เมนูหลัก
เรื่องล่าสุด
  ป่าหิมพานต์ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเขา หิมพานต์ หรือหิมาลายา (หิมาลัย) คำว่า “หิมาลายา” นั้นเป็นคำที่ มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่าสถาน ที่ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ภูเขาหิมพานต์ประดิษฐานอยู่ในชมพูทวีปมีเนื้อที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๐ ไมล์ หรือ ๑๖ กิโลเมตร) วัดโดยรอบได้ ๙,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด มีสระใหญ่ ๗ สระคือ ๑ สระอโนดาต ๒ สระกัณณมุณฑะ ๓ สระรถการะ ๔ สระฉัททันตะ ๕ สระกุณาละ ๖ สระมัณฑากิณี ๗ สระสีหัปปาตะ บรรดาสระใหญ่ทั้ง ๗ นั้น สระอโนดาตแวดล้อมไปด้วยภูเขาทั้ง ๕ ที่จัดเป็นยอดเขาหิมพานต์ ยอดเขาทุกยอด มีส่วนสูงและสัณฐาน ๒๐๐ โยชน์ กว้างและยาวได้ ๕๐ โยชน์ ในป่านี้เต็มไปด้วย สัตว์นานาชนิด ซึ่งล้วนแต่แปลกประหลาด ต่างจากสัตว์ที่เราๆรู้จัก บ้างก็ว่า สัตว์เหล่านี้เกิดจากจินตนาการของ จิตรกร ที่ได้สรรค์สร้าง ภาพต่างๆจาก เอกสารเก่าต่างๆmaphimalaiป่าหิมพานต์อยู่แห่งไหนตามตำนานกล่าวไว้ว่าป่า หิมพานต์ตั้งอยู่บนเขาหิมาลายาหรือหิมาลัย คำว่า “หิมาลายา” นั้นเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่าสถาน ที่ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ทางด้านภูมิศาสตร์หิมาลัยเป็น เทือกเขาในทวีปเอเชีย ประกอบไปด้วยเขาแนว ขนานหลายๆลูก และเป็นเทือกเขาที่มียอดเขาสูง ชัน กว่า ๓๐ ยอดเขามีความสูงเกิน ๗,๖๒๐ เมตร (๒๕,๐๐๐ ฟุต) โดยมียอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งสูงถึง ๘,๕๓๕ เมตร (๒๙,๐๒๙ ฟุต) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกความกว้างโดยเฉลี่ยของเทือกเขาหิมาลัยอยู่ ที่ประ มาณ ๒๐๐ กิโลเมตร เทือกเขาพาดเป็นแนวจากทิศ ตะวันออกไป ทิศตะวันตกถึงตอนกลางของประเทศ เนปาล และเป็นแนวจาก ทิศตะวันออก เฉียงใต้ไปทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือครอบคลุม อาณาบริเวณหลายประเทศจากอาฟกานิสถาน ปากีสถาน จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาณ บังคลาเทศ และสหภาพพม่า ภูมิอากาศของเทือกเขาหิมาลัยนั้นค่อนข้างจะคาดคะเนลำบาก แต่โดยรวมแล้วขึ้นอยู่กับระดับความสูง อุณหภูมิจะอยู่ในระดับต่ำ ในเขตภูเขาสูงและในเขต เนินเขาจะมีความชื้นสูง

จะ กล่าวถึงเรื่องพระสุธนนางมโนราห์ เรื่องมีอยู่ว่า ในกาลปางก่อน มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้า “อาทิตยวงศ์” ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ในเมืองปัญจาลนคร ท้าวเธอมีพระมเหสีทรงรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ทรงพระนามว่าพระนาง “จันทาเทวี” เมื่อพระเจ้าอาทิตยวงศ์ได้เสวยสุขในราชสมบัติอยู่กับพระนางจันทาเทวีไม่นาน นัก พระนางก็มีพระโอรสพระองค์หนึ่งมีบุญบารมียิ่งใหญ่ เมืองเวลาพระโอรสนี้ ประสูติบังเกิดขุมทองสี่ขุมขึ้นที่มุมปราสาททั้งสี่มุม เป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อพระราชบิดาทรงทราบเรื่องนี้ จึงตรัสว่า พระโอรสของพระองค์มีบุญบารมีมาก เปรียบปานดังท้าวสหัสนัยนเทวราช (อ่านว่า ” สะหัดสะไนยะนะเทวะราด” แปลว่า พระราชเทวดาผู้มีนัยน์ตาพันหนึ่ง ซึ่งไทยเรียกว่า ” ท้าวพันตา” หมายความว่า “พระอินทร์”) พระองค์ก็ให้ทำพิธีสมโภชพระโอรสอย่างเอกเกริก แล้วประทานพระนามว่า “พระสุธน” (สุ (ดี)+ธน (ทรัพย์) = สุธน แปลว่า มีทรัพย์ดี , มีทรัพย์ประเสริฐ เอาความว่ามีทรัพย์มาก) ราชกุมาร แต่กาลนั้นมา ฝ่ายพระสุธนราชกุมารนั้น เมืองทรงเติบโตขึ้น ทรงรูปโฉมงดงาม เป็นที่นิยมชมชื่นของชาวเมืองทั่วไป ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะเปรียบปานได้ และพระองค์พยายามศึกษาวิชายิงธนูได้เชี่ยวชาญไม่มีผู้ใดเท่าเทียมพระองค์

ดัง ได้สดับมา ในเมืองปัญจาละทางทิศตะวันออก มีสระอยู่แห่งหนึ่ง น้ำใสสะอาดเหมือนแก้วไพฑูรย์ ( ไพฑูรย์ แก้วสีเหมือนไม้ไผ่ ในตำราไทยกล่าวว่า มีรัศมีต่างๆ กันเป็นสายพาดไป ) พร้อมมูลหลายเหล่า และมีไม้ดอกต่างพรรณขึ้นอยู่ตามริมขอบสระนั้นเป็นที่น่าชื่นชมยิ่งนัก

prayanak

ยังมีพญานาคุตนหนึ่งชื่อว่า ชมพูจิตร ได้อาศัยอยู่ในสระนั้นเสมอทุกวัน ชาวเมืองได้เคยพากันไปทำการกราบไหว้บูชาพญานาคนั้นเสมอทุกๆปี และได้วิงวอนขอให้ช่วยทำให้บ้านเมืองบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารและข้าวปลา อาหารก็บริบูรณ์สมปรารถนา ทำให้ชาวเมืองนับถือพญานาคนั้นทั่วไป มีเมืองหนึ่งชื่อว่า มหาปัญจาละ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเมืองปัญจาละ เกิดข้าวยากหมากแพง พลเมืองได้ความลำบากมาก จึงได้พากันอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองปัญจาละ พระเจ้านันทราชผู้ครองเมืองมหาปัญจาละ เป็นพลเมืองของพระองค์ร่อยหรอน้อยไปทุกทีๆ จึงตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า ” ราษฎรของเราพากันไปอยู่ไหนจึงได้เบาบางไปดังนี้” พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ” พวกราษฎรทั้งหลายพากันอพยพไปอยู่เมืองปัญจาละ เพราะมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ซึ่งเป็นด้วยอำนาจพญานาคชื่อว่าชมพูจิตรช่วยคุ้มครองรักษา”

พระเจ้านันทราชทรงปรารถนาจะฆ่าพญานาคชมพูจิตรเสียจึงปรึกษากับพวกราษฎรว่า “เราจักฆ่าพญานาคนั้นด้วยอุบายอย่างไรดี” พวกราษฎรจึงกราบทูลว่า ” ขึ้นชื่อว่ามนุษย์สามัญด้วยกันแล้ว จะฆ่าพญานาคนั้นไม่ได้เลย นอกจากจะมีพราหมณ์ผู้มีมนตร์วิเศษ จึงจะฆ่าได้” พระเจ้านันทราชจึงได้ป่าวประกาศให้ พวกพราหมณ์มาประชุมพร้อมกันประมาณห้าร้อยคน และในจำนวนพราหมณ์เหล่านั้นเลือกพราหมณ์ผู้รู้มนตร์ได้คนหนึ่ง จึงมีรับสั่งแก่พราหมณ์นั้นว่า “เจ้าจงจับพญานาคนั้นมาให้เรา จะจับเป็นหรือจับตายก็ตาม ถ้าได้มาแล้ว เราจะแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง”

พราหมณ์ได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็ยินดีรับอาสา พลางถวายบังคมลารีบไปที่สระนั้น คิดว่าจักพักอยู่สักคืนหนึ่งก่อน ต่อรุ่งเข้าทำพิธีจับ ในตอนเย็นวันนั้น ได้ทดลองทำพิธีดู เพื่อให้รู้อำนาจของมนตร์ว่าจะขลังหรือไม่ จึงบวนปากให้สะอาดแล้วนุ่งผ้าขาวยืนถือหญ้าคามือซ้าย มือขวาชี้ไปที่สระ พลางร่ายมนตร์เป่าลงไปในสระ ทันใดนั้น น้ำในสระที่ใสก็กลับขุ่นเป็นควัน ด้วยอำนาจมนตร์ที่ตนเป่าลงไป จึงดีใจหยุดเป่ามนตร์ แล้วนอนพักอยู่ที่นั่นพอรุ่งเช้า พราหมณ์นั้นก็ไปเที่ยวหายาเพื่อประกอบกับมนตร์ในป่าต่อไป

ส่วนพญานาคทราบเรื่องว่า พราหมณ์นั้นพยายามจะทำร้ายตนพอรุ่งเช้า ก็แปลงเป็นเพศพราหมณ์แอบอยู่ที่ขอบสระ ขณะนั้นมีนายพรานผู้หนึ่ง ชื่อว่า บุณฑริก (บุณฑริก อ่านว่า บุน-ดะ-ริก แปลว่า บัวขาว แต่เราเรียก พรานบุน) ได้เดินหาเนื้อมาทางขอบสระนั้น เมื่อพญานาคผู้แปลงเป็นพราหมณ์เห็นเข้าจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วกล่าวปราศรัยว่า “ดูก่อนพ่อพราน ตัวเรานี้มาคอยดูพราหมณ์เข้าเสกมนตร์ ก็ท่านมาแต่ไหนและมีกิจธุระอะไรกับเขาด้วย จึงได้มาถึงที่นี่” นายพรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพราน ไม่มีกิจธุระอะไร นอกจากจะมาหาเนื้อเท่านั้น”

พราหมณ์ แปลงจึงถามว่า “ท่านเป็นคนชาวเมืองปัญจาละ และเมืองปัญจาละนั้นมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ดีหรือประการใด” พรานบุณฑริกจึงตอบว่า “เมืองเราข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ดี ด้วยอำนาจพญานาคชมพูจิตรช่วยพิทักษ์รักษา”

พราหมณ์ แปลงจึงกล่าวด้วยความสลดใจว่า “บัดนี้จะมีผู้มาทำอันตรายแก่พญานาค ผู้มีบุญคุณแก่บ้านเมืองของท่านเสียแล้วท่านจะทำประการใด” นายพรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ผู้ ที่ทำอันตรายแก่พญานาคชมพูจิตรนั้น ได้ชื่อว่าได้ทำอันตรายแก่ชาติบ้านเมืองของข้าพเจ้าโดยแท้ถึงเขาจะมีกำลัง กล้าหาญสักปานใด ข้าพเจ้าก็ต้องขอต่อสู้โดยไม่คิดแก่ชีวิต พยายามตัดศรีษะผู้นั้นเสียให้ได้ด้วยความกตัญญูต่อชาติบ้านเมืองของ ข้าพเจ้า”

พราหมณ์ แปลงจึง พูดต่อไปว่า “เรา ขอบอกความจริงแก่ท่านตัวเรานี้คือพญานาคชมพูจิตร บัดนี้พราหมณ์คนหนึ่งจะมาทอันตรายแก่เรา ท่านจงช่วยฆ่าพราหมณ์นั้นเสีย ถ้าท่านไม่ช่วยป้องกันชีวิตเราในครั้งนี้แล้ว เราจะต้องบรรลัยเพราะมือพราหมณ์นั้นเป็นแน่” แล้วพญานาคจึงบอกอุบายแก่พรานว่า “ท่าน จงไปซุ่มอยู่ที่ชายป่า เมื่อเห็นพราหมณ์มาร่ายมนตร์และเป่ายาลงไปในสระ แต่พอท่านเห็นน้ำขุ่นขึ้นมาเมื่อใด ท่านจงเอาธนูยิงให้ถูกพราหมณ์นั้นแต่อย่าให้ตายแล้วท่านจงรีบเดินออกจากพุ่ม ไม้ไปจิกผมพราหมณ์นั้นกระชากขึ้นแล้วเงื้อดาบทำท่าจะฟัน พลางพูดขู่ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ชั่วร้าย จงคลายมนตร์เสียเดี๋ยวนี้ ถ้าเจ้าไม่คลายมนตร์แล้ว เราจักฆ่าเสียให้ตาย”

นายพรานบุณฑริกจึงถามว่า “ข้าแต่นาคราช ข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า เขาคลายมนต์แล้วหรือยัง” พญานาคจึงกล่าวว่า “ถ้าเขาคลายมนตร์แล้วน้ำในสระนั้นจะหายขุ่นเป็นควันกลับเป็นน้ำใสดังเดิม เมื่อท่านเห็นน้ำใสเป็นปกติแล้วเมื่อใดท่านจงตัดศรีษะพราหมณ์นั้นเสียในภาย หลัง”

ครั้น พญานาคบอกอุบาย ให้พรานนั้นแล้วก็ไปยังพิภพ (พิภพ ที่อยู่ มักใช้สำหรับที่อยู่ของพญานาค ซึ่งเล่าว่าอยู่ใต้แผ่นดินอันเป็นท้องทะเลลงไปอีกทีหนึ่ง เรียกว่า นาคพิภพหรือชั้นบาดาลแต่พิภพของพญานาคที่กล่าวนี้ คงหมายถึงใต้แผ่นดินก้นสระนั่นเอง) ของตน

ฝ่าย พรานบุณฑริกก็ ไปแอบซ่อนอยู่ตามคำพญานาคพอพราหมณ์นั้นได้ยาแล้ว นำเครื่องพลีมาที่สระนั้นแล้ว จึงทำพิธีร่ายมนตร์และพ่านยาลงไปในสระ ขณะนั้นน้ำก็เกิดเป็นควันลุกเป็นเปลวไฟ พรานบุณฑริกได้เห็นดังนั้นจึงยิงธนูไปถูกพราหมณ์นั้นล้มลงแล้ววิ่งตรงไปจิก หัวพราหมณ์ไว้และเงื้อดาบขึ้นทำท่าจะฟันพลางพูดขู่ว่า “คน ชาติชั่ว พญานาคราชผู้นี้เป็นเทวดาผู้มีบุญคุณของเราเจ้าจะมาทำร้ายเขาทำไม่ จงรีบคลายมนตร์โดยเร็ว หาไม่เราจะฟันศรีษะเจ้าด้วยดาบนี้”

พราหมณ์ นั้นกลัวความตายเป็นกำลังจึงรีบคลายมนตร์ออกทันใด เมืองพรานบุณฑริกเห็นน้ำใสหยุดนิ่งเป็นปกติแล้ว จึงเอาดาบตัดศรีษะพราหมณ์นั้นตาย ณ ที่นั้น เมื่อชมพูจิตรนาคราชได้พ้นภัยดัง นั้นแล้วก็มีความยินดีรีบขึ้นมาหาพรานบุณฑริกพาไปยังนาคพิภพแล้วทำสักการ บูชาพรานนั้นครบเจ็ดวัน เมื่อพาพรานมาส่งได้ให้แก้ววิเศษดวงหนึ่งครั้นพามาถึงที่ขอบสระแล้วสั่งว่า “ถ้าท่านาจะต้องการพบเรา จงมา ณ ที่นี้ และตั้งใจนึกถึงนาคที่เฝ้าประตูของเรา แล้วนาคเฝ้าประตูนั้นจักพาท่านไปหาเรา” ส่งเสร็จแล้วจึงบอกหนทางให้กลับบ้าน พลางให้พรว่า “ขอท่านจงไปดีเถิด คงได้พบบุตรภรรยาและญาติมิตรของท่างจงเลี้ยงดูกันอยู่เป็นสุขสำราญเถิด” นายพรานบุณฑริกก็ลากลับมาถึงบ้านของตนโดยความสวัสดี

ต่อ มาวันหนึ่ง นายพรานบุณฑริกเที่ยวแสวงหาเนื้อในป่าได้ไปพบอาศรม (กุฏิฤาษี , ศาลาที่ฤาษีอยู่ บางทีก็เรียก อาศรมบท (อ่าน อา-สม-มะบด)) ของพระฤาษีชื่อว่า กัสสป จึงเอาธนูวางไว้แล้วตรงเข้าไปกราบไหว้พระฤาษี พระฤาษีจึงกล่าวปราศรัยว่า “ชะรอยท่านจะมาแต่ไกลไม่มีเพื่อน มาคนเดียวดังนี้จะมีประสงค์สิ่งใดหรือ” พรานบุณฑริกจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าเที่ยวหาเนื้อ มาพบอาศรมของพระผู้เป็นเจ้าเข้า ก็แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน หาได้มีธุระสิ่งใดไม่” กล่าวดังนั้นแล้วกราบลาพระฤาษีออกเดินเที่ยวหาเนื้อต่อไป เดินไปมิช้าก็ได้เห็นป่าแห่งหนึ่งเป็น ที่รื่นรมย์ มีร่มไม้ล้วนไปด้วยต้นแคฝอย ดูงามตา ที่กลางบริเวณป่านั้น มีสระสี่เหลี่ยม มีน้ำเต็มเปี่ยมและสะอาดดี มีบังเบญจพรรณ (เบญจพรรณ แปลว่า ห้าชนิด แต่ที่จริงหมายความว่าหลายชนิดหรือชนิดต่างๆ เช่น ไม้เบญจพรรณ ก็หมายความว่า ไม้ชนิดต่าง ๆ เท่านั้นหาได้จำกัดว่าต้องมีห้าชนิดตามความแปลไม่) ขึ้นอยู่เกลื่อนกลาด มีดอกตูมบานสีต่างๆ ตามขอบสระมีดอกไม้ เช่น จำปา จำปี เป็นต้น ขึ้นอยู่รอบ นายพรานเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงกลับเข้าไปถามพระฤาษีแล้วถามว่า “ข้าพเจ้า คิดฉงนสงสัยนักทำไม่สระที่กลางป่าช่างงามหนักหนา มีไม้ดอกต่างๆ ขึ้นอยู่รอบน่าจะเป็นมนุษย์เทวดาจัดสรรค์สร้างไว้กระมัง ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังสักหน่อยเถิด”

พระ กัสสปฤาษีจึงบอกว่า “ป่า นั้นใครจะได้สร้างไว้เราหารู้ไม่เห็นมีอยู่อย่างนี้ก่อนเรามาอยู่ เคยมีหมู่กินนรมาเล่นในสระนั้นเสมอ ถ้าท่านอยากดูจงไปยืนแอบอยู่ริมสระ ก็จักได้ชมเล่นเป็นขวัญตา” นายพรานได้ฟังดังนั้นก็ดีใจไปแอบซุ่มข้างพุ่มไม้ริมขอบสระ บังเอิญวันนั้นเป็นวันพระกลางเดือน ฝูงนางกินนรเคยมาเล่นน้ำที่สระในป่านั้นเสมอ

manora2

จะกล่าวถึงนางกินนรี ตามตำนานเล่าว่า นางมโนราห์เป็นธิดาองค์เล็กของท้าวทุมราชผู้เป็นพระยากินนร นางมีพระพี่นางอีกหกองค์ล้วนมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน งดงามยิ่งกว่านางมนุษย์ รูปร่างหน้าตาของพวกเขาเหมือนมนุษย์แต่มีปีกและหางที่ถอดออกได้ เมื่อใส่ปีกใส่หางแล้วกินนรก็สามารถบินไปยังที่ต่าง ๆ ได้
ขณะ นั้นนางกินนรทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นธิดาของท้าวทุมราชตั้งบ้านเมืองอยู่ที่เขาไกลาส ได้พาบริวารพันหนึ่งบินมาทางอากาศครั้นถึงสระในป่านั้นก็พากันลงเล่นน้ำ บ้างว่ายบ้างดำบ้างก็รำและขับร้องตามสบาย

ครั้นเวลาบ่ายฝูงนางกินนร ชวนกันบินกลับ เมื่อนายพรานบุณฑริกได้เห็นก็เกิดความพิศวงยิ่งขึ้น เพราะแต่ก่อนตนไม่เคยเห็นจึงรำพึงในใจว่า “นางกินนรเหล่านี้งามนักหนา ถ้าเราได้นำไปถวายพระสุธนกุมารแล้ว ท้าวเธอคงโปรดปรานหาน้อยไม่” คิดแล้วก็กลับมาหาพระฤาษีอีก ถามว่า “ข้า แต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้ไปเห็นผูงนางกินนรที่ลงเล่นน้ำในสระนั้นเกิดมีความพอใจยิ่งนัก ทำไฉนจักจับไปถวายเจ้านายข้าพเจ้าได้ ขอได้โปรดบอกอุบายให้ข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด”

พระ ฤาษีจึงตอบว่า “ไม่มีอุบายอันใดที่จะจับนางกินนรเหล่านี้ได้ดอก นอกจากจะจับด้วยนาคบาศ (นาคบาศ แปลว่า บ่วงพญานาค หมายความว่า เอาพญานาคเป็นบ่วงมัดจับเอา เช่น แผลงศรนาคบาศก็หมายความว่า แผลงศรไปเป็นพญานาคให้มัดข้าศึก) เท่านั้น”

นาย พรานจึงถามว่า “นาคบาศนั้นมีอยู่ไหน ทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจะรู้จัก” พระฤาษีจึงตอบว่า ” นาคบาศนั้นเป็นของพญานาคอยู่โลกบาดาล (บาดาล ซึ่งกล่าวกันว่าตั้งอยู่ใต้พื้นแผ่นดิน เป็นที่อยู่ของพญานาคหรือ ยมโลก คือนรก ) ถ้าใครสามารถนำเอามาได้ ผู้นั้นคงจักได้นางกินนรเป็นแม่นมั่น” เมื่อนายพรานได้ฟังดังนั้น ก็ระลึกถึงพญานาคาชมพูจิตร
ฝ่ายนาคที่เป็นนายประตูตู้วารจิตของนายพรานจึงนำไปหาพญานาค พญานาคาจึงถามว่า “ท่านมีกิจธุระสิ่งใดหรือ จึงมาหาข้า”

นาย พรานบอกว่า ” ข้าพเจ้ามาหาท่านนี้หวังจะขอยืมนาคบาศสักหน่อย” พญานาคจึงกล่าวว่า ” เราให้ไม่ได้เป็นการจนใจนัก เพราะเป็นของคู่ชีวิต ถ้าพญาครุฑจะมาจับเรา เราถือว่านาคบาศนี้ไว้ พญาครุฑก็จับเราไม่ได้”

นาย พรานจึงอ้อนวอนว่า “ขอท่านได้กรุณาเถิด เมื่อเสร็จกิจแล้ว ข้าพเจ้าจะนำเอามาส่งโดยเร็ว” พญานาคจึงคิดว่า นายพรานผู้นี้ได้ช่วยชีวิตเราไว้ จำจะต้องให้เพื่อสนองคุณเขา คิดแล้วก็ส่งนาคบาศให้นายพราน

เมื่อ นายพรานได้รับบ่วงนาคแล้วก็ดีใจ แสดงความขอบใจพญานาคเป็นอันมาก ครั้นแล้วพญานาคก็พานายพรานขึ้นมาส่งยังขอบสระ แล้วกลับไปยังสำนักตน ส่วนนายพรานนั้นได้นาคบาศแล้วดีใจ รีบไปยังสระที่นางกินนรเคยอาบน้ำ เข้าไปแอบซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้สระนั้น คอยดูนางกินนรเหล่านั้นอยู่

ครั้นได้เวลา นางกินนรทั้งเจ็ดผู้เป็นธิดาท้าวทุมราช ก็พาบริวารสวมปีกหาง บินทะยานจากเขาไกลาสมาทางอากาศ ครั้นถึงสระโบกขรณี ก็เปลื้องเครื่องประดับและปีกหางลงวางไว้ ต่างพากันลงไปเล่นน้ำในสระนั้นด้วยความสำราญเหมือนอย่างเคยฝ่ายนายพรานผู้ แอบอยู่ เห็นได้โอกาส จึงค่อยย่องออกจากพุ่มไม้แล้วขว้างนาคบาศบงไปกลางฝูงนางกินนร บ่วงนาคนั้นเฉพาะไปคล้องมือนางมโนรา (มโนหรา อ่าน มะ-โน-รา แปลว่า ยั่ว, งามหรือต้องอารมณ์เรามักเขียนเพี้ยนไปเป็น มโนห์รา ชาวใต้เรียก โนรา) ไว้แน่น จะดึงสักเท่าไรก็ไม่หลุด
ฝ่าย นางกินนรนอกนั้น เห็นพรานป่าทำดังนั้นตกใจกลัว รีบขึ้นมาแต่งตัวบินหนีขึ้นบนอากาศ เมื่อเห็นนางมโนราติดนาคบาศอยู่ในสระ ดังนั้น ต่างก็บินวนเวียนอยู่บนอากาศด้วยความห่วงใย เมื่อไม่เห็นอุบายที่จะช่วยนางได้แล้ว ก็พากันร้องให้แซ่ไปในอากาศและพิไรรำพันต่างๆ พลางพากันบินกลับไปทูลพระราชบิดา ณ เขาไกลาสโดยรีบร้อน

ครั้นถึงเขาไกลาสแล้ว รีบขึ้นเฝ้าท้าวทุมราชผู้เป็นพระราชธิดาพากันร้องให้แล้วกราบทูลว่า เมื่อพวกหม่อมฉันพากันไปเล่นน้ำที่สระในป่าซึ่งเคยเล่น มีพรานป่าคนหนึ่ง จับเอานางมโนหราไปได้ด้วยอาการอันน่ากลัว เหมือนดังเสือจับเนื้อในป่าก็ปานกัน เหลือความสามารถที่พวกหม่อมฉันจะช่วยได้ทูล แล้วก็ร้องให้รำพันด้วยประการต่างๆ พระเทวีมารดาเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นได้ทรงฟังก็ทรงตกตะลึง ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้อนพระทรวง พลางทรงกันแสงร่ำรักอย่างน่าสงสาร ทรงรำพันว่า “โอ้! มโนหราลูกรักของแม่ ตั้งแต่นี้แม่จะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า เฝ้าแต่ระลึกถึงเจ้าทุกเช้าเย็น ไม่ช้าอกของแม่จะชอกช้ำระกำตายเป็นแน่แท้ แม่จะพยายามติดตามเจ้าสุดกำลัง” แล้วพระนางจึงกราบทูลพระราชสามี ” หม่อมฉันจักขอลาฝ่าพระบาทไปตามเจ้ามโนหราจนสุดความสามารถ” ครั้นพระราชสามีอนุญาตแล้วนางก็พาพวกบริวารสวมปีกหาง บ่ายหน้า ไปทางสระที่นางเคยไปเล่นน้ำนั้น

ฝ่ายนายพรานเห็น นาคบาศคล้องมือทั้งสองของนางมโนหราไว้สมดังหมายดังนั้นแล้วรับสาวท้ามาหวัง าจะจับมือนางเมื่อนางเห็นพรานเดินตรงเข้าไปจะจับเช่นนั้น ก็ตกใจกลัวพลางวิงวอนด้วยคำอ่อนหวานว่า “ข้าแต่ท่านผู้จำเริญขอท่านได้โปรดอย่าจับต้องร่างกายข้าพเจ้าเลย โปรดแต่เพียงแก้บ่วงออกเถิดแล้วข้าพเจ้าจะเดินตามท่านไปตามความประสงค์” เดชะบุญบารมีของนางบันดาลให้นายพรานมีความยำเกรง ไม่กล้าจับต้องร่างกายนาง พลางรีบปลดนาคบาศออกจากมือหมดแล้ว ก็พานางขึ้นฝั่ง ไปยังที่ซึ่งนางวางเครื่องประดับและปีกหางไว้ ให้ผลัดเครื่องนุ่งห่มแล้ว ก็รวบรวมลงในห่อผ้ายก ขึ้นตะพายบ่า พานางไปด้วยน้ำใจอันสงสาร มุ่งแต่ว่าจะนำไปถวายพระสุธนกุมารผู้เป็นเจ้านายอย่างเดียวเท่านั้น ครั้นนางขอผัดเพื่อกล่าวคำอำลาพระบิดามารดา พรานก็เอื้อเฟื้อผ่อนให้นางตามต้องการ

ฝ่ายนางโมนหราเมื่อ พรานอนุญาติดังนั้นแล้ว นางคุกเข่าลง ณ พื้นแผ่นดิน ผินหน้าไปทางทิศเหนือ ยกมือขึ้นประนมเหนือศรีษะพลางร้องให้รำพันลาพระบิดามารดา ด้วยถ้อยคำอันโอดครวญน่าสงสาร ในที่สุดนางกล่าวว่า “โอ้ พระบิดามารดาเจ้าขา ลูกขอลาเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ครั้งนี้ลูกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นแล้วคงไม่มีโอกาสมาเฝ้าฝ่าพระบาทได้อีก จงเข้าพระทัยว่าลูกนี้ล้มตายหายสูญไปแล้วเถิด” แล้วนางก็ฝืนลุกขึ้น เดินตามนายพรานไป พลางร้องไห้คร่ำครวญ พอมาถึงช่องภูเขา นางหันหลังกลับมานั่งลงเปลื้องสังวาลแก้วออกวางลงไว้ ณ ที่นั้นแล้ว กล่าววาจาว่า ” ข้าแต่เทพเจ้า ณ เขาหิมพานต์นี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าบางทีพระมารดาข้าพเจ้าจะออกติดตามข้าพเจ้าด้วยความโศก เศร้าอาลัยข้าพเจ้า ขอฝากสังวาลแก้วนี้ด้วยถ้าว่าพระมารดาเจ้าได้ติดตามมาถึงที่นี้ขอท่านได้ โปรดให้สังวาลแก้วนี้แก่พระมารดาด้วย และได้ช่วยบอกว่า พรานป่าพาข้าพเจ้ามาทางนี้ ” แล้วนางก็พร่ำบ่นรำพันต่อไปว่า “ลูก เคยได้เฝ้าพระแม่เจ้าเช้าเย็น นับแต่นี้ไปลูกจะมิได้เห็นหน้าแม่แล้ว ถึงแม้จะเที่ยวดั้นด้นค้นหาก็ยากที่จะได้เป็นจะตายเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ที่ขอ พระแม่เจ้าจงคิดเสียว่า ทั้งนี้เป็นธรรมดาโลก ซึ่งจะต้องพลัดพรากจากกันทั่วทุกรูปนาม ไม่มีใครหนีพ้นไปได้เลย” แล้วนางก็เดินตามนายพรานนั้นต่อไป

ฝ่ายนายพรานบุณฑริกก็ เอาใจพานางไปด้วยความเคารพยำเกรงหาได้นับต้องร่างกายนางไม่ ตั้งหน้าจะพานางไปถวายพระสุธน เพื่อต้องการบำเหน็จรางวัลเท่านั้น ทั้งนี้ท่านกล่าวว่า เป็นบุญวาสนาของนางกับพระสุธนกุมาร อันได้เคยเป็นคู่สร้างกันมาแต่ปางก่อน จึงบันดาลดลในให้นายพรานคิดพยายามจับนางมุ่งแต่จะพาไปถวายพระสุธนทางเดียว เท่านั้น หาได้มีจิตคิดกลับกลอกไปอย่างอื่นไม่ เมื่อนายพรานพานางมาด้วยความระวังดังนี้ไม่นานนักก็บรรลุถึงพระนครปัญจาละ โดยสวัสดิภาพ วันนั้นพระสุธนทรงช้างพระที่นั่งเสด็จ ไปสวนอุทยานพร้อมด้วยบริวาร ทอดพระเนตรนายพรานกับนางมโนหรา เดินผ่านมาทางนั้นก็ให้มีพระทัยรักใคร่ในรูป โฉมและกิริยามารยาทของนางยิ่งนักทรงตะลึงแลนางไม่วางพระเนตร เพียงแรกเห็นนางมโนราห์พระสุธนก็ทรงประทับใจต่อรูปโฉมของนางจนรำพึงดังนี้
manora3

คือจันทรจากอำ
ตัวต่ายไป่ตกตาม
ฤาโฉมพระศรีศริ
แปรจากกษิรชล
ฤาโฉมอุมามา
ทิพลักษณบรรจง
ฤาอินทรอัปสร              
บันลายบุษป์แบ่งบาน   
เลอลักษณ์ประโลมไตร
ใจเทพฤาคง                
พรทิพพิมานงาม
ดำหนิดังประไพยล
อภิลาสกามน
ทิพอาสนเอองค์
ดรเทพแปลงปลง
ยุพเรศให้ลาญ
แลมล้างอสุรพาล
อรองคเป็นองค์
ภพพิศแลพิศวง
ดำริราครุมทรวง

ในที่สุดพระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กไปพาตัวนายพรานกับนางมโนหราเข้ามา เฝ้า รับสั่งถามว่า “ท่านชื่อไร มาแต่ไหน และมีกิจธุระสิ่งไรหรือ” นายพรานจึงกราบทูลว่า “ข้าพระบาทชื่อว่าบุณฑริก มาแต่เขาหิมพานต์ตั้งใจนำธิดาท้าวกินนรผู้งามเลิศมาถวายพระองค์พระเจ้าข้า” ครั้งพระสุธนกุมารได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดีมี พระทัยปลาบปลื้มยิ่งนัก จึงประทานทองคำพันลิ่มกับแหวนเพชรอันมีค่าวงหนึ่ง และประทานสิ่งของอย่างอื่นอีกเป็นอันมากแก่นายพรานแล้วให้พนักงานไปกราบ ทูลพระราชบิดามารดาให้ทรงทราบ

ฝ่าย ท้าวอาทิตยวงศ์กับพระนางจันทา เทวีผู้พระมเหสีต่าง ก็ทรงยินดี รับสั่งให้พนักงานจัดกระบวนแห่ออกไปรับนางจากสวนอุทยาน มาสู่พระราชวังด้วยเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และให้ประกาศแก่พระราชวงศ์และอำมาตย์ราษฎร ให้จัดเครื่องสักการะออกไปต้อนรับพระนางผู้เป็นศรีสะใภ้หลวงโดยพร้อมเพรียง กันและให้ตกแต่งพระนครให้งดงาม จัดการพระราชพิธีมงคล 3 ประการ คือ ปราสาทมงคล (ทำบุญประสาท อย่างคำสามัญว่าทำบุญเรือน) อย่าง 1 วิวาหมงคล (พิธีแต่งงาน) อย่าง 1 และอภิเษก ( พิธีแต่งงาน) อย่าง 1 ครั้นเสร็จการพิธีแล้ว ก็ทรงอวยพรชัยให้พรตกแต่งให้พระสุธนกุมารกับนางมโนหราอยู่ครองกัน ( คืออยู่กินเป็นผัวเมียกัน) ด้วยความสุขสำราญ ฝ่ายพระนางผู้เป็นมารดาของนางมโนราเที่ยว เสาะหาพระธิดามาถึงสระโบกขรณีนั้น ก็ร่อนลงจากอากาศ เที่ยวเสาะหาในที่ต่างๆ ครั้งแลเห็นกุณฑล(ตุ้มหู ต่างหู) แก้วและพวงดอกไม้ อันตกเรี่ยรายอยู่ที่ทำลงเล่นน้ำนั้น ก็ยังพระองค์ไม่อยู่ ทรงลมลง ณ ที่นั้นเหมือนดังปราสาทถูกลมแรงกล้าพัดหักทำลายลงทรงรำพันว่า “โอ้ ! ลูกรักของแม่ แม่นี้มาเห็นแต่สระ มิได้เห็นหน้าเจ้า เห็นแต่สระอันว่างเปล่าปราศจากผู้คน แม่นี้ไม่รู้ที่จะถามผู้ใดแล้ว โอ้! เวรกรรมสิ่งไรหนอมาบันดาลให้ต้องพลัดพรากจากกันไป ทำให้แม่ระทมเห็นปานนี้” พระนางเอาพระหัตถ์ฉุดทึ้งสยายพระเกศากล่าวพระวาจารำพันต่างๆ พลางทรงดำเนินตามรอยเท้าเข้าไปในป่าหิมพานต์จนมาพบเครื่องประดับอันวางไว้ ที่คบไม้พระ นางก็แน่พระทัยว่า นางมโนหราคงจะมาทางนี้ แล้วทรงหยิบห่อเครื่องประดับนั้นขึ้นมาแนบไว้กับอก เที่ยวงันงกเดินค้นหาต่อไปก็มิได้พบปะ ทรงค้นอยู่จนอ่อนพระกำลัง และจนพระทัยไม่รู้ที่จะดั้นด้นไปแห่งไรพระนางก็กันแสงคร่ำครวญ ชวนบริวารบินกลับมายังเขาไกลาสขึ้นเฝ้าท้าวทุมราชผู้เป็นพระราชสามี มีพระอัสสุชลอาบพระพักตร์พลางถวายบังคมทูล ” เป็นเวร กรรมที่จะต้องพรากจากพระลูกรักเป็นแน่แล้ว หม่อมฉันเที่ยวเสาะค้นทุกหนแห่ง ก็มิได้พานพบพระลูกเลย พบแต่ห่อเครื่องประดับนี้วางอยู่ที่ค่าคบไม้เท่านั้น หม่อมฉันสุดที่จะตามหาแล้วจึงได้กลับมา” ทั้งหกนางกินนรผู้พี่นางมโนหราต่างก็พากันนั่งล้อมพระชนนีมี พระเนตรนองด้วยน้ำตา พากันร้องไห้รำพันถึงพระน้องนางด้วยประการต่างๆ กระทำให้พระราชบิดา และญาติวงศ์ทรงโศกเศร้าอาลัยถึงพระนางมิได้ขาด

จะ กล่าวถึงพระสุธนกุมารทรงอยู่ครองกับนางมโนหราเป็นผาสุกตลอดมา มีพราหมณ์ผู้ชำนาญไสยศาสตร์ผู้หนึ่งได้เข้ามารับใช้การงานอยู่เสมอทุกวัน ด้วยความจงรักภักดี จนพระสุธนรับสั่งว่า ” ท่านอุตส่าห์ลำบากตรากตรำรับใช้การงานโดยซื่อสัตย์สุจริตเห็นปานนี้ท่านมี ประสงค์จะให้เราอนุเคราะห์สิ่งไรหรือ” พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ” ข้าพระบาทตั้งใจจะขอให้พระองค์ทรงอนุเคราะห์ให้ได้รับตำแหน่งเป็นที่ปุโรหิต รับราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป” ฝ่ายพระสุธนได้ทรงฟังถ้อยคำของพราหมณ์นั้น ก็ทรงตรัสเอาใจรับรองว่า ” ขอให้อุตส่าห์ทำความดีความชอบเถิด เราจักช่วยสงเคราะห์ให้ได้สมหวังในภายหลัง”

ฝ่าย พราหมณ์ปุโรหิตคนเก่า ครั้นทราบเรื่องเข้าก็เข้าในว่าพระสุธนคิดพยายามจะแย่งตำแหน่งตนไปให้แก่ พรามหมณ์นั้นก็มีความโกรธเคืองคิดผูกเวรต่อพระสุธน จึงกราบทูลยุยงท้าวอาทิตยวงศ์ว่า “พระสุธนราชโอรสของพระองค์คิดกบฏพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์เสีย แล้วจะขึ้งครองราชสมบัติ” แต่ท้าวอาทิตย์วงศ์หาได้ทรงเชื่อถ้อยคำยุยงนี้ไม่

อยู่ มาวันหนึ่ง มีข้าศึกยกมาตีเมืองปลายเขตแดนท้าวอาทิตย์วงศ์ทราบแล้วทรงดำริจะใคร่เสด็จ ออกไปปราบข้าศึกเองแต่เกรงจะเอาชัยชนะไม่ได้ จึงปรึกษากับปุโรหิตว่า จะได้ใครออกไปปราบข้าศึกดี ฝ่ายปุโรหิตเห็นได้โอกาสจึงกราบทูลให้ส่งพระราชโอรสไปปราบข้าศึก แต่ท้าวอาทิตยวงศ์ทรงคัดค้านว่า ” ลูกของเรายังอ่อนความคิดนัก ทั้งไม่ฉลาดพอในเชิงรบด้วย จะส่งออกไปเห็นจะไม่ได้” ปุโรหิตจึงกราบทูลว่า “พระราชโอรสกำลังหนุ่ม รู้จักการรบได้หาผู้เสมอมิได้ ทั้งมีบุญวาสนามาก คงเอาชัยชนะข้าศึกได้เป็นแท้ ขอพระองค์จงส่งไปเถิด” พระสุธนได้ทรงฟ้งดังนั้น ก็มีความยินดี รับพระโองการพระราชบิดาแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกไปเฝ้าพระมารดาทูลเรื่องให้ทรงทราบแล้วจึงกราบทูลอำลา เมื่อพระมารดาประทานพรให้ด้วยความอาลัย ฝ่ายนางมโนหราก็พร่ำทูลแสดงความอาลัยต่างๆ ด้วยไม่อยากจะให้พระองค์พลัดพรากจากนางไป ฝ่ายพระสุธนก็ตรัสเล้าโลมเอาใจนางให้สร่างโศกเศร้า มิใคร่จะออกห่างจากนางได้ ในที่สุดทรงตัดพระทัยลานางออกมารับรัดจัดการกระบวนพลพร้อมเสร็จ พอได้ฤกษ์ก็เสด็จขึ้งทรงช้างพระที่นั่งเคลื่อนกระบวนกออกจากเมืองไปโดยด่วน พอถึงปลายเขตแดนพวกข้าศึกเห็นเข้าก็พากันยกหนีกลับไปสิ้น

ใน คืนวันที่พระสุธนยกทัพไปนั้น ท้าวอาทิตยวงศ์ทรงพระสุบินว่า ไส้ใหญ่ของพระองค์ไหลออกจากพระอุทร ไปพันรอบชมพูทวีปได้สามรอบ และหดกลับเข้ามาดังเดิม แล้วทรงสะดุ้งตื่นพระบรรทม ครั้นเวลาเช้าจึงได้รับสั่งให้พราหมณ์ปุโรหิตเข้ามาเฝ้า ทรงเล่าพระสุบินให้ฟังแล้วตรัสถามว่า “จะมีเหตุการณ์ร้ายดีประการใด”

ครั้นพราหมณ์ ปุโรหิตได้ฟังดังนั้น ก็มีความดีใจ พลางรำพึงว่าความคิดของเราคงจะสำเร็จเป็นแม่นมั่น วันนี้แหละจะได้เห็นร้ายดีกับพระสุธนผู้เป็นข้าศึกกับเราแล้ว คิดดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า “พระสุบินนี้ร้ายนักตำราทายว่า พระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวีและราชสมบัติจักเป็นอันตรายถึงความพินาศใหญ่หลวง พระเจ้าข้า” เมื่อท้าวอาทิตยวงศ์ทรงฟังดังนั้นก็ทรงตกพระทัย พลางตรัสถาว่า “ถ้าเช่นนั้นเราจะมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้าง” พราหมณ์ปุโรหิตจึงกราบทูลว่า ” พระองค์ควรจะทำพิธีบูชายัญถวายพระเป็นเจ้าคือจะต้องฆ่าสัตว์สองเท้า สี่เท้า บูชาตามตำราไสยศาสตร์” แล้วกลาบทูลต่อไปอีกว่า ” ถ้าผู้ใดได้กระทำพิธีบูชาดังกราบทูลนี้ ฝันรายก็จะกลายเป็นดี และพระองค์กับพระราชเทวีก็จะเสวยราชสมบัติเป็นสุขสำราญยิ่งๆ ขึ้นไป ” ท้าวเธอได้ทรงฟังดังนั้นก็ ทรงรู้สึกเบาพระทัยตรัสให้อำมาตย์รีบช่วยจัดการหาสัตว์สองเท้าสี่เท้าไว้ พร้อมสรรพแล้วให้ตกแต่งโรงพระราชพิธีและเครื่องบูชายัญครบตาแบบแผน แล้วพระองค์ก็เชิญพราหมณ์ปุโรหิตให้เริ่มทำพิธีต่อไปแต่ พราหมณ์ปุโรหิตผู้เจ้าเล่ห์ได้กราบทูลว่า ยังขาดของสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือ กินนร ซึ่งทำให้ท้าวเธอท้อพระทัยว่า น่ากลัวจะหาไม่ได้ แต่ท่านปุโรหิตทูลแนะนำขึ้นว่ากินนรก็มีอยู่แล้ว คือนางมโนหรา ซึ่งทำให้ท้าวเธอไม่พอพระทัย ทรงคัดค้านว่า “นางมโนหราเป็นชายา ที่รักของพระสุธนผู้โอรส อันเป็นการเหลือวิสัยที่จะเอานางมาฆ่าบูชายัญอย่างสัตว์เดรัจฉาน เป็นการไม่สมควรยิ่งนัก” แต่พราหมณ์ปุโรหิตได้กล่าวคัดค้านแข็งแรงว่า ” การจะควรหรือไม่ควรนั้น ขอพระองค์จงทรงวิจารณ์ดูให้ดีก่อน คือจงทรงเห็นแก่ความทุกข์ร้อนที่จะบังเกิดแก่พระองค์และพระราชเทวี กับทั้งราชสมบัติอันจักพินาศ ไปเป็นข้อใหญ่ “ท้าวอาทิตย์วงศ์ทรงตรึกตรองด้วยพระทัยสลด แล้วทรงตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ปุโรหิต เราจักฆ่าชายาที่รักของเจ้าสุธนลูกเรา ตามถ้อยคำของท่านนั้นเหลือสามารถที่จะทำได้” เมื่อพราหมณ์ปุโรหิตสังเกตเห็นพระองค์มีพระทัยค่อยอ่อนลงก็ทูลพรรณนาต่อไป ว่า “ขอพระองค์จงฟังข้าพระบาทกราบทูลก่อน บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ถ้าบุคคลใดได้สละบุตรและภรรยา ซึ่งเป็นที่รักทำการบูชายัญแล้ว บุตรและภรรยานั้น จักตามรักษาผู้สละให้ถึงความเจริญโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการสมควรที่พระองค์จะทรงคัดค้านให้เนิ่นช้าต่อไป” เมื่อ พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลท้าวอาทิตยวงศ์ด้วยอุบายต่างๆ ในที่สุดท้าวอาทิตยวงศ์มิได้ตรัสประการใด ทำให้พราหมณ์ปุโรหิตเข้าใจว่า พระองค์ทรงยินดียอมตามถ้อยคำของตนแล้วจึงให้บริวารเตรียมการจับนางมโนหรา เพื่อเอามาฆ่าบูชายัญ ครั้นต่อมาเสียงเล่าลือก็ระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั้งเมือง ฝ่ายคนใช้ที่สนิทของนางมโนหราก็นำเรื่องไปทูลพระนางให้ทรงทราบ นางจึงเข้าไปเผ้าพระมารดาพระสุธน กราบทูลว่า ” พระเจ้าแม่ไม่ทรงทราบหรือพระราชบิดาทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ปุโรหิต คิดจะจับหม่อมฉันไปฆ่าบูชายัญ ขอพระมารดาจงได้กรุณาช่วยทูลขอผ่อนผันผัดรอแต่พอให้พระสุธนเธอกลับมาก่อน เพื่อให้หม่อมฉันได้ขอขมาลาโทษพระสามี แล้วจะทูลลาตายไปตามยถากรรม”

ฝ่าย พระนางจันทาเทวีได้ ทรงฟังลูกศรีสะใภ้ทูลดังนั้น ก็ตกพระทัยเสด็จไปเฝ้าพระราชสามีโดยด่วน แต่ท้าวอาทิตยวงศ์ ทรงทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว จึงได้สั่งอำมาตย์ไว้ ห้ามมิให้พระนางเข้าเฝ้า เมื่อพระนางไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าดังนั้น ก็กลับมาหาลูกสะใภ้ แล้วรับสั่งด้วยความเศร้าโศกว่า “ลูกเอ๋ย แม่ไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าได้เสียแล้ว” พระนางได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลว่า ” ถ้าเช่นนั้นก็เป็นกรรมของหม่อมฉัน ที่จะต้องตายก่อนเห็นหน้าพระสามีเป็นเที่ยงแท้แล้ว ขอพระมารดาจงกรุณาหม่อมฉันด้วยโปรดขอประทานเครื่องประดับและปีกหางที่ฝากไว้ หม่อมฉันจักได้ประดับกายเมื่อเวลาตาย” พระ มารดาจึงได้ประทานเครื่องประดับกับปีกหางแก่นาง เมื่อพระนางตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและสวมปีกหางเสร็จแล้ว จึงถวายบังคมพระชนนีแล้วฟ้อนรำอยู่ไปมา เพื่อเป็นการเหยียดยืดร่างกายให้คล่องแคล่วเมื่อนางจะไป นางกราบทูลสั่งว่า “ถ้า พระสุธนกลับมาถึงแล้ว ขอพระแม่เจ้าจงบอกด้วย ว่าหม่อมฉันมโนหราขอถวายบังคมลาฝ่าพระบาท โทษกรณ์สิ่งใดมีขอพระสามีจงให้อภัยแก่หม่อมฉันด้วยหม่อมฉันจำเป็นต้องขอลาไป ตามยถากรรม”
เมื่อ นางทูลดังนี้แล้วก็หันหน้าไปยังทิศบูรพา ขณะเมื่อพระนางทั้งสองโศกเศร้าร่ำรักกันอยู่นี้ พอพวกอำมาตย์พากันกรูขึ้นไปบนปราสาทเพื่อจะจับนางมโนหราไปฆ่าบูชายัญ แต่นางได้กระพือปีกบินขึ้นสู่อากาศบ่ายหน้าไปยังเขาไกลาสเสียแล้ว

พอ มาถึงที่อยู่ของพระฤาษีกัสสปในกลางป่า นางก็ลงมากราบไหว้พระฤาษี แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ฤาษีทราบ แล้วสั่งพระฤาษีไว้ว่า ” ถ้าหากว่าพระสุธนสามีของข้าพเจ้าตามมาถึงที่นี่ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้ผ้า กัมพลผืนนี้กับพระธำมรงค์เพชรวงนี้แก่พระองค์ด้วยและ จงช่วยห้ามปรามพระองค์อย่าให้ติดตามข้าพเจ้าไปเลย เพราะทางที่จะไปข้างหน้านั้นลำบากมาก ไม่มีผู้คนเดินไปมา เป็นที่อยู่ของพวกอมนุษย์ (อมนุษย์ พวกไม่ใช่มนุษย์ เช่น เทวดา ยักษ์ ภูติผีปีศาจ ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน แต่โดยมากมักจะหมายถึงภูตผีปีศาจต่างๆ) ทั้งหลาย ขอจงให้กลับเสียเพียงนี้เถิด…ถ้าพระสุธนไม่ยอมกลับ จะตามไปให้ได้ ขอพระผู้เป็นเจ้าช่วยชี้แจงให้ทราบด้วยว่า เอายาผงที่เสกด้วยมนต์นี้มอบให้พระองค์ไปด้วย เมื่อพระองค์เดินผ่านไปพ้นเขตแดนผู้คนอยู่แล้ว ก็จะถึงป่าไม้ที่มีพิษ ให้พระองค์จับลูกลิงตัวหนึ่งไปด้วย เมื่อพระองค์จะเสวยผลไม้สิ่งใด จงปล่อยให้ลูกลิงกินเสียก่อน แล้วจึงค่อยเสวยภายหลัง ถัดจากนั้นไป ก็จักได้พบเชิงป่าหวายใหญ่ ให้พระองค์เอาผ้ากัมพลผืนนี้คลุมตัวให้แน่น แล้วก็ลงนอนนิ่งอยู่เหนือพื้นดินจะมีนกหัสดีลึงค์ (หัสดีลิงค์ แปลว่า มีเพศเหมือนช้าง เป็นนกใหญ่ชนิดหนึ่ง กล่าวกันว่าหัวมันเหมือนช้างตัวโต อาจโฉบเอาสัตว์ใหญ่และคนไปได้) เที่ยว มาหาอาหารพบเข้า จะสำคัญว่าเนื้อกวางทราย นกนั้นก็จะโฉบเฉี่ยวพระองค์พาข้ามป่าหวายนั้นไป พอถึงรังมัน ที่ต้นไม้ใหญ่ ขอให้พระองค์ตบพระหัตถ์ขึ้น พญานกนั้นตกใจก็จะบินหนีไป ต่อ ไปพระองค์ก็จะได้พบพญาช้างทั้งคู่ต่อสู้กันขวางทางอยู่พระองค์จงเอายาผงนี้ ทาให้ทั่วตัวและร่ายมนตร์ขึ้นแล้วจงเดินลอดระหว่างขาช้างนั้นไป จะไม่เป็นอันตราย ต่อจากนั้นไปพระองค์จะได้พบภูเขาสองลูก ภูเขานั้นเหมือนกับมีวิญญาณ น้อมยอดเข้ากระทบกันอยู่ในระหว่างทางที่จะเดินไป ให้พระองค์ร่ายมนตร์เป่าไปทางยอดภูเขาจนตลอดถึงเชิงภูเขา แล้วภูเขานั้นก็จะแยกออกเป็นช่อง จึงรีบเดินไปเสียให้พ้นช่องนั้นโดยพลัน จากที่นั้นแล้วพระองค์จะได้ไปถึงที่อยู่ของพวกผีเสือน้ำ ( ยักษ์ผู้รักษาท้องน้ำ เรียกตามสันสฤตว่า รากษส หรือเรียกเพี้ยนไปว่า รากโษสก็มี) ให้ ร่ายมนตร์แล้วเดินผ่านไป เมื่อพ้นทางอีกโยชน์หนึ่งไปแล้ว จะถึงป่าหญ้าคาถัดนั้นไปจะถึงภูเขาทองภูเขาเงิน ถัดไปอีกจะถึงป่าหญ้าคมบางถัดไปอีกจะถึงป่าไม้อ้อ และเดินทางต่อไปอีกสามโยชน์ ก็จะถึงป่ามีหนามทึบ และมีสระน้ำลึก ในแถวป่านั้นมีงูชุกชุมมาก ใช่แต่เท่านั้นยังมีแม่น้ำคั่นอยู่อีก ตาม ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ขรุขระมาก ยากที่จะเดินไปได้สะดวก และถัดจากนั้นไป จะถึงดงใหญ่แห่งหนึ่ง จะได้พบยักษ์ตนหนึ่งสูงเจ็ดชั่วลำตาล ยืนตระหง่านอยู่กลางดง จงเอายาผงโรยลงที่ลูกศร แล้วยิงไปให้ถูกอกมหายักษ์นั้น เมื่อมหายักษ์ต้องศรล้มลงแล้ว จึงเดินไปทางหัวของมหายักษ์ ครั้น เดินทางต่อนั้นไปได้ร้อยโยชน์แล้ว ก็จะถึงแม่น้ำอีกแห่งหนึ่ง มีงูเหลือมตัวหนึ่งทั้งใหญ่ทั้งยาวเหยียดหางพาดไปถึงฝั่งฟากข้างโน้น เหมือนจะเป็นสะพานทอดให้ข้ามฟาก เมือพระองค์จะข้ามไปจงเอายาผงนี้โรยพื้นเท้าทั้งสอง แล้วเดินไปบนหลังงูนั้นพอ ถึงฝั่งจงรีบกระโดดหนีไปโดยเร็ว ทางตั้งแต่นั้นอีกร้อยโยชน์ จะถึงป่าหวายทึบ หาทางไปไม่ได้ และมีฝูงพญานกแต่ละตัวใหญ่เท่าเรือน อาศัยทำรังอยู่ที่ต้นไม้นั้น ถ้าพะสามีข้องข้าพเจ้าจะพยายามเดินไปถึงที่นั่นแล้ว ก็ให้ขึ้นไปซ่อนตัวอยู่รังของนกก่อน จงสังเกตดูวว่าพญานกตัวใดจะไปเที่ยวหาอาหารแล้วพระองค์จงซ่อนกายเข้าอยู่ใน ระหว่างขนปีกนกตัวนั้น ยึดไว้ให้มั่นครั้นพญานกลงสู่ที่หากินจงปล่อยมือจากขนนกแล้วโห่ร้องขึ้น ทันที เพื่อพญานกตกใจก็จักบินหนีไป ต่อนั้นจะได้ พบเขาไกลาสสมดังปรารถนา” เมื่อนางมโนหราได้รำพันสั่งพระฤาษีเสร็จสรรพแล้ว นางจึงเอาใบไม้มาจารึกคาถาที่จะใช้ร่ายมนต์ในการเดินทาง ตามที่นางพรรณนาไว้ครบทุกอย่าง แล้วมอบถวายไว้แก่พระฤาษี พร้อมด้วยธำมรงค์กับยาผงที่จะใช้โรยตามที่ได้แนะนำไว้ แล้วนางก็บ่ายหน้าตรงทิศทักษิณ น้อมเศียรลงกราบไหว้พระสามีและพระฤาษี แล้วก็โผขึ้นสู่อากาศบินไปยังเขาไกลาสอันเป็นที่อยู่พระบิดามารดาของนาง

เมื่อท้าวทุมราชได้ทรงทราบว่านางมโนหราไปอยู่ในเมืองมนุษย์และหนีกลับมาได้ ดังนั้น จึงทรงรำพันว่า นางมโนหราลูกรักของเราไอยู่ปนกับพวกมนุษย์นาน ถึงปานนั้น บัดนี้กลับมาอยู่กับเราอีกดูเป็นการน่าเกลียดยิ่งนัก ควรจะจัดที่ทางให้นางอยู่เสียแผนกหนึ่งต่างหากจึงจะควร ครั้งทรงดำริฉะนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงดำรัสสั่งให้นายช่างสร้างปราสาทให้นางอยูกับบริรวารเป็นส่วน หนึ่งต่างหาก
manora1

จะกล่าวถึงพระสุธน เมื่อไปปราบปรามพวกจลาจลเสร็จแล้วจึงยกพลทหารกลับคืนพระนคร เข้าเฝ้าพระราชลิดา กราบทูลเรื่องราวที่ได้ปราบปรามพวกจลาจลได้สำเร็จเรียบร้อยให้ทรงทราบทุก ประการ แล้วเสด็จไปเฝ้าพระมารดา ฝ่ายพระมารดาเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นสุธนกลับมาดังนั้น ก็เสด็จออกไปต้อนรับทรงสวมกอดพระโอรส แล้วทรงพระกันแสง ทำให้พระสุธนบังเกิดอัศจรรย์พระทัยเป็นอันมาก จึงกราบทูลถามว่า ” เหตุใดพระแม่เจ้าจึงทรงพระกันแสงเช่นนี้” พระนางตรัสเล่าเรื่องที่นางมโนหราหนีไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด

เมื่อ พระสุธนได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงตกตะลึงเหมือนหนึ่งว่าชีวิตจะพรากออกจากร่าง ยิ่งทำให้พระองค์โศกเศร้ารันทด ด้วยความขุ่นแค้น และทรงอาลัยถึงนางมโนหราเหลือที่จะอดกลั้นได้ พลันกลับมาเฝ้าพระมารดาแล้วกราบทูลว่า ” ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันจักขอทูลลาไปตามนางมโนหราตามยถากรรม ถ้าไม่พบนาง ก็เป็นอันว่าไม่กลับมาพระนครนี้อีกแล้ว จะขอตามนางไปจนสิ้นชีวิตของหม่อมฉัน”

เมื่อ พระนางทรงเห็นพระราชโอรส ทรงกำสรดโศกเศร้าและตรัสเช่นนั้น ทรงปลอบโยนว่า “ลูกรักของแม่ เจ้าอย่าไปเลยบิดามารดาก็แก่แล้ว นางกษัตริย์ที่มีรูปร่างงดงามเช่นนั้นยังจะมีอยู่อีกดอกแม่จะจัดแจงหาให้ พ่อจะได้อยู่ปกครองราชสมบัติสืบต่อไป” พระสุธนได้ทรงฟังดังนั้น ยิ่งทรงโศกเศร้าด้วยความขุ่นแค้นหนักขึ้น พลางกราบทูลห้วนๆ ว่า ” พระแม่อย่าทรงห้ามลูกเลย” แล้วก็ถวายบังคมลาพระมารดารีบผลุนพลันเสด็จออกจากพระนครไปยังสำนักนายพราน บุณฑริก ตรัสถามว่า ” ท่านรู้จักหรือไม่ว่า ที่อยู่ของนางมโนหารานั้นอยู่แห่งไร และจะติดตามไปให้พบนางได้อย่างไร ” นายพรานบุณฑริกจึงกราบทูลว่า ” ข้าพระบาทหารู้จักไม่ ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์รู้จักแล้ว จงเสด็จไปถามพระกัสสปฤาษีคงจะรู้แน่แท้”

เมื่อ พระสุธนได้ทรงฟังดัง นั้นจึงตรัสว่า ” ถ้าเช่นนั้นท่านจงไปกับเรา” ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงขัดพระแสงดาบและกริชไว้กับพระองค์ให้มั่น พระหัตถ์ทรงถือธนูศร เสด็จไปกับนายพรานโดยด่วนพอถึงภายนอกพระนคร ทรงผินพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรพระนคร แล้วตรัสว่า ” ถ้าหากเราได้นางมโนหรามาแล้ว เราคงจะได้กลับมาเห็นพระนครนี้อีก ถ้าหากเราไม่ได้นางมาแล้ว เราคงจะไม่กลับมาเห็นพระนครนี้เป็นแน่แท้” เมื่อ ตรัสฉะนี้แล้ว ก็ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งตรงไปยังป่าหิมพาน เมื่อเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระกัสสปาฤาษีแล้ว จึงรับสั่งให้นายพรานกลับ ส่วนพระองค์ก็ทรงเปลื้องเครื่องอาวุธวางไว้ แล้วเสด็จเข้าไปยังอาศรมแต่พระองค์เดียว

ครั้งมนัสการพระฤาษีและตรัส ไต่ถามเรื่องราวอื่นๆ พอสมควรแล้ว จึงทรงถามถึงนางมโนหรา ” พระผู้เป็นเจ้าเห็นนางมโนหรามาทางนี้บ้างหรือไม่” พระฤาษีตอบว่า “นางได้มาพัก ณ ที่นี้ นางรำพันสั่งไว้ว่า ถ้าพระองค์ตามมาถึงที่นี่ จงบอกให้พระองค์กลับเสียแต่เพียงนี้ และได้ฝากของไว้สามสิ่ง พระธำมรงค์ฝังเพชร 1 ผ้ากัมพล 1 พระธำมรงค์นิ้วก้อย 1 ” ครั้นแล้วเธอก็หยิบของสามสิ่งมามอบให้ เมื่อพระสุธนทอดพระเนตรเห็นของนั้น ทรงพระกันแสงคร่ำครวญถึงนางด้วยความอาลัย เหมือนหนึ่งว่านางได้มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ฉะนั้น และเมื่อฤาษีได้สังเกตเห็นว่าพระสุธนมีความเศร้าโศกอาลัยในนางมโนหรา มาก ตั้งพระทัยจะคิดติดตามนางไปให้จงได้ดังนั้น ครั้นเมื่อท้าวเธอค่อยสร่าง โศกลงแล้วจึงทูลว่านางยังสั่งไว้อีกว่า ถ้าพระองค์จะตามไปให้จงได้ ก็ให้ตามไปทางทิศเหนือ แล้วอธิบายถึงวิธีใช้ยาผงและวิธีร่ายมนตร์สำหรับเสกยานั้นๆ ให้ทรงทราบทุกประการ แล้วให้จับเอาลูกลิงมาเลี้ยงให้เชื่องตัวหนึ่ง เพื่อจะได้พาไปตามคำชี้แจง ของนาง นอกจากนี้พระฤาษียังได้ชี้แจงถึงการเดินทางต่อไปให้พระองค์ทรงทราบตามที่นาง สั่งไว้ เมื่อพระสุธนได้ฟังดังนั้นก็ดีพระทัย ทรงจดจำระยะทางที่พระฤาษีบอกให้แม่นยำแล้ว จึงผูกอันธำมรงค์เข้าไว้กับอก แล้วกราบไหว้ลาพระฤาษีไป ฝ่าพระฤาษีมีความเอื้อเฟื้อตามไปส่งหน่อยหนึ่ง แล้วก็กลับมาที่อยู่ของตน พระสุธนเสด็จมุ่งตรงไปทางทิศเหนือ ตามที่พระฤาษีบอกให้

ต่อนั้นมาพระองค์ก็สู้พยายามเดินฝ่าอันตรายพ้นไป เป็นตอนๆ ด้วยความตรากตรำลำบากเหลือแสน สิ้นเวลาถึงเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงได้ข้ามพ้นป่า ใหญ่อันประกอบด้วยอันตรายต่างๆ ไปได้ ต่อมาจึงบรรลุถึงที่อยู่ของพญายักษ์ตนหนึ่ง รูปร่างน่ากลัว ตัวสูงเจ็ดชั่วลำตาล นัยน์ตาแดงดังแสงไฟ ผิวกายเผือดคล้ำ ดังเมฆหมอก มือซ้ายถือสากเหล็ก มือขวาถือขวาน ยืนขวางทางกั้นหน้าพระสุธนไว้ เมื่อท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นพญายักษ์ มิไดมีพระทัยหวาดหวั่น จึงเอา ยาผงเสกมนตร์ทาปลายลูกศรเข้า แล้วแผลงไปถูกอกพญายักษ์นั้น ทำให้พญายักษ์ล้มลงสิ้นใจตาย แล้วพระองค์ก็เดินเหยียบพยายักษ์ไปตาทางข้าง หัวโดยสวัสดิ์ภาพทรงดำเนินต่อไปอีก มิช้าก็พบแม่น้ำแสบซึ่งมีพิษร้ายกาจขวางหน้าอยู่พระองค์เอายาผงเสก ด้วยมนต์แล้วทาพระบาททั้งสอง ทรงเดินเหยียบหลังพญางูเหลือม ข้ามแม่น้ำนั้นไปได้
hasdiling2
อ่านประวัติและความเป็นมาของนกหัสดีลิงค์ได้ที่นี่ คลิ๊กที่ภาพนกได้เลยครับ

จนบรรลุป่าหวายมีหนามคมดังกรด พระองค์ก็เล็ดลอดโหนไปดังวานร พอถึงต้นไม้ต้นหนึ่งขึ้นอยู่กลางป่าหวายนั้น ขึ้นไปบนต้นไม้ ก็พอดีเป็นเวลามืดค่ำ ไม่รู้จะไปแห่งใด พลางทรงรันทดท้อพระทัยที่ได้ลำบางตรากตรำมาเพราะหลงรักหญิงผู้เดียว ซ้ำทอดทิ้งพระบิดา มารดาผู้บังเกิดเกล้ามาเสียได้ คล้ายกับเป็น คนอกตัญญู โหดร้ายเหลือกำลัง ทรงดำริดังนั้นแล้วก็ทรงกันแสงอยู่บนคาคบไม้ ยังมีนกฝูงหนึ่งคือ นกหัสดีลิงค์นี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ลำตัวเป็นนก มีปีก มีหางอย่างนกแต่มีหัวเป็นช้างมีลำตัวที่ใหญ่อีกทั้งมีกำลังเทียบเท่าช้าง ๕ เชือกมารวมกัน ล้วนแต่มีตัวใหญ่เท่าเรือน อาศัยนอนอยู่บนต้นไม้นั้น ต่างปรึกษาหารือกัน “รุ่งเช้าเราจะไปหากินทางถิ่นไหนดี ” นกตัวหนึ่งพูดขึ้นว่า “ใน เมืองท้าวทุมราชอยู่บนเขาไกลาส ท้าวเธอมีธิดาชื่อนางมโนหราซึ่งมนุษย์จับไปได้ บัดนี้นางได้หนีกลับมาบ้าน เมืองได้แล้ว วันพรุ่งนี้จะเป็นวันครบเจ็ดนับตั้งแต่นางมาถึงเขาทำการสมโภชทำขวัญนางและทำ พิธีมงคลชำระสระสรงเพื่อให้หายกลิ่นสาบมนุษย์ พวกเราควรจะพากันไปกินเครื่องพลีกรรมในเมืองนั้นเถิด” พระ สุธนได้ฟังดังนั้น ก็ค่อยๆ คลานเข้าไปตามซอกปีกพญานกตัวหนึ่ง แล้วเอาเชือกผูกตัวกับขนปีกไว้ให้แน่นครั้นรุ่งเช้าพญานกนั้นตื่น ร้องเรียกเพื่อน ฝูงนกพากันข้าป่าหวายไปถึงที่ใกล้ สุวรรณนครก็ร่อนลงจับอยู่ข้างขอบสระใหญ่ พระสุธนจึงแก้เชือกออกจากพระองค์ แล้วก็ค่อยขยับขยายลงยังพื้นดินเดินไปซ่อนพระองค์อยู่ข้างขอบสระนั้น
ring

ครั้น รุ่งเช้า นางธิดาท้าวกินนรทั้งหกปรึกษากันว่า จะไปตักน้ำที่สะโบกขรณีมาสรงนางมโนหราผู้น้องสาวของตน ครั้นแล้วก็ให้นางกินนรผู้เป็นบริวารพากันถือ หม้อทองคำคนละหม้อ ดำเนินมายังสระโบกขรณีต่างสนทนากันอยู่ที่ขอบสระนั้น ฝ่ายพระสุธนได้ยินเสียงนางกินนรสนทนากันอยู่ จึงทรงดำริว่า คราวนี้เราคงรู้เรื่องราวของนางแจ่มแจ้งแล้ว แต่จะทำอย่างไรจึงจะให้นางรู้ได้ไว้ว่าเราสู้อุตส่าห์ติดตามนางมา เมื่อไม่เห็นอุบายอย่างใดแล้ว

พระองค์ จึงเสี่ยงบุญบารมีอธิษฐานว่า ” ถ้าหากว่ามีบุญบารมีของข้าพเจ้ากับนางมโนหราได้เคยสร้างมาด้วยกัน และจะให้อยู่ร่วมกันต่อไปอีกแล้วขออย่าให้นางกินนรคนใดคนหนึ่งยกหม้อน้ำของ ตนขึ้นได้เลย” ทรงอธิษฐานแล้วก็เสด็จ จากพุ่มไม้ไปอยู่ ณ โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในขณะเมื่อนางกินนรเหล่านั้นสนทนากันแล้ว ต่างชวนกันลงไปตักน้ำในสระ แล้วก็ยกหม้อขึ้นมาพากันไป แต่นางกินนรผู้หนึ่งยกหม้อน้ำไม่ขึ้น นึกประหลาดใจเหลียว ไปแลมาข้างโน้นข้างนี้เห็นพระสุธนนั่งแอบอยู่ ณ โคนต้นไม้ นางจึงพูดอ้อนวอนให้ช่วยยกหม้อน้ำให้ ผ่ายพระสุธนก็ดีพระทัย รีบเสด็จ ไปที่หม้อน้ำหยิบธำมรงค์วง 1 ใส่ในหม้อ แล้วยกส่งให้นางกินนรนั้นไป พวกนางกินนรที่นำหม้อน้ำไปถึงก่อนก็ให้นางสรง ก่อนเป็นลำดับกันไป ส่วนนางกินนรผู้นั้นมาทีหลัง จึงเอาหม้อน้ำนั้นรดลงเหนือศรีษะนาง ธำมรงค์ที่พระสุธนใส่ไว้ก็หล่นลงมาพร้อมกับสายน้ำ เมื่อนางยกมือขึ้นลูบพักตร์ แหวนก็บังเอิญเข้าสวมนิ้วก้อยนาง ดังมีใครมาจับสวมให้

เมื่อ นางเห็นอัศจรรย์ดังนั้นก็สะดุ้งพระหฤทัย รู้ว่าพระสามีตามมาถึงแน่แท้ และนางรู้สึกโศกเศร้าสงสารพระสามีเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงบากบั่นพยายาม ตามมาจนถึงที่ แต่นางอดกลั้นความตื่นเต้นไว้มิให้ผู้ใดล่วงรู้ ครั้นนางมโนหราสรงเสร็จแล้ว จึงเข้าไปในห้องบรรทมให้หาตัวนางกินนรผู้เข้ามา แล้วถามว่า ” เหตุใดเจ้าจึงช้ากว่าเพื่อนเขา” นางกินนรนั้นจึงทูลเรื่องให้นางทราบทุกประการ นางตรัสถามว่า “เดี๋ยวนี้ชายผู้ช่วยยกหม้อน้ำนั้นอยู่ที่ไหน” นางกินนรบอกแก่นางว่า ” เดี๋ยวนี้ชายนั้นอยู่ที่โคนไม้ใหญ่ริมสระโบกขรณี” นางจึงสั่งกำชับว่า ” เจ้าอย่าบอกเรื่องนี้แก่ใครๆ เป็นอันขาด ชายนั้นใช่อื่น ไกล คือพระสุธนผู้เป็นพระสามีของเรา จงเอาผ้านุ่งผ้าห่มพร้อมทั้งเครื่องประดับและเครื่องหอมไปถวายพระองค์ แล้วจงทูลเชิญให้พระองค์สรงน้ำในสระนั้น ให้ทรงประดับพระองค์ด้วยเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับนี้เสียใหม่” นาง กินนรนั้นรับสั่งแล้ว ก็นำเครื่องแต่งพระองค์ทั้งนั้นไปถวายสั่งแล้ว แล้วทูลให้ทรงทราบตามที่นางสั่งทุกประการ ฝ่ายพระสุธนก็ทำตามที่นางสั่งมาแล้วคอยท่าอยู่ที่ใกล้สระนั้น

ส่วน นางมโนหรา จำเดิมได้ทราบข่าวสามีของตนมาถึงแล้วให้มีความห่วงใยในพระองค์เป็นอันมาก ในที่สุดจึงตกลงพระทัยว่าจะต้องไปทูลให้พระมารดา ทราบเสียด้วยจึงจะสมควร เมื่อดำริฉะนั้นแล้วนางจึงไปทูลให้พระมารดาทราบ เมื่อพระมารดาทราบเรื่องแล้วจึงตรัสให้นางรีบนำความขึ้นกราบทูลพระบิดาโดย เร็วพลัน แล้วพระนางก็รีบอำลาพระมารดา พานางสาวใช้เสด็จไปเฝ้าพระราชบิดา กราบถวายบังคมแล้วก็ประทับหลบอยู่ข้างหนึ่ง ด้วยเกรงพระราชอาชญาเป็นกำลัง

เมื่อ ท้าวทุมราชทอดพระเนตราเห็นธิดาแล้ว ตรัสถามว่า “นี่แน่เจ้ามโนหรา เจ้าไปอยู่กับมนุษย์นานถึงเพียงนี้ มีความสุขทุกข์เป็นประการใด และมนุษย์คนใดเป็นสามีเจ้า เขาเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์หรือพ่อค้า บิดายังไม่รู้แน่เลย” นางจึงกราบทูลว่า ” ข้าแต่สมเด็จพระบิดาเจ้า พระสามีหม่อมฉันเป็นกษัตริย์ มีบุญบารมีมาก ทรงพระกำลังดังพระนารายณ์เจ็ดเท่า เป็นพระมหากษัตริย์อันเลิศในสากลชมพูทวีป มีเมืองขึ้นร้อยเอ็ดพระนคร” เมื่อเท้าทุมราชได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงสงสัย จึงซักไซร้ว่า “เมื่อพระสามีมีบุญบารมีมากเห็นปานนั้น เห็นไฉนจึงได้ทอดทิ้งมาเสีย” นางได้กราบทูลเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนปลายให้ทรงทราบทุกประการ ท้าวทุมราชได้ทรงฟังนางทูลยกย่องพระสามีดังนั้น จึงตรัสว่า “ถ้าสามีเจ้ามีบุญบารมี ประกอบด้วยกำลังและความเพียรมากดังเจ้าว่า สามารถติดตามเจ้ามาถึงเมืองเราได้แล้ว พ่อจะยกย่องมอบตัวเจ้าเป็นมเหสี”

เมื่อ นางมโนหราได้ฟังตรัสดังนั้น ก็มีปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง พลันกราบทูลพระราชบิดาว่า ” บัดนี้สามีหม่อมฉันได้อุตสาห์ฝ่าอันตรายติดตามมาถึงเมืองเราแล้ว เดี๋ยวนี้จะพาเข้ามาเฝ้า ณ บัดนี้” เมื่อท้าวทุมราชได้ทรงฟังพระธิดากราบทูลดังนั้น ก็ทรงประหลาดพระทัยยิ่งนัก พลางดำรัสให้นางนำพระสุธนเข้า ไปเฝ้าให้ประจักษ์โดยเร็ว เมื่อนางได้โอกาสดังนั้นก็ให้นางสาวใช้ออกไปนำพระ สุธนเข้ามาเฝ้าตามรับสั่ง เมื่อพระสุธนเข้าไปถึงท้องพระโรง ถวายบังคมแล้วหมอบเฝ้าอยู่ ณ ที่อันสมควร

ส่วน พวกกินนรผู้เป็นอำมาตย์ราชเสวกในพระราชสำนักเมื่อได้เห็นพระสุธน ต่างพากันตะลึงแลดูความประหลาดใจทุกถ้วนหน้า ครั้นท้าวทุมราชได้ทอดพระเนตร สังเกตุดูกิริยามารยาทพระสุธนโดยถี่ถ้วนแล้ว มีพระทัยโสมนัสยินดียิ่งนัก ทรงปราศรัยซักถามว่า ” เจ้าได้อุตส่าห์บุกป่าฝ่าหนาม ข้ามภูเขาข้ามห้วยอันเป็นทางกันดารมานานเท่าใด จึงได้มาถึงเมืองเรานี้ ” พระสุธนกราบทูลว่า ” ข้า พระองค์พยายามเดินทางด้วยความลำบากยากแค้น ฝ่าอันตรายต่างๆ มาช้านานได้เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงพ้นทางอันกันดารมาถึงสระโบกขรณีในพระนครนี้ได้” ท้าวทุมราชได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงยินดียิ่งนัก แล้วตรัสถามต่อไปว่า “เจ้าชื่อไร ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์สิ่งไรมาบ้าง” พระสุธนกราบทูลว่า “ข้าพระบาท ชื่อว่า สุธน ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์อย่างกษัตริย์ทั้งหลาย แต่ที่ชำนาญมากนั้น คือการยิงธนู ถ้าพระองค์ต้องการทอดพระเนตรแล้ว จงให้อำมาตย์เอาต้นตาลเจ็ดต้นปักเรียงกันไป ไว้ระยะให้ห่างกันสักวาหนึ่ง แล้วเอากระดาษไม้มะเดื่อเจ็ดแผ่น หนาแผ่นละสามศอก กว้างยาววาหนึ่ง วางพิงตามต้นตาลนั้น แล้วให้เอาเสาหินเจ็ดเสาปักไว้ข้างหน้ากระดานไม้มะเดื่อนั้น แล้วให้เอาแผ่นเหล็กเจ็ดแผ่น แผ่นทองแดงเจ็ดแผ่น หนาแผ่นละศอก กว้างยาววาหนึ่ง วางซ้อนกันไว้ข้างหน้าเสาหินแล้วให้เอาเกวียนบรรทุกทรายให้เต็มเจ็ดแล่มจอด เรียงกันไปข้างหน้า ข้าพระบาทจะยิงให้ลูกธนูตลอดไปให้จงได้”

เมื่อ ท้าวทุมราชได้ทรงฟังดังนั้น ก็ประหลาดพระทัยยิ่งทรงใคร่จะให้พระสุธนทดลองให้ทอดพระเนตรให้เป็นประจักษ์ จึงรับสั่งให้อำมาตย์จัดการที่พระ สุธนบอกนั้น ณ ท้องพระลานครั้นเสร็จแล้ว ก็ให้ตีกลองร้องประกาศให้ประชาชนชาวเมืองมาประชุมกันที่ท้องพระลานหลวง เพื่อดูการทดลองยิงธนู

ครั้น ถึงเวลากำหนดพระสุธนก็เสด็จออกไปที่หน้า พระลาน ทรงก่งธนูเอาลูกพาดสายแล้วก็แผลงไป ต้นตาล กระดานไม้มะเดื่อ เสาหิน เกวียนบรรทุกทราย อย่างละเจ็ดๆ ที่จัดตั้งไว้นั้น ก็แหลกทำลายไปสิ้น แช่แต่เท่านั้น ลูกธนูยังแล่นเลยเข้าไปในมหาสมุทร และเลยทะลุเข้าไปในเขาจักรวาลอีก แล้วจึงกลับมาสู่พระหัตถ์ขวาของพระสุธนดังเดิม

ขณะ นั้นฝูงนางกินนรชาว ไกลาส มีท้าวทุมราชเป็นประธานแม้จนเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ ก็พากันสรรเสริญให้พรแก่พระสุธนอื้ออึงไปทั่วพิภพ ท้าวทุมราชมีพระประสงค์จะทรงทดลองพระสุธนอีกจึงรับสั่งว่า ” บัลลังก์หินสำหรับพระนครนั้นมีอยู่แผ่นหนึ่ง ถ้าจะยกให้ขึ้นต้องใช้คนพันหนึ่งจึงจะยกได้ เจ้าอาจจะยกขึ้นได้หรือไม่พระสุธนก็ทูลรับอาสาเพื่อจะลองยกดู เมื่อมหาชนไปประชุมกันพร้อมที่บัลลังก์หินนั้นแล้ว พระสุธนทรงอธิฐานว่า ” ด้วยอำนาจบุญบารมี ของข้าพเจ้าที่ได้สร้างมา ขอให้บัลลังก์หินนั้นเบาดุจใบไม้เถิด” พอขาดคำอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงยกบัลลังก์หินนั้นขึ้นได้โดยสะดวก

ท้าว ทุมราชทรงเห็น อัศจรรย์ดังนั้น ก็เสด็จจากพระที่นั่งสวมกอดพระสุธน พลางตรัสขอขมาโทษที่พระองค์ได้ประมาทหมิ่นบุญฤทธิ์แต่เดิม ฝ่ายพวกกินนรผู้เป็นราชบริพารทั้งหลาย ก็พากันโห่ร้องซ้องสาธุการอื้ออึง แล้วพระองค์จึงตรัสถามว่า ” เจ้าจำภรรยาเจ้าได้หรือไม่” พระสุธนทูลรับว่าจำได้ แล้วพระองค์ก็ทรงพาพระสุธนกลับมายังพระราชวังด้วยความโสมนัสเป็น อย่างยิ่ง มีรับสั่งให้ธิดาทั้งเจ็ดแต่งกายให้งดงามเหมือนกันทั้งหมด แล้วให้นั่งเรียงกันแต่สับลำดับกันเสีย เอานางมโนหราเข้าไปปนไว้ในระหว่างพี่สาวทั้งหลาย แล้วให้เชิญพระสุธนเข้ามาพลางตรัสว่า “ธิดาของเราทั้งเจ็ดนางนี้ ภรรยาของเจ้าคนไปไหนจงจูงกรเอาไปเถิด” เมื่อพระสุธนทอดพระเนตรไป ก็จำนางมโนหราไม่ได้คิดตรึกตรองหาอุบายให้รู้จักนางให้จงได้ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ” ถ้าหากว่าในชาติก่อน ข้าพเจ้าไม่เคยคบหากับภรรยาคนอื่นแล้วไซร้ ขอให้ข้าพเจ้ารู้จักนางมโนหราเถิด”

ครั้ง นั้นอาสนะของพระอินทร์ซึ่ง เคยอ่อนนุ่ม ก็แสดงอาการแข็งกระด้างและเร่าร้อนขึ้นมา เมื่อพระอินทร์เล็งทิพยเนตรดูรู้เหตุนั้นแล้ว ก็เหาะลงมาจากฟากฟ้า เข้าไปใกล้พระสุธนทรงกระซิบว่า ” ข้าพเจ้าจะนิรมิตเป็นแมลงวันทอง บินวนอยู่บนศรีษะผู้ที่เป็นภรรยาของท่านสามรอบ”

ครั้นพระ สุธนได้ทรงฟังถ้อยคำของพระอินทร์ดังนั้น รออยู่จนมีแมลงวันมาบินวนอยู่ ก็เสด็จตรงเข้าไปจับพระกรนางมโนหรา แล้วทูลว่า “คนนี้แหละพระเจ้าข้า เป็นภรรยาของข้าพระบาท” ท้าวทุมราชทอดพระเนตรเห็นอัศจรรย์ดังนั้น ก็ทรงโสมนัสแล้วตรัสให้ทำการอภิเษกพระสุธนกับนางมโนหราบนกองเงินกองทอง ครอบครองราชสมบัติสืบต่อไป

ต่อ นั้นมาพระสุธนก็ได้อยู่ครองกับนางมโน หราด้วยความสุขสำราญตลอดมา ครั้นคืนวันหนึ่งเมื่อพระสุธนจะบรรทม บังเอิญระลึกขึ้นได้ถึงพระชนกชนนีบังเกิดความโศกเศร้าเป็นกำลัง พลางรำพึงติเตียนพระองค์เองว่า “เรานี้ชั่วช้านัก ไม่คิดถึงพระคุณพระชนก ชนนี มีใจโหดร้ายทอดทิ้งพระองค์มาหาความ สุขส่วนตัวแต่ผู้เดียวเช่นนี้เป็นการไม่สมควรที่บุตรจะประพฤติเป็นอย่าง ยิ่ง ป่านนี้ทั้งสองพระองค์คงจะทรงโศกเศร้าเป็นทุกข์ถึงเราอย่างแสนเข็ญ จำเราจะต้องกลับไปเยี่ยมเยียนพระองค์ให้ทรงหายห่วงใยคลายความโศกให้จงได้” ยิ่งระลึกถึงพระชนนีว่าจะมีทุกข์ร้อนประการใดบ้าง ยิ่งทำให้พระองค์อัดอั้นในพระทัย ถึงแก่ทรงพระกันแสงร่ำไห้อยู่บนที่บรรทมจนหลับไป

ครั้น รุ่งเช้า นางมโนหราตื่นบรรทมแล้ว เห็นพระสามีบรรทมซบเซาอยู่ เฝ้าวิงวอนทูลถามถึงสองสามครั้งว่า ” พระองค์ประชวรไปหรือประการใด ” พระสุธนทรงพระกันแสง แล้วตรัสบอกแก่นางว่า ” พี่คิดถึงพระมารดาเป็นกำลัง เมื่อเวลาจะมาตามเจ้า พระมารดาได้ทรงพระกันแสงห้ามปรามอย่างน่าสังเวช เพราะฉะนั้นจึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องลาไปเยี่ยมเยียนพระองค์ให้จงได้” เมื่อนางมโนหราได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทูลวิงวอนขอตามเสด็จไปด้วย พระสุธนจะห้ามปรามประการใดนางก็หาฟังตกลงต้องอนุญาติให้นางตามเสด็จไปด้วย

ครั้น รุ่งเช้า พระสุธนก็พานางมโนหราขึ้นเฝ้าท้าวทุมราชขอถวายบังคมลาไปเยี่ยมเยียนพระบิดา ตามที่ทรงคิดไว้ ท้าวทุมราชได้ทรงฟังก็ทรงยินดีด้วยพลางตรัสว่า “พ่อขอไปด้วยเพื่อเยี่ยมเยียนพระชนกชนนีของเจ้า” แล้วตรัสสั่งให้พนักงานเตรียมพลนิกายให้ให้พร้อมเสร็จ

ครั้น ถึงวัน กำหนด ท้าวทุมราชพร้อมด้วยพวกกินนรผู้เป็นบริวาร ก็พาพระสุธนและนางมโนหราออกจากพระนครเหาะไปทางอากาศ ไม่นานเท่าใดถึงเมือง ปัญจาละ ตรัสสั่งให้หยุดตั้งค่ายและสร้างพลับพลาลง ณ ที่ใกล้พระนครนั้นคืนเดียวก็สำเร็จ ครั้นรุ่งเช้าชาวพระนครเห็นเข้ามีความพิศวงพากันตกใจว่ามีข้า ศึกล้อมเมือง ต่างกะเกณฑ์รี้พลเพื่อเตรียมการป้องกันเป็นโกลาหล ส่วนท้าวอาทิตย์วงศ์ ครั้นเวลาเช้าทรงเผยพระแกลทอดพระเนตรไปแต่ไกล ทรงเห็นค่ายและพลับพลานั้นมีกำแพงและหอรบ สะพรั่งพร้อมตั้งอยู่เช่นนั้น ก็สำคัญว่ามีพระนครตั้งขึ้นใหม่ ทรงพิศวง งงงวยด้วยประหลาดพระทัยเป็นล้นพ้น ทรงตกตะลึงอยู่ มิรู้ที่จะทรงคิดอ่านประการใด ส่วนพระสุธนทรงดำริว่า ” พระราชบิดาคงจะตกพระทัยเป็นอันมากเพราะจะทรงเห็นไปว่า เข้าศึกมาล้อมพระนครเป็นแม่นมั่น” จึงรีบพาบริวารเสด็จเข้าไปยังพระราชวัง แจ้งเหตุให้พนักงานทราบเรื่องแล้วเข้าเฝ้าพระราชบิดา กราบทูลเล่าเรื่องราวตั้งแต่จากไป จนได้พานางมโนหรากับ ท้าวทุมราชยกพลนิกายมาเฝ้า ให้ทรงทราบทุกประการ ฝ่ายท้าวอาทิตยวงศ์กับพระนางจันทาเทวี เมื่อได้ทอดพระเนตรโอรสกลับมาโดยสวัสดี ก็ทรงยินดีเหลือ ที่จะประมาน ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พระสุธนจากไป และทรงรำพันถึงความทุกข์โศกของพระองค์ให้พระสุธนทราบทุกประการ

ครั้น แล้วพระองค์ก็เสด็จออกไปต้อนรับท้าวทุมราช ด้วยเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ฝ่ายท้าวทุมราชก็ถวายเครื่องราชบรรณาการตามประเพณี สัมพันธ์มิตรอันสนิทสนม และเสด็จประทับสำราญพระทัยอยู่เจ็ดวันแล้วก็ทูลลายกพลนิกายกลับยังพระนคร ฝ่ายท้าวอาทิตยวงศ์ ตรัสสั่งให้เจ้าพนักงานจัดการตกแต่ง พระนคร ทำการอภิเษกพระสุธนกับนางมโนหราให้ครองราชสมบัติ ณ เมืองปัญจาละสืบต่อไป ส่วนพระองค์เสด็จออกบรรพชาเป็นฤาษี ไม่นานก็สำเร็จฌานสมาบัติ ( ฌานสมาบัติ เป็นวิธีเจริญภาวนาของฤาษี กล่าวว่าผู้สำเร็จแล้วย่อมเหาะเหินไปในอากาศได้ และมีจิตระงับจากกิเลสได้ในขณะเมื่อฌานยังไม่เสื่อม )

ครั้น สิ้นพระชนมายุแล้วได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ส่วนพระสุธน ก็เสวยราชสมบัติปกครองประชาราษฎรโดยยุติธรรม และได้ทรงเลี้ยงพระ ชนนีเป็นอันดี กับทรงบริจาคทานรักษาศีลเป็นนิตย์ ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้วได้ไปบังเกิดในดุสิตพิภพ ฝ่ายอำมาตย์ราชเสวกผู้เป็นบริวาร บรรดาที่ตั้งอยู่ในโอวาทของพระสุธน เมื่อหมดอายุไขแล้วก็ไปบังเกิดในสุคติภพสิ้นด้วยกันแล

 
     

 

ช่วงนี้กำลังอัพเดทอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆเรื่อยๆทุกวันครับ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามรับชมนะครับ

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 
ลิงค์ หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
 1. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook 1. เทศบาลตำบลเชียงคำ facebook
2. ข้อมูลและประวัติอำเภอ facebook 2. เทศบาลตำบลเวียง facebook
3. สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ facebook 3. เทศบาลตำบลหย่วน facebook
4. เกษตรอำเภอเชียงคำ facebook 4. เทศบาลตำบลฝายกวาง facebook
5. กองพันทหารราบ ร.17 พัน 4 facebook 5. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น facebook
6. กองร้อย ตชด. 326  facebook 6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ facebook
7. พัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ facebook 7. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน facebook
8. นิคมสหกรณ์เชียงคำ facebook 8. องค์การบริหารฯ ตำบลเชียงบาน facebook
9. ห้องสมุดประชาชน facebook 9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว facebook
10. แขวงการทางเชียงรายที่ 2 facebook 10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง facebook
11. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 11. องค์การบริหารฯ ตำบลทุ่งผาสุุข facebook
12. ศาลจังหวัดเชียงคำ facebook 12. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
facebook
13. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พย.9
facebook 13. สโมสรโรตารี่เชียงคำ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 1. ศูนย์กู้ชีพ รพ.เชียงคำ
facebook
2. สาธารณสุขอำเภอเชียงคำ facebook 2. มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ facebook
3. รพ.สต. หย่วน facebook 3. คลีนิคหมอ facebook
4. รพ.สต. เวียง facebook 4. คลีนิคหมอ facebook
5. รพ.สต. เชียงบาน facebook 5. คลีนิคหมอ facebook
6. รพ.สต. น้ำแวน facebook 6. คลีนิคหมอ facebook
7. รพ.สต. ผาลาด facebook 7. คลีนิคหมอ facebook
8. รพ.สต. ฝายกวาง facebook 8. คลีนิคหมอ facebook
9. รพ.สต. แวนโค้ง facebook 9. คลีนิคหมอ facebook
10. รพ.สต. ทุ่งผาสุข facebook 10. คลีนิคหมอ facebook
11. รพ.สต. แม่ลาว facebook 11. คลีนิคหมอ facebook
12. รพ.สต. น้ำมิน facebook 12. คลีนิคหมอ
facebook
13. รพ.สต. จำบอน facebook 13. คลีนิคหมอ facebook
14. รพ.สต. สันปูเลย facebook 14. คลีนิคหมอ facebook
15. รพ.สต. ปางมดแดง facebook 15. คลีนิคหมอ facebook
16. รพ.สต. เจดีย์คำ facebook 16. คลีนิคหมอ facebook
17. รพ.สต. ร่มเย็น facebook 17. คลีนิคหมอ facebook
18. รพ.สต. หนองป่าแพะ facebook 18. คลีนิคหมอ facebook
19. รพ.สต. ปางถ้ำ facebook 19. คลีนิคหมอ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ หน่วยงานธนาคารและรัฐวิสาหกิจ อำเภอเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค facebook 1. บริษัทขนส่งจำกัด facebook
  2. การประปาส่วนภูมิภาค facebook 2. บริษัทสมบัติทัวร์ facebook
  3. องค์การโทรศัพท์ส่วนภูมิภาค facebook 3. บริษัทโชครุ่งทวีทัวร์ facebook
  4. ไปรษณีย์ไทย สาขาเชียงคำ facebook 4. บริษัทสยามเฟิร์สทัวร์ facebook
  5. บริษัท ทีโอที จำกัด facebook 5. บริษัทเชิดชัยทัวร์ facebook
  6. ธนาคาร ธกส. สาขาเชียงคำ facebook 6. บริษัทบุษราคัมทัวร์ facebook
  7. ธนาคาร ธกส. สาขาบ้านทราย facebook 7. บริษัทดอกคำใต้เดินรถ จำกัด facebook
  8. ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคำ facebook 8. บริษัท ก.สหกิจเดินรถ จำกัด facebook
  9. ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงคำ facebook 9. บริษัทบุญณัฐเดินรถ จำกัด facebook
  10. ธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส facebook 10. บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่งจำกัด facebook
  11. ธนาคารไทยพานิชย์ เชียงคำ facebook 11. บริการรถตู้ facebook
  12. ธนาคารกรุงเทพ สาขาเชียงคำ facebook 12. บริการรถโดยสาร facebook
  13. ธนาคารกรุงเทพ โลตัสเชียงคำ facebook 13. บริการรถมอเตอร์ไซค์ facebook
  14. ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคำ facebook 14. มูลนิธิต่างๆ facebook
  15. ไทยประกันชีวิต facebook 15. สถานีวิทยุ 96.50 คลื่นสีขาว facebook
  16. วิริยะประกันภัย facebook 16. สถานีวิทยุ คลื่น 94.0 ยักษ์ใหญ่
facebook
  17. สินเชื่อ facebook 17. สถานีวิทยุ คลื่น 103.25 ดวงดี
facebook
  18. สนง.สุดารัตน์ ประวัง ประกันชีวิต facebook 18. สถานีวิทยุ คลื่น 104.0 เชียงคำ
facebook
  19. ชมรมพลศึกษาและกีฬา facebook 19. สถานีวิทยุ คลื่น 89.0 สบายใจ
facebook
  20. บริษัทนิ่มซี่เส็งขนส่ง จำกัด facebook 20. วิทยุชุมชนพะเยา facebook
  21. บริษัทพีวีลิสซิ่ง จำกัด facebook 21. บริษัททวียนต์ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานทางด้านการศึกษา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
ที่ ตำบลหย่วน   ที่  ตำบลร่มเย็น  
1. โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม facebook 1. โรงเรียนบ้านสบสา facebook
2. ม.ราชภัฎเชียงราย วิทยาเขต facebook 2. โรงเรียนบ้านร่องส้าน facebook
3. โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ facebook 3. โรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็น facebook
4. โรงเรียนปิยมิตรวิทยา facebook 4. โรงเรียนบ้านปางถ้ำ facebook
5. โรงเรียนคุณากร facebook 5. โรงเรียนบ้านโจ้โก้ facebook
6. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 facebook 6. โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง facebook
7. โรงเรียนสาธิตวิทยาเชียงคำ facebook
8. โรงเรียนวัดหย่วนวิทยา facebook      
ที่  ตำบลเวียง   ที่  ตำบลอ่างทอง  
1. โรงเรียนบ้านพระนั่งดิน facebook 1. โรงเรียนบ้านจำบอน facebook
2. โรงเรียนบ้านปี้ facebook 2. โรงเรียนบ้านปางมดแดง facebook
3. โรงเรียนบ้านไชยพรม facebook 3. โรงเรียนบ้านสันปูเลย facebook
ที่  ตำบลน้ำแวน   ที่ ตำบลเจดีย์คำ
1. โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ facebook 1. โรงเรียนบ้านวังเค็มใหม่ facebook
2. โรงเรียนบ้านแวน facebook 2. โรงเรียนบ้านปัว facebook
3. โรงเรียนบ้านชัยชมภู facebook 3. โรงเรียนบ้านดอนลาว facebook
4. โรงเรียนบ้านผาลาด facebook 4. โรงเรียนบ้านร่องค้อม facebook
 ที่  ตำบลฝายกวาง    ที่  ตำบลแม่ลาว  
1. โรงเรียนบ้านฝายกวาง facebook 1. โรงเรียนบ้านทุ่งเย็น facebook
2. โรงเรียนบ้านปัวศรีพรม facebook 2. โรงเรียน่บ้านถ้ำผาลาด facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งหล่ม facebook 3. โรงเรียนบ้านน้ำมิน facebook
4. โรงเรียนบ้านแวนโค้ง facebook 4. โรงเรียนบ้านสบทุ facebook
5. วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ facebook 5. โรงเรียนบ้านแฮะ facebook
ที่ ตำบลเชียงบาน ที่ ตำบลทุ่งผาสุข
1. โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน facebook 1. โรงเรียนบ้านผาฮาว facebook
2. โรงเรียนบ้านปางวัว facebook 2. โรงเรียนบ้านหัวทุ่ง facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งมอก facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ สถานที่ท้องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. วัดพระธาตุดอยคำ facebook 1. อุทยานแห่งชาติภูซาง facebook
2. วัดพระนั่งดิน facebook 2. วัดแสนเมืองมา facebook
3. วัดนันตาราม facebook 3. ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ facebook
4. อนุสรณ์ผู้เสียสละ facebook 4. วัดพระธาตุสบแวน facebook
5. น้ำตกน้ำมิน facebook 5. ด่านชายแดนบ้านฮวก facebook
6. อ่างเก็บน้ำบ้านแฮะ facebook 6. ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด ปางถ้ำ facebook
7. อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ facebook 7. ถ้ำห้วยสา facebook
8. น้ำตกคะแนง facebook 8. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านห้วยสา facebook
9. ถ้ำห้วยน้ำดั้น รูปหน้าคน facebook 9. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม facebook
10. น้ำตกขุนลาว บ้านคะแนง facebook  10. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ facebook
11. ดอยผาขาม facebook 11. ภูอานม้า ต.ร่มเย็น facebook
12. น้ำตกห้วยเคียน facebook 12. ถ้ำตาถ้ำยาย ต.ร่มเย็น facebook
13. วัดพระธาตุขุนห้วยสวด facebook 13. ถ้ำบ้านวังถ้ำ ต.แม่ลาว facebook
14. ศูนย์หัตถกรรมไทลื้อทุ่งมอก facebook 14. แนวกำแพงเก่าบ้านเวียง facebook
15. กู่ผาแดงบ้านกอม ต.เวียง facebook 15. อ่างเก็บน้ำญวน facebook
16. วังตาด ต.ร่มเย็น facebook 16. วัดร้องเก่า facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ศูนย์จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. ศูนย์โอท็อป facebook
2. ศูนย์ฯวัดพระนั่งดิน facebook
3. ผ้าทอไทลื้อ บ้านทุ่งมอก facebook
4. กาละแมโบราณ facebook
5. ผักตบชวาและผ้าปักโครเช facebook

 

ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. บ้านร้อง  หมู่ที่ 1 facebook 16. บ้านบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 facebook
2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 facebook 17. บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 facebook
3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3 facebook 18. บ้านสบสา หมู่ที่ 18 facebook
4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 facebook 19. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 facebook
5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 facebook 20. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 facebook
6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6 facebook 21. บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21
facebook
7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 facebook 22. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
facebook
8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 facebook 23. บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนองห้า facebook
9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 facebook 24. บ้านใหม่เจริญสุข ขึ้นกับหมู่ 3 facebook
10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10 facebook 25. บ้านร้องขี้เป็ด ขี้นกับ หมู่ 1 facebook
11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 facebook 26. บ้านห้วยเคียน facebook
12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 facebook 27. บ้านห้วยปุ้ม (ถ้ำ,น้ำตก) facebook
13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 facebook 28. บ้านห้วยหอย facebook
14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 facebook 29. วิวยอดดอยผาขาม facebook
15. บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 facebook 30. เส้นทางปางถ้ำ-ผาแดงบน facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
             
  1. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 1 facebook 9. บ้านงุ้น facebook
  2. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 2 facebook 10. บ้านใหม่นันทะวงค์ facebook
  3. บ้านหย่วน facebook 11. บ้านกอม facebook
  4. บ้านมาง facebook 12. บ้านป่าแดด facebook
  5. บ้านดอนไชย facebook 13. บ้านทุ่งบานเย็น facebook
  6. บ้านแช่แห้ง facebook 14. บ้านเปื๋อยเปียง facebook
  7. บ้านแดนเมือง facebook 15. บ้านเชียงคำ facebook
  8. บ้านตลาด (วัดบุนนาค) facebook      
             

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปี้ หมู่ที่ 1 facebook 6. บ้านเวียง facebook
2. บ้านคือ facebook 7. บ้านพระนั่งดิน facebook
3. บ้านทราย facebook 8. บ้านดอนไชย facebook
4. บ้านล้า facebook 9. บ้านดอนแก้ว facebook
5. บ้านไชยพรม facebook 10. บ้านปี้ หมู่ที่ 10 facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านสนธิ์พัฒนา facebook
2. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 2 facebook 9. บ้านห้วยบง facebook
3. บ้านไคร้ป่าคา facebook 10. บ้านป่าแดงสามัคคี facebook
4. บ้านแม่ต๋ำ facebook 11. บ้านก้าวเจริญ facebook
5. บ้านผาลาด facebook 12. บ้านสันเวียงทอง facebook
6. บ้านชัยชุมภู facebook 13. บ้านชัยเจริญ facebook
7. บ้านแม่ต๋ำท่าข้าม facebook 14. บ้านแวนศรีชุม facebook
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านวังเค็มเก่า facebook 7. บ้านบุญยืน facebook
2. บ้านวังเค็มใหม่ facebook 8. บ้านดอนลาว facebook
3. บ้านใหม่ไพรสนธิ์ facebook 9. บ้านปิน facebook
4. บ้านปัวชัย facebook 10. บ้านร่องค้อม facebook
5. บ้านปุ facebook 11. บ้านอัมพร facebook
6. บ้านกว้าน facebook 12. บ้านบุญชัย facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านฝายกวาง facebook 10. บ้านทุ่งหล่มใหม่ facebook
2. บ้านปัว (แหลง) facebook 11. บ้านสันติสุข facebook
3. บ้านศรีพรม facebook 12. บ้านบัวนาคพัฒนา facebook
4. บ้านหนอง (ลื้อ)
facebook 13. บ้านใหม่นาสา facebook
5. บ้านปัวใหม่ facebook 14. บ้านศิวิไล facebook
6. บ้านทุ่งหล่ม facebook 15. บ้านหนองใหม่ facebook
7. บ้านสลาบ facebook 16. บ้านฐานพัฒนา facebook
8. บ้านแวนโค้ง facebook 17. บ้านฝายกวาง facebook
9. บ้านใหม่เจริญไพร facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปางวัว facebook 7. บ้านเชียงคาน facebook
2. บ้านทุ่งมอก facebook 8. บ้านสบแวน หมู่ 8 facebook
3. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 3 facebook 9. บ้านแพทย์บุญเรือง facebook
4. บ้านเชียงบาน หมุ่ที่ 4 facebook 10. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 10 facebook
5. บ้านแวนพัฒนา facebook 11. บ้านฝั่งแวน facebook
6. บ้านแพด หมู่ที่ 6 facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านกาญจนา facebook
2. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 2
facebook 9. บ้านสบทุ facebook
3. บ้านผาลาด หมู่ที่ 3
facebook 10. บ้านคะแนง facebook
4. บ้านวังถ้ำ facebook 11. บ้านกอก facebook
5. บ้านแฮะ facebook 12. บ้านผาลาดใหม่ facebook
6. บ้านน้ำมิน facebook 13. บ้านน้ำมินเหนือ facebook
7. บ้านน้ำลาว facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลอ่างทอง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านเนินสามัคคี facebook 8. บ้านสันปูเลย facebook
2. บ้านดอยอิสาน facebook 9. บ้านปางมดแดง facebook
3. บ้านหล่ายพัฒนา facebook 10. บ้านปางมดแดงใหม่ facebook
4. บ้านบ่อน้อย facebook 11. บ้านเนินสายกลาง facebook
5. บ้านหนองบัวเงิน facebook 12. บ้านจำบอนใหม่ facebook
6. บ้านนาเจริญ facebook 13. บ้านนาเจริญ facebook
7. บ้านจำบอน facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลทุ่งผาสุข อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านหัวทุ่ง facebook 5. บ้านหัวทุ่งใหม่ facebook
2. บ้านทุ่งควบ facebook 6. บ้านทุ่งผาสุข facebook
3. บ้านผาฮาว facebook 7. บ้านใหม่เจริญ facebook
4. บ้านไร่แสนสุข facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ดอยผาขามและอ่างน้ำญวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 1 facebook 10. ตำนานนกหัสดิลิงค์ facebook  
  2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 2 facebook 11. เรื่องเล่าดอยผาขาม 1 facebook  
  3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 3 facebook 12. เรื่องเล่าดอยผาขาม 2 facebook  
  4. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1 facebook 13. เรื่องเล่าดอยผาขาม 3 facebook  
  5. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 facebook 14. เรื่องเล่าดอยผาขาม 4 facebook  
  6. เสียงน้อยๆคอยติดตามอ่างฯ facebook 15. เรื่องเล่าดอยผาขาม 5 facebook  
  7. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 1 facebook 16. ถ้ำผาแดง-ถ้ำน้ำลอด facebook  
  8. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 2 facebook 17. ยอดวิวดอยผาขาม facebook  
  9. ตำนานพระสนธนมโนราห์ facebook 18. ถ้ำรูปหน้าคนที่บ้านห้วยปุ้ม facebook  
               

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพชนชาติพันธุ์ต่างๆ
ชนชาติพันธุ์ในไทยและที่มีอยู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. ชนชาติพันธุ์ไตยวน facebook 12. ชนชาติพันธุ์ลาหู่หรือมูเซอ facebook
  2. ชนชาติพันธุ์ไทลื้อ facebook 13. ชนชาติมลาบรีหรือผีตองเหลือง facebook
  3. ชนชาติพันธ์ุเผ่าเมี่ยนหรือเย้า facebook 14. ชนชาติพันธุ์ภูไท facebook
  4. ชนชาติพันธุ์เผ่าม้งหรือแม้ว facebook 15. ชนชาติพันธุ์ลาวโซ่ง facebook
  5. ชนชาติพันธุ์อีสาน facebook 16. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 17. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 18. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook
  8. ชนชาติพันธุ์อาข่าหรืออีก้อ facebook 19. ชนชาติพันธุ์ชาวใต้ facebook
  9. ชนชาติพันธุ์ขมุ facebook 20. ชนชาติพันธุ์ละหว้าหรือลัวะ facebook
  10. ชนชาติพันธุ์ไทเขิน facebook 21. ศูนย์อพยพภูซาง facebook
11. ชนชาติพันธุ์ลาวเวียง ลาวครั่ง

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพเรื่องราวต่างๆในอำเภอเชียงคำ
เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงคำ-ภูซาง
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ facebook 1. ในหลวงเสด็จเชียงคำ facebook  
  2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ facebook 2. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ facebook  
  3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน facebook 3. พระยาดัสกรปลาส facebook  
  4. วัดเวียงพระแก้ว facebook 4. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook  
  5. พญาคำฟูกับเชียงคำ facebook 5. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook  
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 6. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook  
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 7. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook  
8. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด facebook 8. พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช facebook
9. ตำนานเมืองคุ้ม facebook 9. ชุดครัยรับปริญาม.พะเยา facebook
10. ตำนานดงเปื๋อยเปียง facebook 10. งานปอยบวชเณร facebook
11. ตำนานดงป่าแดง facebook 11. ส่งเคราะห์สู่ขวัญ facebook
12. ตำนานกู่ผาแดง facebook 12. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
13 ตำนานขุนหาญดงโก้ง facebook 13. วัดพระธาตุภูซาง facebook
14. ตำนานทุ่งทัพ facebook 14. ยินดีต้อนรับสู่มาตุภูมิ facebook
15. ตำนานดอยปู่ง่าว facebook 15. งานกีฬาสีโรงเรียนเชียงคำ facebook
16. ตำนานเจ้าหมวกคำ facebook 16. ดอกหางนกยูงเชียงคำ facebook
17. ตำนานพระธาตุดอยคำ facebook 17. คำสอนล้านนา facebook
18. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน facebook 18. กว่าจะมาเป็นผ้าไทลื้อ facebook
19. พระเจ้าแสนแซ่ facebook 19. เสื้อสมาชิกกลุ่มรวมพลฯ facebook
20. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ facebook 20. วัดนันตาราม Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
21. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ facebook 21. พระธาตุขุนบง ภูซาง Cr.Kowit facebook
22. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล facebook 22. วัดวังเค็มเก่า Cr.พี่โกวิทย์ facebook
23. ผางลาง facebook 23. จำลองเมืองเก่าเชียงคำ facebook
24. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น facebook 24. ภูชีฟ้า Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
25. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ facebook 25. นครน่าน Cr. Kowit facebook
26. แข่งขันไก่ตั้ง facebook 26. รูปรวมพลคนฮักเจียงคำ facebook
27. เสน่ห์ธรรมชาติบ้านเฮา facebook 27. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
28. บรรยากาศเก็บหอยน้ำญวน facebook 28. โครงการหลวงปังค่า facebook
29. บ้านห้วยเคียน ต.ร่มเย็น facebook 29. เรื่องลึกลับ facebook
30. โครงการทำฝายไม้ไผ่ facebook 30. วัดพระธาตุดอยคำ facebook
31. ถ้ำห้วยสา ต.ร่มเย็น facebook 31. กรีดยางพาราที่บ้านเกษตรฯ facebook
32. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook 32. วัดมางหรือ วัดแสนเมืองมา facebook
33. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ facebook 33. วัดหย่วน อ.เชียงคำ facebook
34. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา facebook 34. เส้นทางปางถ้ำต้นผึ้ง ร่มเย็น facebook
35. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน facebook 35. วัดบุนนาค facebook
36. บรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ facebook 36. งานไทลื้อเจียงคำ ปี 2557 facebook
37. สาวงามไทลื้อ facebook 37. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
38. ภาพวิวยอดดอยผาขาม facebook 38. ภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน facebook
39. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ facebook 39. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง facebook
40. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 40. เสื้อสมาชิก facebook
41. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 41. บรรยากาศบ้านยอด อ.สองแคว facebook
42. โรงหนังประสพสุขรามา facebook 42. ลำไยบ้านเฮา facebook
43. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 43. อยากให้เชียงคำพัฒนา facebook
44. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 44. ไฟป่าที่เชียงคำ facebook
45. อ่างเก็บน้ำญวน facebook 45. วัดก๊อซาว ทุ่งกล้วย ภูซาง facebook
46. พาเที่ยวบ้านฮวก facebook 46. บ้านป่าฮ้อม ภูซาง facebook
47. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 47. แอ่วตวยถนภูซางเจียงฮาย facebook
48. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 48. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
49. ความภาคภูมิใจเชียงคำ facebook 49. แอ่วทุ่งทานตะวัน facebook
50. ถนนคนเดินเชียงคำ facebook 50. สาวงามไทลื้อ facebook

 

อาหารการกินคนเมืองล้านนา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. อาหารล้านนาบ้านเฮา facebook 1. น้ำพริกเห็ดด่าน facebook  
  2. ดอกงิ้ว ทำน้ำขนมจีน facebook 2. เห็ดดิน เห็ดเหลือง เห็ดแดง facebook  
  3. อ่อมจิ้นล้านนา facebook 3. เห็ดถอบ facebook  
  4. แกงมะฟักใส่ไก่ facebook 4. เห็ดขอนขาว facebook  
  5. แกงผักปั๋ง facebook 5. เห็ดลม facebook  
  6. น้ำพริกน้ำผัก facebook 6. เห็ดฟาง facebook  
  7. ส้ามะลิดไม้ facebook 7. ผัดเผ็ดหมูป่า facebook  
8. น้ำพริกมะกอก facebook 8. เห็ดหูหนูหรือเห็ดโล๊ะหละ facebook
9. อาหารที่ทำจากมดส้ม facebook 9. ลาบหมี่หมู facebook
10. คั่วดอกหอมใส่ไข่ facebook 10. ส้มตำประเภทต่างๆ facebook
11. มะแขว่นเครื่องปรุงรสล้านนา facebook 11. ไส้ย่าง facebook
12. อาหารที่ทำจากจี้กุ่ง facebook 12. แมงมันของบ่เขียม facebook
13 หวายของป่าหากินยาก facebook 13. ยำปลากระป๋อง facebook
14. แกงกระด้าง facebook 14. ข้าวกั๊นจิ้น facebook
15. แกงขนุน facebook 15. ข้าวแรมฟืน facebook
16. แกงผักหละ หรือ ผักชะอม facebook 16. ตัวต่อ น้ำพริกต่อ facebook
17. ส้ากุ้งหรือกุ้งเต้น facebook 17. แกงหน่อไม้ใส่เห็ดอีกหม้อ facebook
18. น้ำพริกข่าต้มเห็ดถอบ facebook 18. ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู facebook
19. มะนอยน้อย facebook 19. ส้าใบมะม่วง facebook
20. จิ้นส้มคนเมือง facebook 20. แกงหน่อไม้ facebook
21. แกงหวายอีกแบบ facebook 21. ตำขนุน facebook
22. แกงหอย facebook 22. แกงผักชะอม facebook
23. ยำไก่เมืองเหนือเฮา facebook 23. คั่วผักหม facebook
24. แกงหยวกกล้วย facebook 24. ข้าวซอย facebook
25. ยำปลาแห้ง facebook 25. อ๊อกปู๋นา สุดยอดอาหาร facebook
26. ตำเตา facebook 26. ไส้อั่ว facebook
27. แกงแค facebook 27. ส้มตำข้าวเหนียวไก่อบฟาง facebook
28. แก๋งมะบวบ facebook 28. หลามปลาหลามเนื้อ facebook
29. คั่วยอดฟักทอง facebook 29. ยำไส้ตัน facebook
30. แกงผักจี facebook 30. ปลานึ่ง facebook
31. แกงหนัง facebook 31. จี้กุ่งทอด facebook
32. ห่อนึ่งประเภทต่างๆ facebook 32. ปลาเผาจิ้มน้ำพริก facebook
33. ตำถั่วฝักยาว facebook 33. ขุดปูนา facebook
34. น้ำพริกจี้กุ่ง และจี้กุ่งทอด facebook 34. ห่อนึ่งเห็น facebook
35. จิ้นนึ่งกับน้ำพริกข่า facebook 35. ขนมข้าวควบ facebook
36. น้ำพริกหนุ่ม facebook 36. ขนมข้าวแคบ facebook
37. ตำมะเขือยาว facebook 37. ต้มโคล้งปลา ต้มยำปลา facebook
38. ตำมะเหิด หรือ มะระขี้นก facebook 38. ไก ตะ สาหร่ายน้ำจืด facebook
39. น้ำพริกมะขามสด facebook 39. หม่าขี้เบ้า facebook
40. น้ำพริกอ่อง facebook 40. ต้นดอกงิ้ว facebook
41. ยำหน่อไม้ facebook 41. แอปเปิ้ลเมือง facebook
42. น้ำพริกหนุ่มแคปหมู facebook 42. ข้าวหนึกงา facebook
43. ตำถั่วฝักยาวอีกแบบ facebook 43. ข้าวหนมเหนียบ facebook
44. ยำงูสิงห์ facebook 44. ขนุนสุก facebook
45. ข้าวหนมปาด facebook 45. มะรื่นหรือมะมื่น facebook
46. ข้าวหนมแตน facebook 46. หม่ามู้ หรือ หม่ากู้ facebook
47. หมอบั่วหอมเตียม facebook 47. ต้นมะแขว่น facebook
48. น้ำผึ้งเดือนห้า facebook 48. ตั๊กแตนข้าว facebook
49. ขนมที่ทำจากกล้วย facebook 49. มะหลอด facebook
50. หลามปลา facebook 50. มะปราง facebook
51. มะม่วงหิมพานต์ facebook 51. หนอนไม้ไผ่ facebook
52. ปลาหมึกย่าง facebook 52. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook
53. ไก่อบฟาง facebook 53. น้ำพริกมะขาม facebook
54. จะค่าน เครื่องปรุงรส สุดยอด facebook 54. มดส้มหรือมดแดง facebook
55. ด้วงสาคู ด้วงมะพร้าว facebook 55. เรื่องกล้วยๆ facebook
56. ไส้หมูย่าง facebook 56. แกงเห็ดลมเห็ดกระด้าง facebook
57. มะม่วงหิมพานต์ facebook 57. กำกิ๋นบ้านเฮา facebook
58. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook 58. อาหารคนเมือง facebook
59. มะหลอดผลไม้ล้านนา facebook 59. รวมอาหารล้านนาเฮา facebook
60. ตองและกล้วยป่า facebook 60. ดอกคำปุ๋ยหรือดอคำฝอย facebook

 

ศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. การเก็บเกี่ยวข้าวแบบบ้านเฮา facebook 1. ดับไฟป่า facebook  
  2. ตักบาตรสองแผ่นดิน บ้านฮวก facebook 2. เก็บตกงานสงกรานต์ ปี 57 facebook  
  3. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 3. เล่นว่าวกลางทุ่งนา facebook  
  4. บ้านฮวกชายแดนไทยลาว facebook 4. หน่อไผ่ยักษ์สารพัดประโยชน์ facebook  
  5. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 5. สาวดอย facebook  
  6. ไหข้าวหม้อนึ่งกั๊วะข้าวมะเก่า facebook 6. สาวเหนืองามๆ 1 facebook  
  7. ดนตรีพื้นเมือง facebook 7. สาวเหนืองามๆ 2 facebook  
8. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 8. ปีใหม่เมืองบ้านเฮา facebook
9. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 9. ก่อก๋องฟืน หลัว facebook
10. งานไทลื้อเจียงคำ 1 facebook 10. เกมส์ปากระป๋องนมโบราณ facebook
11. งานไทลื้อเจียงคำ 2 facebook 11. มีดซอยยาสูบ facebook
12. น้ำท่วมปางถ้ำ ปี 56 facebook 12. ชุดครุยรับปริญญา ม.พะเยา facebook
13 น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 1 facebook 13. หลากหลายมุมมองกว๊าน facebook
14. น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 2 facebook 14. ล้อหรือเกวียนบ้านเฮา facebook
15. น้ำท่วมแม่ลาว ปี 56 facebook 15. ประเพณีสู่ขวัญควาย facebook
16. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 16. วัดโลกโมลี เชียงใหม่ facebook
17. เสน่ห์บ้านเฮา facebook 17. เด็กเลี้ยงควาย facebook
18. บอกไฟดอก facebook 18. ช้างไทย facebook
19. วิถีชีวิตล้านนาบ้านเฮา facebook 19. ม้าไทย facebook
20. ภาพสวยๆใส่กรอบเรียบร้อย facebook 20. ประเพณีสงกรานต์ล้านนา facebook
21. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 21. ประเพณีสู่ขวัญคน facebook
22. ดอกเอื้องสวยๆ facebook 22. ดอกคำใต้ facebook
23. ดอกจำปาลาว ลีลาวดี facebook 23. ไม้ไผ่สารพัดประโยชน์ facebook
24. ธรรมชาติไร้ขีดจำกัด facebook 24. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook
25. ต้นไม้แห่งธรรมะ facebook 25. วิถีชีวิตชาวนาไทย facebook
26. รูปผีเสื้อ facebook 26. รวมภาพแผ่นดินไหว เมื่อปี 57 facebook
27. เวลากับชีวิต facebook 27. วันวิสาขบูชา facebook
28. ความรักพ่อลูก facebook 28. วันมาฆบูชา facebook
29. ความสุขจากบ้านนา facebook 29. ภาพสมุดพระราชทาน facebook
30. เรื่องซึ้งๆจากแมคฯ facebook 30. เก็บตกสงกรานต์ลอสแองเจลิส facebook
31. ชีวิตเปรียบเหมือนบอล facebook 31. สาวในเครื่องแบบ facebook
32. กว่างนักสู้แห่งขุนเขา facebook 32. ต้มยำใบสลากกินแบ่ง facebook
33. ลูกชาวนา facebook 33. รองเท้าเก่าหรือเกิบ facebook
34. ฉันได้เรียนรู้ว่า facebook 34. วิธีแก้หนาวแบบแปลก facebook
35. สุขยิ่งกว่าการให้ facebook 35. ป้ายโฆษณาขำๆ facebook

 

วีดีโอศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
วีดีโอศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. เชียงคำรำลึก เพลงลูกกรุง 1. วิถีชีวิตไทลื้อจังหวัดน่าน    
2. เชียงคำรำลึก เพลงคำเมือง 2. เดี่ยวซึง    
3. เชียงคำรำลึก บรรเลง 1 3. ละอ่อนเล่นซึง    
4. เชียงคำรำลึก บรรเลง 2 4. บรรเลงสะล้อ โดย..น้องโอ๊ค    
5. เชียงคำรำลึก บรรเลง 3 5. เพลงดอกบัวตอง..สุนทรีย์    
6. เชียงคำรำลึก บรรเลง 4 6. บรรเลงระนาด ล่องแม่ปิง    
7. ภาพเก่าเล่าอดีตเชียงคำ บรรเลง 1 7. ใฝ่หามาเจย สุนทรี    
8. ภาพเก่าเล่าอดีตเชียงคำ บรรเลง 2 8. ฟ้อนเล็บ    
9. ซอล่องน่าน คณะประสิทธิ   9. ฟ้อนเจิง  
10. ตำนานเมืองน่าน   10. ตีกลองปูจา  
11. ซอปี่ พ่อมานพ แม่บัวซอน   11. ตีกลองสะบัดชัย  
12. ซอปี่เยาวชนคณะลูกบัวตอง   12. ฟ้อนสาวไหม  
13. ซอตั้งเจียงใหม่ แม่บัวซอน   13. ปีใหม่ม้ง ปี 2009  
14. ซอล่องน่าน พ่อครูคำผาย   14. ขับเพลงพี่น้องเมี่ยนหรือ เย้า  
15. ซอพม่า ซออื่อ   15. บรรยากาศกว๊านพะเยา  
16. ซอเงี้ยว   16. ลอยกระทงพะเยา  
17. เดี่ยวซึ่ง มอญลำปาง   17. ในกว๊านพะเยา  
18. ปราสาทไหว   18. การตีกลองล้านนาแบบไทลื้อ  
19. หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ ประยุกต์   19. แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา 1  
20. รำวงบะเก่า   20. แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา 2  
21. เพลงลาวดวงเดือน ประยุกต์   21. ทางขึ้นภูลังกา 1  
22. วงมโหรี   22. ทางขึ้นภูลังกา 2  
23. ดนตรีพื้นเมืองเด็ก   23. ยอดภูลังกา สาวชาวเขาสวย  
24. ฟ้อนแง้น ซอล่องน่าน   24. ตอนขึ้นภูลังกา  
25. แห่มวย   25. ดอกบัวในกว๊านพะเยา  
26. กลองปูจา   26. ชมทะเลหมอกภูลังกา  
27. สืบสานล้านนา   27. ดอยภูลังกา  
28. ฟ้อนแพน   28. แอ่วกว๊านพะเยา  
29. ฟ้อนเงี้ยว   29. ซอเมืองน่าน ครูคำผาย นุปิง  
30. ฟ้อนดวงเดีอน   30. ขับลื้อสิบสองปันนา  
31. ฟ้อนหริภุญชัย   31. ครูมุกดา แม่พระดอกคำใต้  
32. ระบำเชียงแสน   32. ซอตั้งเชียงใหม่  
33. ฟ้อนเจิง   33. ปี่จุมห้า โดย..พ่ออุ้ยติ๊บ  
34. ฟ้อนผีมด 1   34. ปี่จุม เชียงดาววิทยาคม  
35. ฟ้อนผีมด 2   35. สะล้อซอซึง  
36. ฟ้อนผีเมืองละกอน   36. เดี่ยวซึง เพลงล่องแม่ปิง  
37. ล้านนาโชว์   37. กว๊านพะเยา  
38. วงระนาด   38. ฟ้อนที่พะเยา  
39. วิถีชีวิตชุมชนไทลื้อ   39. ลอยกระทงที่พะเยา  
40. การอ่านธรรมล้านนาแบบไทลื้อ   40. ล่องเรือกว๊านพะเยา  
41. การฟ้อนสะไบล้านนาแบบไทลื้อ   41. ลอยกระทงที่บ้านต๋อมพะเยา  
42. การฟ้อนไทลื้อของละอ่อนล้านนา   42. บวงสรวงที่พะเยา  
43. ช่างซอฟ้อนแง้นแบบล้านนา   43. ภูชี้ฟ้า 1  
44. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา ๑   44. ภูชี้ฟ้า 2  
45. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา   45. ภูชี้ฟ้า 3  
46. เยือนเฮือนไทลื้อเชียงคำ   46. ภูชี้ฟ้า 4  
47. วิถีชีวิตไทลื้อเชียงคำ   47. แอ่วเหนือ  
48. ไหว้พระวัดอนันตาราม เชียงคำ   48. แอ่วเหนือ 2  
49. น้ำตกภูซางและวัดพระนั่งดิน   49. ดอยตุง  
50. การเก็บน้ำผึ้งของชุมชนบ้านปี้        
           

 

ตุลาคม 2017
อา พฤ
« พ.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  
รวมภาพต่าง ๆ
หมู่บ้านในเชียงคำ 1
หมู่บ้านในเชียงคำ 2