาขึ้นมาเป็นหัวเมืองลาวเฉียงในปีพ.ศ.2442 มณฑลลาวเฉียงถูกจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาล ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช ล้านนาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย โดยมีข้าหลวงใหญ่มณฑลเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดแทนเจ้าผู้ครองนคร ในปีเดียวกันนี้ได้เปลี่ยนนามมณฑลใหม่เป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นชาวไทย เพราะคำว่าลาวมีลักษณะเชิงดูถูก แต่เนื่องจากชื่อใหม่มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือนี้ไม่ติดปาก ในที่สุดจึงเปลี่ยนเป็นมณฑลพายัพตามลำดับ

4. เชียงคำขึ้นอยู่กับแขวงน้ำอิง เขตนครเมืองน่าน

ใน รัชกาลที่ 4 และตอนต้นรัชกาลที่ 5 ไทยเสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคมชาวตะวันตกคือ ฝรั่งเศสและอังกฤษไปแล้ว 4 ครั้ง เพื่อรักษาเอกราชไทยจึงพยายามปรับปรุงการปกครองประเทศให้เรียบร้อย เข็มแข็งและทันสมัย โดยรวมอำนาจบริหารทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลาง นำระบบที่อังกฤษพัฒนาขึ้นเพื่อปกครองพม่ามาใช้ แบ่งอาณาจักรออกเป็นมณฑล มีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้ปกครองและจัดการเก็บภาษีโดยตรงแทนวิธีผูกขาดแบบเดิม เพื่อความเข้มแข็งทางการคลัง ในปีพ.ศ.2437 ได้โอนงานปกครองส่วนภูมิภาคให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว ในปีพ.ศ.2440 ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ทั่วราชอาณาจักร กำหนดจัดการปกครองแบ่งเป็นหมู่บ้านซึ่งเป็นหน่วยปกครองเล็กที่สุด ถัดขึ้นไปเป็นตำบลและอำเภอ เนื่องจากเจ้าผู้ครองนครเมืองน่านคือเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯมีอำนาจเข้มแข็ง และมีความจงรักภักดีต่อราชสำนักไทยอย่างมาก จึงสามารถจัดการปกครองได้อย่างรวดเร็ว ในปีพ.ศ.2442 พระยาศรีสหเทพ ( ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย ) ซึ่งขึ้นมาตรวจจัดราชการในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ พระยาสุนทรนุรักษ์ ( ข้าหลวงประจำเมืองน่าน ) เจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ ( เจ้านครเมืองน่าน ) และเค้าสนามหลวงเมืองน่านได้ประชุมตกลงกันแบ่งเขตการปกครองเมืองน่านออกเป็น 8 แขวง คือ 1.แขวงนครน่าน 2.แขวงน้ำแหง 3.แขวงน่านใต้ 4.แขวงน้ำปัว 5.แขวงขุนน่าน 6.แขวงน้ำของ ( มีเมืองคอบ เมืองเชียงลม เมืองเชียงฮ่อน เมืองเงิน ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ที่เมืองเชียงลม ) 7.แขวงน้ำอิง ( มีเมืองเชียงคำ เมืองเชียงแลง เมืองเทิง เมืองหงาว เมืองเชียงของ เมืองเชียงเคี่ยน เมืองลอ เมืองมิน ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ที่เมืองเทิง ต่อมามีการแต่งตั้งให้นายหนานมธุรศเป็นนายแขวงน้ำอิง พระยาพิพัฒน์นราสาร และนายทองดีเป็นรองแขวง ) 8.แขวงขุนยม ( มีเมืองเชียงม่วน เมืองสะเอียบ เมืองสะ เมืองสวด เมืองปง เมืองงิม เมืองออย เมืองควร ที่ว่าการแขวงตั้งอยู่ที่เมืองปง ) ในปีพ.ศ.2443 พระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลองมหาดไทยขึ้นไปตรวจจัดราชการในหัวเมืองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ประกาศการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น “ แขวง “ และ กรณีที่ท้องที่กว้างก็รวมตั้งเป็น “ บริเวณ “ ดังนี้

1) นครเชียงใหม่
1.1 บริเวณนครเชียงใหม่ มี 5 แขวงคือ แขวงนครเชียงใหม่ แขวงจอมทอง แขวงปิงใต้ แขวงขุนปิง แขวงแม่แตง
1.2 บริเวณเชียงใหม่เหนือ มี 5 แขวงคือ แขวงแม่กก แขวงแม่ลาว แขวงแม่ฝาง แขวงเชียงแสนหลวง แขวงเชียงแสนน้อย
1.3 บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก มี 1 แขวงคือ แขวงขุนยวม
2) นครลำปาง มี 3 แขวงคือ แขวงนครลำปาง แขวงแม่ลอง แขวงวังเหนือ
3)เมืองแพร่ มี 2 แขวงคือ แขวงแพร่ แขวงยมเหนือ
4)เมืองเถิน มี 1 แขวงคือ แขวงเถิน

สำหรับนครน่าน ได้จัดแบ่งการปกครองท้องที่เสร็จไปแล้วในปี พ.ศ.2442 เนื่อง จากล้านนามีระบบการปกครองและวัฒนธรรมเป็นของตนเองมายาวนาน เพื่อให้การปกครองระบบใหม่สอดคล้องกับประเพณีการปกครองในท้องถิ่น ในปีพ.ศ.2443 รัฐบาลไทยจึงได้ออก “ ข้อบังคับสำหรับการปกครองมณฑลพายัพ ร.ศ.119” กำหนดให้ใช้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ในมณฑลพายัพทุกมาตราแต่ให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งในการปกครองต่างๆที่เป็นภาษา ไทยให้เป็นภาษาพื้นเมืองเพื่อให้ราษฎรเข้าใจได้ง่าย คือ
ข้าหลวงเทศาภิบาล ให้เรียกว่า “ ข้าหลวงใหญ่ “
ผู้ว่าราชการเมือง ให้เรียกว่า “ เค้าสนามหลวง “
อำเภอ ให้เรียกว่า “ แขวง “
นายอำเภอ ให้เรียกว่า “ นายแขวง “
ตำบล ให้เรียกว่า “ แคว่น “
กำนัน ให้เรียกว่า “ นายแคว่น “
ผู้ใหญ่บ้าน ให้เรียกว่า “ แก่บ้าน “

5. หลังเหตุการณ์ใหญ่ กบฏเงี้ยว ย้ายเมืองเชียงคำ

ผล กระทบจากนโยบายรวมอำนาจและผลประโยชน์จากท้องถิ่นเข้าสู่ส่วนกลาง เจ้านายบุตรหลานในหัวเมืองล้านนาที่เคยมีมาแต่เดิมถูกจำกัดอำนาจลง จึงเกิดกระแสต่อต้านอำนาจรัฐจากส่วนกลางขึ้นในท้องถิ่น เช่น เกิดกบฏพระยาปราบสงคราม ( พญาผาบ ) ที่สันทรายเชียงใหม่ และแพร่กระจายไปทั่วล้านนา ในเมืองแพร่ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นในปีพ.ศ.2445 พวกกบฏเงี้ยวมาจากเมืองลองได้บุกเมืองแพร่เข้ายึดที่ทำการของราชการและฆ่า พระยาไชยบูรณ์ ข้าหลวงประจำเมืองแพร่พร้อมราชการจากส่วนกลางอีกหลายคน

รัฐบาล แต่งตั้งเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นแม่ทัพใหญ่ขึ้นมาปราบกบฏ พวกกบฏหนีจากเมืองแพร่ออกไปทางเมืองสองแล้วแบ่งเป็น 2 พวก พวกหนึ่งไปทางเมืองงาวเพื่อจะปล้นเมืองงาวแล้วเลยไปพะเยา อีกพวกหนึ่งไปทางเมืองสะเอียบ เมืองเชียงม่วน เมืองปง เมืองออย แล้วขึ้นมายังเชียงคำ แม่ทัพใหญ่ส่งพระยาดัษกรปลาศเป็นแม่ทัพนำกำลังทหารจำนวน 200 นาย ออกจากเมืองแพร่มาทางเมืองสองขึ้นมาปราบเงี้ยวเมืองเชียงม่วนและเมืองเชียง คำ เนื่องจากมีข่าวว่ามีพวกเงี้ยวที่เมืองเชียงของหลายร้อยคนได้รับการสนับสนุน จากฝรั่งเศสบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทางรัฐบาลวางแผนให้กองทหารจากลำปางตีโอบมาจากพะเยามาสมทบกับทัพจากเมืองแพร่ เมื่อทัพพระยาดัษกรปลาศเดินทางมาถึงเมืองสะเอียบในตอนเช้า มีกองกำลังของฝ่ายกบฎประกอบด้วย ส่างโปหัวหน้าเงี้ยวพร้อมเงี้ยว 30 คน นายไชยวงษ์หัวหน้าไตลื้อเมืองเชียงคำพร้อมลื้อ 50 คนและคนเมืองจากเมืองเงิน เมืองปง เมืองออย และเมืองเชียงม่วน 70 คน รวม 150 คน ยกเข้าตีทัพหน้าของพระยาดัษกรปลาศ แต่สู้ไม่ได้จึงล่าถอยเข้าไปตั้งรับอยู่ที่ท่าฟ้า ทัพพระยาดัษกรปลาศตามไปแต่ยังไม่ถึงท่าฟ้า พอดีร้อยเอกบุศย์นำกองทหารจำนวน 80 คนมาจากพะเยามาถึงท่าฟ้าก่อน พวกเงี้ยวและลื้อจำนวน 60 คน มีอาวุธครบมือเป็นกองหน้ายกกำลังไปสกัดทัพของรัฐบาลที่ดอยปู่ม่อม ( ภูมม ) ก่อนเข้าท่าฟ้า แต่ก็พ่ายแพ้ต่อทัพของทางรัฐบาล เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วรัฐบาลจึงกล่าวอ้างความชอบธรรมเข้ามาจัดการปกครองมณฑล พายัพ ได้สั่งปลดเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่ออกจากตำแหน่ง และค่อยๆยกเลิกระบบเจ้าผู้ครองนครทีละเมืองจนหมด

ระหว่าง เดินทัพขึ้นมาปราบกบฎเงี้ยวที่เมืองเชียงคำนั้น พระยาดัษกรปลาศเห็นว่าที่ตั้งเมืองเชียงคำที่ตำบลเวียงนั้นคับแคบไม่พอรอง รับการขยายตัวของชุมชน และที่ตำบลหย่วนมีไตลื้ออพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่จำนวนมาก มีพื้นที่กว้างขวางสามารถรองรับการขยายเมืองได้ หลังจากการจลาจลสงบลงจึงให้ย้ายเมือง จากตำบลเวียงมาตั้งใหม่ที่ตำบลหย่วน

6.เชียงคำขึ้นอยู่กับบริเวณน่านเหนือ

เนื่อง จากนครเมืองน่านมีพื้นที่กว้างขวาง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขาระยะทางระหว่างเมืองต่างๆอยู่ห่างไกล แม้จะเพิ่มเขตปกครองจากเดิม 8 เขตเป็น 13 เขตแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยได้ทั่วถึง จึงได้มีการรวมหัวเมืองต่างๆเข้าด้วยกันตั้งเป็นบริเวณ โดยเริ่มตั้งบริเวณน่านตะวันออกก่อน แล้วตามมาด้วยบริเวณน่านเหนือและบริเวณน่านใต้
บริเวณ น่านเหนือประกอบด้วย 1. แขวงน้ำอิง 2. แขวงน้ำของ 3. แขวงขุนยม เมืองเชียงคำจึงขึ้นอยู่กับบริเวณน่านเหนือ โดยมีขุนผลาญไพรีรณเป็นข้าหลวงบริเวณคนแรก พระยาอุตรการโกศลเป็นผู้ช่วยที่ 1 นายหนานมหาพรหมเป็นผู้ช่วยที่ 2 เนื่องจากฝรั่งเศสได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ( พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวปัจจุบัน ) ไปแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ.2436 บรรดาเจ้านายและผู้รักษาเมืองตามชายแดนเมืองน่านที่มีเขตติดต่อฝรั่งเศสส่วน ใหญ่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ฝรั่งเศสคอยยุยงให้เจ้านายและผู้รักษาเมืองเหล่านั้นให้เอาใจออกห่าง ทางการจึงมีนโยบายจะจัดรูปการปกครองบริเวณน่านเหนือใหม่ โดยจะเริ่มให้มีนายแขวงขึ้นที่เมืองเชียงคำแห่งหนึ่งมีเมืองขึ้นคือ เมืองเชียงแลง เมืองลอ เมืองงิม เมืองเชียงเคี่ยน เมืองเชียงของ และให้มีนายแขวงขึ้นที่เมืองคอบอีกแห่งหนึ่งมีเมืองขึ้นคือ เมืองเงิน เมืองเชียงลม เมืองเชียงฮ่อน แม้จะยังไม่ทันได้ดำเนินการตามนั้น เพราะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ต่อมา แต่จะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญแก่เชียงคำมากขึ้นกว่าเดิม แล้วเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีถัดมาคือในปีพ.ศ.2447 ไทยเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส บริเวณน่านเหนือจึงถูกตัดแขวงน้ำของออกไป คงเหลือแต่แขวงน้ำอิง และแขวงขุนยม จึงได้มีการจัดการการปกครองใหม่ รวบรวมเมืองต่างๆในบริเวณน่านเหนือแล้วแบ่งใหม่มีทั้งสิ้น 18 เมือง คือ 1. เมืองเชียงคำ 2. เมืองเชียงแลง 3. เมืองเทิง 4. เมืองเชียงของ 5. เมืองลอ 6. เมืองมิน 7. เมืองยอด 8. เมืองสะเกิน 9. เมืองออย 10. เมืองงิม 11. เมืองควร 12. เมืองปง 13. เมืองแม่จุน 14. เมืองสะ 15. เมืองท่าฟ้า 16. เมืองเชียงม่วน 17. เมืองสะเอียบ 18. เมืองสวด

ใน ด้านการศึกษาเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน เค้าสนามหลวงและพระชยานันทมุนี ( มหาพรหมเปรียญ 5 ประโยค วัดพระเชตุพน ) พระราชาคณะที่สังฆปาโมกข์เจ้าคณะใหญ่นครเมืองน่านได้ร่วมกันจัดการศึกษาและ ศาสนา โดยตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยขึ้นในเขตนครเมืองน่าน ตั้งโรงเรียนประถมวิทยาที่วัดช้างค้ำ และโรงเรียนอินทสรพิทยาคมที่วัดหัวเวียงเป็นลำดับแรก
ในเดือนเมษายน พ.ศ.2447 พระชยานันทมุนีได้ขึ้นมาตรวจการพระศาสนาในบริเวณน่านเหนือแล้วต่อมาจึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้นอีกรวม 4 แห่งคือ

1) โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นมูลที่วัดช้างค้ำ ให้พระวินัยธรรมยศเป็นอาจารย์ใหญ่
2) โรงเรียนที่เมืองสา ( อำเภอเวียงสาปัจจุบัน ) ให้นายบุญสอดเป็นครูใหญ่ นายก็เป็นครูรอง
3) โรงเรียนที่เวียงเหนือ ให้พระปลัดวงษ์เป็นครูใหญ่ นายเมืองเป็นครูรอง
4) โรงเรียนที่บริเวณน่านเหนือ ณ.เมืองเชียงคำ ให้นายขัติย์เป็นครูใหญ่
สำหรับ โรงเรียนที่บริเวณน่านเหนือ ณ.เมืองเชียงคำนั้น ได้มีแจ้งความของกระทรวงธรรมการแผนกกรมศึกษาธิการลงวันที่ 16 ธันวาคม ร.ศ.123 ( พ.ศ.2447 ) ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 21 หน้า 697 ความสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน ร.ศ.123 ขุนอุดรการพิสิฐ ผู้รั้งการแทนข้าหลวงบริเวณน่านเหนือพร้อมด้วยนายพันตรีหลวงยุทธการบัญชา ผู้บังคับการกองทหารบริเวณน่านเหนือกับนายขัติย์ครูได้เปิดโรงเรียนขึ้นใหม่ ที่วิหารวัดบ้านมางในบริเวณน่านเหนือ วันแรกมีนักเรียนมาเล่าเรียน 61 คน

โรงเรียน ใหม่แห่งนี้นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกในบริเวณน่านเหนือ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนบ้านหย่วน และในเดือนกันยายน ปีพ.ศ.2465 จอมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตเสนาบดีทหารบก ได้เสด็จตรวจราชการทหารในมณฑลฝ่ายเหนือ ได้พระราชทานนามโรงเรียนประจำอำเภอและตำบล โดยโรงเรียนบ้านหย่วนโรงเรียนประจำอำเภอเชียงคำ ได้รับพระราชทานนามว่า ” เชียงคำนาคโรวาท ” (ดังนั้นในปีพ.ศ.2558 โรงเรียนบ้านหย่วนเชียงคำนาคโรวาท จึงสถาปนาครบ 111 ปี)
จาก เอกสารดังกล่าวจะเห็นได้ว่าบริเวณน่านเหนือมีเมืองเชียงคำเป็นเมืองหลัก มีข้าราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารปฏิบัติการอยู่ประจำ ดังนั้นหากกล่าวถึงบริเวณน่านเหนือโดยทั่วไปแล้วย่อมหมายถึงเมืองเชียงคำ

7. เชียงคำขึ้นอยู่กับบริเวณพายัพเหนือ

หลัง จากเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสไปแล้วรัฐบาลเห็นว่าในมณฑลพายัพ นั้น หัวเมืองต่างๆในลุ่มแม่น้ำของ (เดิมเรียกว่าแม่น้ำของต่อมาเปลี่ยนมาเรียกว่าแม่น้ำโขงแทน ) ซึ่งประกอบด้วย
1) บริเวณเชียงใหม่เหนือ เป็นเมืองขึ้นของนครเชียงใหม่ มี 5 เมืองคือ 1.เมืองเชียงราย 2.เมืองเชียงแสน 3.เมืองฝาง 4.เมืองเวียงป่าเป้า 5.เมืองหนองขวาง
2) บริเวณน่านเหนือ เป็นเมืองขึ้นของนครน่าน มี 18 เมืองคือ 1.เมืองเชียงคำ 2.เมืองเชียงแลง 3.เมืองเทิง 4.เมืองเชียงของ 5.เมืองลอ 6.เมืองมิน 7.เมืองยอด 8.เมืองสะเกิน 9.เมืองออย 10.เมืองงิม 11.เมืองควร 12.เมืองปง 13.เมืองแม่จุน 14.เมืองสะ 15.เมืองท่าฟ้า 16.เมืองเชียงม่วน 17.เมืองสะเอียบ 18.เมืองสวด
3) บริเวณพะเยา เป็นเมืองขึ้นของนครลำปาง มี 4 เมืองคือ 1.เมืองพะเยา 2.แขวงแม่ใจ 3.แขวงดอกคำใต้ 4.เมืองงาว
4) เมืองพาน เป็นเมืองขึ้นของนครลำพูน
เมือง เหล่านี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่แยกกันขึ้นอยู่กับนครต่างๆซึ่งอยู่ห่างไกลทำให้เค้าสนามหลวง ( ผู้ว่าราชการเมือง ) ของนครนั้นๆไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง อีกทั้งเมืองเหล่านั้นมีชายแดนติดต่อและใกล้เคียงกันกับอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งคอยส่งคนเข้ามายุยงราษฎรให้เอาใจออกห่าง ในปีพ.ศ.2448 จึงให้จัดการปกครองหัวเมืองในมณฑลพายัพในลุ่มแม่น้ำของเสียใหม่ โดยรวมหัวเมืองต่อไปนี้ตั้งเป็น “บริเวณพายัพเหนือ” ได้แก่
1) บริเวณเชียงใหม่เหนือ มี 5 เมืองคือ เมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน เมืองฝาง เมืองเวียงป่าเป้า และเมืองหนองขวาง แต่ยังคงเป็นเมืองขึ้นของนครเชียงใหม่
2) บริเวณน่านเหนือ ให้ตัดเมืองท่าฟ้า เมืองเชียงม่วน เมืองสะเอียบ เมืองสวด รวม 4 เมือง ไปขึ้นกับแขวงนครน่าน เหลือเมืองในบริเวณน่านเหนือ 14 เมือง แต่ยังคงเป็นเมืองขึ้นของนครน่าน
3) บริเวณพะเยา ให้ตัดเมืองงาวไปขึ้นตรงต่อเมืองนครลำปาง คงเหลือ 3 เมืองคือ เมืองพะเยา แขวงแม่ใจ และแขวงดอกคำใต้ แต่ยังคงเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครลำปาง
4) เมืองพาน คงเป็นเมืองขึ้นของนครลำพูน

รัฐบาล ได้แต่งตั้งให้มีข้าหลวงประจำบริเวณอยู่ที่เมืองเชียงราย มีอำนาจจัดและตรวจตราหัวเมืองดังกล่าวให้ขึ้นตรงกับข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ
แต่ยังคงสภาพเมืองเหล่านี้ให้เป็นเมืองขึ้นของนครต่างๆตามเดิม เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจากเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ปกครอง

8.กำเนิดแขวงเชียงคำขึ้นมาแทนบริเวณน่านเหนือ

บริเวณน่านเหนือเมืองขึ้นของนครน่านถูกตัดไปรวมขึ้นอยู่กับบริเวณพายัพเหนือแล้วใน ปีพ.ศ.2449 กระทรวงมหาดไทยจึงจัดการปกครองบริเวณน่านเหนือใหม่ให้เหมาะสมดังนี้
1) ยกเลิกกรมการบริเวณน่านเหนือเสียทั้งชุด และจัดตั้งกรมการแขวงขึ้นสำรับหนึ่งให้บังคับบัญชาการแขวงเชียงคำ ตั้งที่ว่าการแขวงอยู่ที่เมืองเชียงคำ เปลี่ยนนามบริเวณเป็นแขวงเชียงคำ
2) ตั้งกิ่งแขวงขึ้นที่เมืองปงแห่งหนึ่ง เมืองเทิงแห่งหนึ่งให้ขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของแขวงเชียงคำ
3) ตัดเมืองเชียงของออกจากแขวงเชียงคำ ให้ไปขึ้นตรงต่อบริเวณพายัพเหนือเพื่อให้สะดวกแก่การบังคับบัญชาต่อไป
ดัง นั้นโดยคำสั่งฉบับนี้ถือว่าทางราชการได้นำนามว่า ” เชียงคำ ” มาเป็นชื่อเขตการปกครองที่ตั้งขึ้นใหม่ว่า ” แขวงเชียงคำ ” อย่างเป็นทางการและเต็มภาคภูมิ แม้ว่าเชียงคำจะเคยมีฐานะเป็นหัวเมืองหลักของบริเวณน่านเหนือมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เคยใช้นาม ” เชียงคำ ” เป็นชื่อของบริเวณหรือเขตปกครองใหญ่มาก่อน
จาก เมืองเล็กๆในแขวงน้ำอิง เพียง 7 ปี เมืองเชียงคำก็ผงาดขึ้นมาเป็นเมืองหลักของเขตปกครองที่ตั้งขึ้นใหม่และมี ฐานะเทียบเท่าบริเวณในชื่อว่า ” แขวงเชียงคำ “
อนึ่ง โดยข้อบังคับสำหรับการปกครองมณฑลพายัพ ร.ศ.119 แขวงเชียงคำ โดยฐานะการปกครองคืออำเภอเชียงคำ

9.แขวงเชียงคำกลายมาเป็นอำเภอเชียงคำ

ใน ปีพ.ศ.2451 กระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดให้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งการปกครองท้องที่จากภาษาพื้นเมืองไปเป็นภาษา ไทยเหมือนกันทั่วประเทศคือ แก่บ้านกลับไปเป็น ผู้ใหญ่บ้าน แคว่นกลับไปเป็นตำบล นายแขวงกลับไปเป็น นายอำเภอ และบริเวณให้เป็น จังหวัด ดังนั้นโดยคำสั่งฉบับนี้มีผลให้ ” แขวงเชียงคำ ” เปลี่ยนเป็น ” อำเภอเชียงคำ ” อย่างเป็นทางการ แต่ในเอกสารทางราชการก็ยังเรียกว่า ” เมืองเชียงคำ ” อยู่ในสังกัดของจังหวัดพายัพเหนือ ( บริเวณพายัพเหนือเดิม )

10.เชียงคำเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

ใน ปีพ.ศ.2453 กระทรวงมหาดไทยมีประกาศยกจังหวัดพายัพเหนือ ตั้งเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงราย รวมอยู่ในมณฑลพายัพ มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯให้ประกาศทราบทั่วกันว่า แต่เดิมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สวย เมืองเชียงคำ เมืองเชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัดเรียกว่าจังหวัดพายัพเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านี้มีความเจริญยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้เห็นว่าการที่จัดให้ เป็นแต่เพียงจังหวัดไม่พอแก่ราชการแลความเจริญ สมควรจะเลื่อนชั้นการปกครองขึ้นให้สมกับราชการแลความเจริญในท้องที่ จึงโปรดเกล้าให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สวย เมืองเชียงคำ เมืองเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงรายอยู่ในมณฑลพายัพ แลจัดแบ่งการปกครองเป็น 10 อำเภอคือ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเมืองเชียงแสน อำเภอเมืองฝาง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอเมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สวย อำเภอเมืองเชียงคำ อำเภอเมืองเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองจัตวาชั้นในที่ขึ้นกรุงเทพมหานครทั้งปวง แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระภักดีณรงค์ซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพายัพ เหนือ เป็นผู้ว่าราชการเมืองเชียงรายรับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป
ประกาศมา ณ. วันที่ 9 มิถุนายน ร.ศ.129

11.อำเภอเชียงคำในปัจจุบัน

เมื่อ ปี พ.ศ. 2485 (ร.ศ.161) หลวงฤทธิ์ภิญโญ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเชียงคำ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำจากฝั่งตะวันออกมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำลาว ก่อนปี พ.ศ.2514 บริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเชียงคำฝั่งตะวันออก เป็นจวนนายอำเภอหรือบ้านพัก นายอำเภอ อาคารทีสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2514 ปัจจุบันได้รื้อถอนและสร้างอาคารหลังใหม่ทางฝั่งแม่น้ำลาวติดต้นขะจาวแนว ขว้างถนนอย่างที่เราเห็นอยู่ปัจจุบันนี้
เมื่อ ปี พ.ศ.2514 พันตรีชอบ มงคลรัตน์ นายอำเภอเชียงคำ ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคำกลับมาตั้ง ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำลาวอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยาขึ้น แบ่งเขตการปกครองจากจังหวัดเชียงราย โดยได้โอนอำเภอพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอเชียงม่วน และอำเภอเชียงคำ รวม 7 อำเภอ จัดตั้งเป็นจังหวัดพะเยา
เมื่อ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2539 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกา แบ่งพื้นที่อำเภอเชียงคำเป็น กิ่งอำเภอภูซาง ประกอบด้วย 5 ตำบล คือ ตำบลสบบง ตำบลภูซาง ตำบลเชียงแรง ตำบลทุ่งกล้วยและตำบลป่าสัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539
เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกายกฐานะ กิ่งอำเภอภูซาง ขึ้นเป็น อำเภอภูซาง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550

ข้อมูลประวัติอำเภอเชียงคำ

คุณพิทยา วงศ์ใหญ่ ปราชญ์ชาวบ้านอำเภอเชียงคำ

ภาพ
1.สภาวัฒนธรรมตำบลเวียง (จากการออกเก็บข้อมูล ประวัติหมู่บ้าน ประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวบ้าน)
2.นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา แสนดี Admin รวมพลคนฮักเจียงคำ
3.เว็บไซต์ http://www.hugchiangkham.com/ ของนายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา แสนดี Admin รวมพลคนฮักเจียงคำ
4.คุณ Thiab Chiangkham

” ลดทิฐิมานะ มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคุณสมบัติคนเชียงคำ ตามอย่างพระเจ้านั่งดิน “

ผดุง ประวัง
ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเวียง
กรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ
เรียบเรียง

 

ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาตร์ที่ใช้ในการอ้างอิง ดังนี้
1. สภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ
2. จสอ.ประพล ประวัง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ
3. คุณพิทยา วงศ์ใหญ่ นักปราชญ์ท้องถิ่นเมืองเชียงคำ
4. อาจารย์ผดุง ประวัง ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเวียงและกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
5. คุณสงกรานต์ มาสุข (ท.ทิวเทือกเขา)
6. http://www.kasetsomboon.org (บ้านเกษตรสมบูรณ์)
7. http://www.hugchiangkham.com (รวมพลคนฮักเจียงคำ)
8. http://travel.upyim.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร)
9. http://www.bloggang.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร ถ.สิงหราช อ.เมือง จ.เชียงใหม่)
10. http://aortai.multiply.com (ประวัติศาสตร์ล้านนา: aortai)
11. http://www.baanjomyut.com (จังหวัดพะเยา:ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา)
12. http://gist.soc.cmu.ac.th (โครงการโบราณคดีภาคเหนือเฉลิมพระเกียรติ:จากยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนสู่สมัย ล้านนา บทที่หนึ่ง บทนำ:อุษณีย์ ธงไชย)
13. http://www.baanmaha.com (ที่มาอาณาจักรเมืองเชียงแสน:บ้านมหาดอทคอม:ญา ทิวาราช)
14. http://travel.upyim.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร)
15. http://www.sanyasi.org (ตำนานเมืองเชียงแสน:สันยาสี)

 

ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาตร์ที่ใช้ในการอ้างอิง ดังนี้
1. สภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ
2. จสอ.ประพล ประวัง ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ
3. คุณพิทยา วงศ์ใหญ่ นักปราชญ์ท้องถิ่นเมืองเชียงคำ
4. อาจารย์ผดุง ประวัง ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเวียงและกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
5. คุณสงกรานต์ มาสุข (ท.ทิวเทือกเขา)
6. http://www.kasetsomboon.org (บ้านเกษตรสมบูรณ์)
7. http://www.hugchiangkham.com (รวมพลคนฮักเจียงคำ)
8. http://travel.upyim.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร)
9. http://www.bloggang.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร ถ.สิงหราช อ.เมือง จ.เชียงใหม่)
10. http://aortai.multiply.com (ประวัติศาสตร์ล้านนา: aortai)
11. http://www.baanjomyut.com (จังหวัดพะเยา:ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา)
12. http://gist.soc.cmu.ac.th (โครงการโบราณคดีภาคเหนือเฉลิมพระเกียรติ:จากยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนสู่สมัย ล้านนา บทที่หนึ่ง บทนำ:อุษณีย์ ธงไชย)
13. http://www.baanmaha.com (ที่มาอาณาจักรเมืองเชียงแสน:บ้านมหาดอทคอม:ญา ทิวาราช)
14. http://travel.upyim.com (วัดพระสิงห์วรวิหาร)
15. http://www.sanyasi.org (ตำนานเมืองเชียงแสน:สันยาสี)

 

ช่วงนี้กำลังอัพเดทอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆเรื่อยๆทุกวันครับ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามรับชมนะครับ

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 
ลิงค์ หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
 1. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook 1. เทศบาลตำบลเชียงคำ facebook
2. ข้อมูลและประวัติอำเภอ facebook 2. เทศบาลตำบลเวียง facebook
3. สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ facebook 3. เทศบาลตำบลหย่วน facebook
4. เกษตรอำเภอเชียงคำ facebook 4. เทศบาลตำบลฝายกวาง facebook
5. กองพันทหารราบ ร.17 พัน 4 facebook 5. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น facebook
6. กองร้อย ตชด. 326  facebook 6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ facebook
7. พัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ facebook 7. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน facebook
8. นิคมสหกรณ์เชียงคำ facebook 8. องค์การบริหารฯ ตำบลเชียงบาน facebook
9. ห้องสมุดประชาชน facebook 9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว facebook
10. แขวงการทางเชียงรายที่ 2 facebook 10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง facebook
11. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 11. องค์การบริหารฯ ตำบลทุ่งผาสุุข facebook
12. ศาลจังหวัดเชียงคำ facebook 12. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
facebook
13. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พย.9
facebook 13. สโมสรโรตารี่เชียงคำ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 1. ศูนย์กู้ชีพ รพ.เชียงคำ
facebook
2. สาธารณสุขอำเภอเชียงคำ facebook 2. มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ facebook
3. รพ.สต. หย่วน facebook 3. คลีนิคหมอ facebook
4. รพ.สต. เวียง facebook 4. คลีนิคหมอ facebook
5. รพ.สต. เชียงบาน facebook 5. คลีนิคหมอ facebook
6. รพ.สต. น้ำแวน facebook 6. คลีนิคหมอ facebook
7. รพ.สต. ผาลาด facebook 7. คลีนิคหมอ facebook
8. รพ.สต. ฝายกวาง facebook 8. คลีนิคหมอ facebook
9. รพ.สต. แวนโค้ง facebook 9. คลีนิคหมอ facebook
10. รพ.สต. ทุ่งผาสุข facebook 10. คลีนิคหมอ facebook
11. รพ.สต. แม่ลาว facebook 11. คลีนิคหมอ facebook
12. รพ.สต. น้ำมิน facebook 12. คลีนิคหมอ
facebook
13. รพ.สต. จำบอน facebook 13. คลีนิคหมอ facebook
14. รพ.สต. สันปูเลย facebook 14. คลีนิคหมอ facebook
15. รพ.สต. ปางมดแดง facebook 15. คลีนิคหมอ facebook
16. รพ.สต. เจดีย์คำ facebook 16. คลีนิคหมอ facebook
17. รพ.สต. ร่มเย็น facebook 17. คลีนิคหมอ facebook
18. รพ.สต. หนองป่าแพะ facebook 18. คลีนิคหมอ facebook
19. รพ.สต. ปางถ้ำ facebook 19. คลีนิคหมอ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ หน่วยงานธนาคารและรัฐวิสาหกิจ อำเภอเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค facebook 1. บริษัทขนส่งจำกัด facebook
  2. การประปาส่วนภูมิภาค facebook 2. บริษัทสมบัติทัวร์ facebook
  3. องค์การโทรศัพท์ส่วนภูมิภาค facebook 3. บริษัทโชครุ่งทวีทัวร์ facebook
  4. ไปรษณีย์ไทย สาขาเชียงคำ facebook 4. บริษัทสยามเฟิร์สทัวร์ facebook
  5. บริษัท ทีโอที จำกัด facebook 5. บริษัทเชิดชัยทัวร์ facebook
  6. ธนาคาร ธกส. สาขาเชียงคำ facebook 6. บริษัทบุษราคัมทัวร์ facebook
  7. ธนาคาร ธกส. สาขาบ้านทราย facebook 7. บริษัทดอกคำใต้เดินรถ จำกัด facebook
  8. ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคำ facebook 8. บริษัท ก.สหกิจเดินรถ จำกัด facebook
  9. ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงคำ facebook 9. บริษัทบุญณัฐเดินรถ จำกัด facebook
  10. ธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส facebook 10. บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่งจำกัด facebook
  11. ธนาคารไทยพานิชย์ เชียงคำ facebook 11. บริการรถตู้ facebook
  12. ธนาคารกรุงเทพ สาขาเชียงคำ facebook 12. บริการรถโดยสาร facebook
  13. ธนาคารกรุงเทพ โลตัสเชียงคำ facebook 13. บริการรถมอเตอร์ไซค์ facebook
  14. ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคำ facebook 14. มูลนิธิต่างๆ facebook
  15. ไทยประกันชีวิต facebook 15. สถานีวิทยุ 96.50 คลื่นสีขาว facebook
  16. วิริยะประกันภัย facebook 16. สถานีวิทยุ คลื่น 94.0 ยักษ์ใหญ่
facebook
  17. สินเชื่อ facebook 17. สถานีวิทยุ คลื่น 103.25 ดวงดี
facebook
  18. สนง.สุดารัตน์ ประวัง ประกันชีวิต facebook 18. สถานีวิทยุ คลื่น 104.0 เชียงคำ
facebook
  19. ชมรมพลศึกษาและกีฬา facebook 19. สถานีวิทยุ คลื่น 89.0 สบายใจ
facebook
  20. บริษัทนิ่มซี่เส็งขนส่ง จำกัด facebook 20. วิทยุชุมชนพะเยา facebook
  21. บริษัทพีวีลิสซิ่ง จำกัด facebook 21. บริษัททวียนต์ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานทางด้านการศึกษา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
ที่ ตำบลหย่วน   ที่  ตำบลร่มเย็น  
1. โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม facebook 1. โรงเรียนบ้านสบสา facebook
2. ม.ราชภัฎเชียงราย วิทยาเขต facebook 2. โรงเรียนบ้านร่องส้าน facebook
3. โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ facebook 3. โรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็น facebook
4. โรงเรียนปิยมิตรวิทยา facebook 4. โรงเรียนบ้านปางถ้ำ facebook
5. โรงเรียนคุณากร facebook 5. โรงเรียนบ้านโจ้โก้ facebook
6. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 facebook 6. โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง facebook
7. โรงเรียนสาธิตวิทยาเชียงคำ facebook
8. โรงเรียนวัดหย่วนวิทยา facebook      
ที่  ตำบลเวียง   ที่  ตำบลอ่างทอง  
1. โรงเรียนบ้านพระนั่งดิน facebook 1. โรงเรียนบ้านจำบอน facebook
2. โรงเรียนบ้านปี้ facebook 2. โรงเรียนบ้านปางมดแดง facebook
3. โรงเรียนบ้านไชยพรม facebook 3. โรงเรียนบ้านสันปูเลย facebook
ที่  ตำบลน้ำแวน   ที่ ตำบลเจดีย์คำ
1. โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ facebook 1. โรงเรียนบ้านวังเค็มใหม่ facebook
2. โรงเรียนบ้านแวน facebook 2. โรงเรียนบ้านปัว facebook
3. โรงเรียนบ้านชัยชมภู facebook 3. โรงเรียนบ้านดอนลาว facebook
4. โรงเรียนบ้านผาลาด facebook 4. โรงเรียนบ้านร่องค้อม facebook
 ที่  ตำบลฝายกวาง    ที่  ตำบลแม่ลาว  
1. โรงเรียนบ้านฝายกวาง facebook 1. โรงเรียนบ้านทุ่งเย็น facebook
2. โรงเรียนบ้านปัวศรีพรม facebook 2. โรงเรียน่บ้านถ้ำผาลาด facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งหล่ม facebook 3. โรงเรียนบ้านน้ำมิน facebook
4. โรงเรียนบ้านแวนโค้ง facebook 4. โรงเรียนบ้านสบทุ facebook
5. วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ facebook 5. โรงเรียนบ้านแฮะ facebook
ที่ ตำบลเชียงบาน ที่ ตำบลทุ่งผาสุข
1. โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน facebook 1. โรงเรียนบ้านผาฮาว facebook
2. โรงเรียนบ้านปางวัว facebook 2. โรงเรียนบ้านหัวทุ่ง facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งมอก facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ สถานที่ท้องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. วัดพระธาตุดอยคำ facebook 1. อุทยานแห่งชาติภูซาง facebook
2. วัดพระนั่งดิน facebook 2. วัดแสนเมืองมา facebook
3. วัดนันตาราม facebook 3. ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ facebook
4. อนุสรณ์ผู้เสียสละ facebook 4. วัดพระธาตุสบแวน facebook
5. น้ำตกน้ำมิน facebook 5. ด่านชายแดนบ้านฮวก facebook
6. อ่างเก็บน้ำบ้านแฮะ facebook 6. ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด ปางถ้ำ facebook
7. อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ facebook 7. ถ้ำห้วยสา facebook
8. น้ำตกคะแนง facebook 8. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านห้วยสา facebook
9. ถ้ำห้วยน้ำดั้น รูปหน้าคน facebook 9. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม facebook
10. น้ำตกขุนลาว บ้านคะแนง facebook  10. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ facebook
11. ดอยผาขาม facebook 11. ภูอานม้า ต.ร่มเย็น facebook
12. น้ำตกห้วยเคียน facebook 12. ถ้ำตาถ้ำยาย ต.ร่มเย็น facebook
13. วัดพระธาตุขุนห้วยสวด facebook 13. ถ้ำบ้านวังถ้ำ ต.แม่ลาว facebook
14. ศูนย์หัตถกรรมไทลื้อทุ่งมอก facebook 14. แนวกำแพงเก่าบ้านเวียง facebook
15. กู่ผาแดงบ้านกอม ต.เวียง facebook 15. อ่างเก็บน้ำญวน facebook
16. วังตาด ต.ร่มเย็น facebook 16. วัดร้องเก่า facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ศูนย์จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. ศูนย์โอท็อป facebook
2. ศูนย์ฯวัดพระนั่งดิน facebook
3. ผ้าทอไทลื้อ บ้านทุ่งมอก facebook
4. กาละแมโบราณ facebook
5. ผักตบชวาและผ้าปักโครเช facebook

 

ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. บ้านร้อง  หมู่ที่ 1 facebook 16. บ้านบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 facebook
2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 facebook 17. บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 facebook
3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3 facebook 18. บ้านสบสา หมู่ที่ 18 facebook
4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 facebook 19. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 facebook
5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 facebook 20. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 facebook
6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6 facebook 21. บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21
facebook
7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 facebook 22. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
facebook
8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 facebook 23. บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนองห้า facebook
9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 facebook 24. บ้านใหม่เจริญสุข ขึ้นกับหมู่ 3 facebook
10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10 facebook 25. บ้านร้องขี้เป็ด ขี้นกับ หมู่ 1 facebook
11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 facebook 26. บ้านห้วยเคียน facebook
12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 facebook 27. บ้านห้วยปุ้ม (ถ้ำ,น้ำตก) facebook
13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 facebook 28. บ้านห้วยหอย facebook
14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 facebook 29. วิวยอดดอยผาขาม facebook
15. บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 facebook 30. เส้นทางปางถ้ำ-ผาแดงบน facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
             
  1. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 1 facebook 9. บ้านงุ้น facebook
  2. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 2 facebook 10. บ้านใหม่นันทะวงค์ facebook
  3. บ้านหย่วน facebook 11. บ้านกอม facebook
  4. บ้านมาง facebook 12. บ้านป่าแดด facebook
  5. บ้านดอนไชย facebook 13. บ้านทุ่งบานเย็น facebook
  6. บ้านแช่แห้ง facebook 14. บ้านเปื๋อยเปียง facebook
  7. บ้านแดนเมือง facebook 15. บ้านเชียงคำ facebook
  8. บ้านตลาด (วัดบุนนาค) facebook      
             

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปี้ หมู่ที่ 1 facebook 6. บ้านเวียง facebook
2. บ้านคือ facebook 7. บ้านพระนั่งดิน facebook
3. บ้านทราย facebook 8. บ้านดอนไชย facebook
4. บ้านล้า facebook 9. บ้านดอนแก้ว facebook
5. บ้านไชยพรม facebook 10. บ้านปี้ หมู่ที่ 10 facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านสนธิ์พัฒนา facebook
2. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 2 facebook 9. บ้านห้วยบง facebook
3. บ้านไคร้ป่าคา facebook 10. บ้านป่าแดงสามัคคี facebook
4. บ้านแม่ต๋ำ facebook 11. บ้านก้าวเจริญ facebook
5. บ้านผาลาด facebook 12. บ้านสันเวียงทอง facebook
6. บ้านชัยชุมภู facebook 13. บ้านชัยเจริญ facebook
7. บ้านแม่ต๋ำท่าข้าม facebook 14. บ้านแวนศรีชุม facebook
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านวังเค็มเก่า facebook 7. บ้านบุญยืน facebook
2. บ้านวังเค็มใหม่ facebook 8. บ้านดอนลาว facebook
3. บ้านใหม่ไพรสนธิ์ facebook 9. บ้านปิน facebook
4. บ้านปัวชัย facebook 10. บ้านร่องค้อม facebook
5. บ้านปุ facebook 11. บ้านอัมพร facebook
6. บ้านกว้าน facebook 12. บ้านบุญชัย facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านฝายกวาง facebook 10. บ้านทุ่งหล่มใหม่ facebook
2. บ้านปัว (แหลง) facebook 11. บ้านสันติสุข facebook
3. บ้านศรีพรม facebook 12. บ้านบัวนาคพัฒนา facebook
4. บ้านหนอง (ลื้อ)
</