เมนูหลัก
เรื่องล่าสุด
 001ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน
บ้านแม่กา ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา
เรื่องโดย…ปิยะรักษ์

1. อนุสาวรีย์

จากวันแรกที่มาสัมภาษณ์งานที่พะเยา จนมาถึงวันนี้ก็ร่วมสองปีแล้วที่ฉันใช้เส้นทางเดิมเดินทางไปทำงาน และเป็นสองปีเศษที่ฉันขับรถผ่านสถานที่ที่สะดุดตา สะดุดใจฉันตั้งแต่แรกเห็น เมื่อข้ามพ้นสะพานห้วยเกี๋ยง ที่นั่นมีป้ายสีขาวขนาดใหญ่ริมทางมีข้อความว่า

“อนุสาวรีย์นายร้อยเอก เอ็ช เอ็ม เยนเซ่น” ไม่มีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านั้น และกว่าจะรู้ตัวว่าจุดหมายที่อยากรู้อยากเห็นนักหนาอยู่ตรงไหน ก็ขับรถผ่านไปไกลแล้ว และเมื่อลองถามใครต่อใครดู ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครให้คำตอบได้กระจ่างสักเท่าใด ครั้นตั้งใจวะแวะไปดูสักครั้งให้เห็นกับตาให้ได้ ขับผ่านไปอีกหลายครั้ง เพราะอยู่ในจุดที่สังเกตได้ไม่ง่าย ยิ่งช่วงแสงอาทิตย์เริ่มลับฟ้า บริเวณนั้นก็มืดสนิทจนแทนมองอะไรไม่เห็น หลายเดือนผ่านไป ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามของฉัน…ชายชาวต่างชาติที่มียศนำหน้าอย่างทหารที่ชื่อ “ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน” หรือที่บนป้ายเขียนว่า “ฮันส์ มาร์กว๊อต เย็นเซ่น” (Hans Markward Jensen) คนนี้เป็นใครกันแน่ จนกระทั่ง วันหนึ่ง เย็นแล้ว แต่แสงยังไม่หมด ฉันหักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าไปยังอนุสาวรีย์ วันนี้ ต้องรู้ให้ได้ว่า… เขาคือใคร ?

2. ใคร ?

“อ้าว ตำรวจหรอกเหรอ” เป็นคำแรกที่นึกได้ ณ แวบแรกที่เห็นแผ่นป้ายหินอ่อนสามแผ่น จารึกอุดมคติของตำรวจ ตราโล่เขน และป้ายอนุสรณ์แด่ตำรวจผู้เสียสละบนฐานอนุสาวรีย์ เพราะตั้งแต่เห็นยศร้อยเอกที่ว่า ก็เคยคิดมาตลอดว่าเขาคนนี้เป็นนายทหาร แต่สิ่งที่เคยคิดไว้ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว

หลังนำรถเข้าจอดใต้ต้นสักที่เรียงแถวอยู่ในเขตรั้วอนุสรณ์สถาน ที่ตั้งของอนุสาวรีย์… ฉันมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอยู่ที่นั่น ก่อนลงจากรถ กะเวลาที่จะเดินสำรวจบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ที่แสนจะเรียบง่ายแห่งนี้ แม้จะอยู่ติดถนน แต่ก็ห่างไกลผู้คนพอดู เสียงใบสักแห้งที่ตกเกลื่อนพื้นก็ดังพอจะทำให้สะดุ้งได้อยู่เหมือนกัน

ฉันเดินตรงไปยังอนุสาวรีย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเสาโอเบลิสก์ หรือ เสาทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมทาสีแดงเลือดหมูและขาว ที่นั่นมีคนเอาธงชาติเดนมาร์กมาวางไว้ นอกจากพวงมาลัย กระถางธูป ช้าง และม้าแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันอดขำไม่ได้ คือ ยังอุตส่าห์มีคนเอารูปปั้นไก่ชนตัวโตมาตั้งไว้บริเวณอนุสาวรีย์ ซึ่งฉันก็ยังนึกอะไรไม่ออกว่า ไก่ชนควรจะมาเกี่ยวกับเขาตรงไหน และเมื่อเดินไปดูที่ด้านหลังกระถางธูป ก็พบว่ามีปืนปลอม 2 กระบอก แถมด้วยเค้กกับกาแฟจากร้านสะดวกซื้อที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง ฉันอ่านประวัติของเขาที่ติดอยู่บนอนุสาวรีย์เพิ่มเติม… ไม่ยาวเท่าไหร่ คิดว่าคงใช้เวลาไม่นานสำหรับการหาคำตอบ

“ชาวเดนมาร์ก ได้รับการชักชวนจากนายพันโทพระยาวาสุเทพ ให้เข้ามารับราชการในกรมตำรวจภูธร เมื่อ พ.ศ. 2443 ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก ตำแหน่งครูฝึกตำรวจภูธรที่เชียงใหม่ ถึงแก่กรรมขณะไปปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามพวกกบฏเงี้ยวที่เมืองพะเยา โดยถูกพวกกบฏเงี้ยวแอบซุ่มยิงข้างทางที่บ้านแม่กาท่าข้าม เมืองพะเยา เป็นนายตำรวจไทย เชื้อสายเดนมาร์ก เกิดเมื่อ พ.ศ. 2421 เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลาคม 2445”

ภาพถ่ายที่ติดอยู่เหนือประวัตินั้น เป็นภาพที่ทำให้ฉันประหลาดใจ เพราะผิดคาดจากที่คิดไว้แต่เดิม และยิ่งพิศวงมากขึ้น เมื่อเห็นอายุของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้พวงมาลัยที่มีคนนำมาคล้องไว้ที่ใต้รูป… ยี่สิบสี่ปี… เขาตายตอนยังหนุ่มขนาดนี้เลยเหรอ…

ในขณะที่เขาอายุยี่สิบต้น ๆ นี่เอง เขาได้เป็นถึงครูฝึกตำรวจภูธร มีหน้าที่รับผิดชอบที่หนักและเป็นเรื่องใหญ่เอาการ และ ณ วันที่เขาเสียชีวิตนั้น เขาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ เพราะถูกลอบยิงโดยฝ่ายที่ทางการต้องการปราบปราม ณ ขณะนั้น
จุดที่เขาเสียชีวิตก็คือจุดที่อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่นั่นเอง

ฉันได้คำตอบแล้วว่าเขาคือใคร แต่คำตอบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันพอใจ หากกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามมากมายที่ทำให้ฉันเริ่ม ‘อยากรู้อยากเห็น’ เกี่ยวกับเรื่องของเขามากขึ้น

อะไรที่พาเขามาที่นี่ และสิ่งที่เขาทำนั้น มีอะไรมากกว่าที่ฉันได้อ่าน ได้เห็นที่อนุสาวรีย์นี้หรือเปล่า…

ในคืนที่นั้น ฉันนำภาพที่ถ่ายจากอนุสาวรีย์ของร้อยเอกเจนเซน มาลงในสื่อสังคมออนไลน์ ปฏิกิริยาของเพื่อนหลายคน ดูเหมือนจะแปลกใจกับข้อค้นพบในเรื่องนี้ แต่มีบางความเห็นที่ทำให้ฉันต้องเป็นฝ่ายแปลกใจเสียเอง
เพื่อนสมัยเรียนของฉัน ซึ่งปัจจุบันเป็นตำรวจ เขียนข้อความหนึ่งเอาไว้สั้น ๆ
“คิดอยู่แล้วว่าต้องไม่มีใครรู้จัก… รู้ไหม เขาเป็นวีรบุรุษของเรา”
เขาไม่ได้ให้คำตอบหรือเหตุผลเพิ่มเติมสำหรับคำพูดนั้น ซึ่งฉันรู้ว่า เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องไปค้นคว้าต่อ…
สิ่งที่ฉันกับเขาเคยคุยกัน และเขาเป็นฝ่ายถามขึ้น แวบกลับมาในความทรงจำ
“รู้หรือเปล่าว่า คำว่า gendarme ที่ใช้เรียกตำรวจภูธรสมัยก่อน กับคำว่า police ที่ใช้เรียกตำรวจทั่วไปสมัยนี้ไม่เหมือนกัน”

นี่คือคำตอบแรกสำหรับคำถามว่า ทำไม ร.อ. เจนเซน ถึงมียศเป็น “ทหาร” ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นเขาเป็น “ตำรวจ”

3. ตำรวจภูธร

ข้อมูลเกี่ยวกับยศทหารที่ใช้กับตำรวจในสมัยนั้น ที่ค้นเจอเป็นหนแรก อยู่ในบทความเกี่ยวกับประวัติตำรวจภูธรเมืองลำปางที่ฉันลองค้นจากชื่อของ ร.อ. เจนเซน นั่นเอง

“ตำรวจภูธรเมืองลำปาง เริ่มในสมัยที่นครลำปางยังมีเจ้าผู้ครองนคร ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เหตุการณ์ สำคัญที่ต้องมีการปรับปรุงกิจการตำรวจ คือ ประมาณปี พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวก่อการจลาจลขึ้นในภาคเหนือหลายจังหวัด จึงได้ปราบปราม แต่ไม่สงบเพราะกำลังคนและอาวุธเหนือกว่า จึงได้ขอกำลังทหารและตำรวจส่วนกลางมาช่วยเหลือ โดยมี ร.อ. ฮันส์ มาร์ควอร์ด เจนเซน (ขณะนั้นตำรวจภูธรใช้ยศแบบทหาร) ซึ่งเป็นตำรวจหลวงชาวเดนมาร์ค (2421-2445 ) ครูฝึกตำรวจ ผู้บังคับหน่วยกำลังของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้นำกำลังตำรวจภูธรเข้าต่อสู้กับกองโจรเงี้ยว ที่เข้ามาบุกนครลำปาง จนกองโจรบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมากและได้ล่าถอยกลับไปทางจังหวัดพะเยา ร.อ.ฮันส์ ฯ ได้ทำการออกไล่ล่าติดตามกองโจรไปอย่างกระชั้นชิด และได้ถูกกองโจรยิงจนเสียชีวิตในเขตท้องที่บ้านแม่กา ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา ในปัจจุบันนี้”

คำตอบสำคัญที่อยู่ในบทความนี้ คือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ตำรวจภูธรใช้ยศแบบทหาร… แต่คำถามก็คือ แล้วทำไมถึงใช้ยศอย่างทหาร ไม่ใช้ยศอย่างตำรวจที่เราเห็นกันปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ ที่กองตำรวจภูธรในสมัยนั้น มีคำเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Royal Provincial Gendarmerie” ซึ่งเป็นคนละอย่างกับกองโปลิศ หรือ กรมกองตระเวน ที่มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพระนคร

ถ้ากลับไปดูคำศัพท์ ‘Gendarmerie’ ก็จะทราบเหตุผลว่า เพราะเหตุใดตำรวจภูธรในสมัยนั้นจึงใช้ยศแบบทหาร

“A gendarmerie is a military force charged with police duties among civilian populations”

หมายความว่า กองกำลังทหารซึ่งมีหน้าที่เป็นตำรวจรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่พลเรือน

“A gendarme is a soldier who is employed on police duties.”

หมายความถึง ทหารซึ่งได้รับการว่าจ้างให้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอย่างตำรวจ
สรุปอย่างสั้นที่สุด ตำรวจที่เรียกว่า ‘gendarme’ แท้จริงแล้วก็คือ ‘ทหาร’ ที่ทำหน้าที่อย่าง ‘ตำรวจ’ นั่นเอง

นอกจากนี้ เขตอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของ gendarme และ police ยังต่างสถานที่กันด้วย กล่าวคือ police จะทำงานในเมืองหลวงและเมืองขนาดใหญ่ ในเขตปริมณฑล ในขณะที่ gendarme จะทำงานในเมืองขนาดเล็กและเมืองที่อยู่รอบนอกออกไป แต่อำนาจหน้าที่ในการสืบสวนจับกุมคนร้ายและปราบปรามการกระทำความผิดนั้น  มีอยู่เหมือน ๆ กัน

หากพิจารณาดูจากสภาพสังคมของเมืองอื่น ๆ ที่อยู่นอกพระนครไปทางต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือในสมัยนั้น จะก็เห็นได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง ในทางการเมืองภายในและภายนอกอยู่พอสมควร  รวมไปถึงเรื่องซื้อขายทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ สินแร่ต่าง ๆ ทั้งยังมีความไม่สงบบางประการเกิดขึ้น

วัตถุประสงค์หลัก ของการมีกองตำรวจภูธรนั้น ก็เพื่อส่งไปทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่มีความวุ่นวายหรือมีปัญหานั่นเอง  ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ที่ทำหน้าที่ของตำรวจซึ่งต้องติดตามและปราบปรามผู้กระทำความผิด การมีกำลังคนและอาวุธที่จะใช้ในงานของตนเองด้วย การไปทำหน้าที่ของตำรวจภูธรนั้น โดยแรกเริ่มจึงมีลักษณะกึ่งทหารอยู่ด้วยนั่นเอง

ดังนี้แล้ว คงไม่ต้องแปลกใจแล้วว่า เพราะเหตุใดตำรวจภูธรสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมียศอย่างทหาร โดยการเปลี่ยนยศตำรวจภูธร จากการใช้ยศทหารมาเป็นยศตำรวจอย่างที่เป็นอยู่กันในปัจจุบันนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งยุบรวมเอากรมกองตระเวนกับกรมตำรวจภูธรเข้ามาเป็นหน่วยงานเดียวกัน และเปลี่ยนชื่อเรียกยศ เป็นนายร้อยตำรวจ นายพันตำรวจ รวมถึงใช้คำเรียกที่ทำการของตำรวจว่า สถานีตำรวจ ด้วย

เมื่อพูดถึงที่มาของตำรวจภูธรแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้ ก็คือ ผู้ก่อตั้งกองตำรวจภูธร และบุคคลผู้นี้ ก็ได้ชักนำชายหนุ่มชาวเดนมาร์กหลายคนให้ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามายังแผ่นดินสยามเรา       เพื่อรับราชการเป็นตำรวจ ก็คือ  นายพลโทพระยาวาสุเทพ หรือชื่อเดิมว่า กุสตาฟ เชา (Lieutenant General Gustav Schau, 1859 – 1919) ชาวเดนมาร์กนั่นเอง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เจ้ากรมตำรวจภูธร นายตำรวจในระดับผู้นำหรือระดับครูฝึกตำรวจภูธรในสมัยแรกเริ่มนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวเดนมาร์กทั้งสิ้น นับแต่ พ.ศ. 2440 เป็นต้นมาก็ได้ขยายกำลังตำรวจภูธรออกไปประจำการใน 10 มณฑล โดยมีทั้งนายตำรวจชาวเดนมาร์กและไทยไปประจำการอยู่ ซึ่งตำรวจภูธรมณฑลพายัพ หรือ ทางภาคเหนือนั้น เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2442

นี่คือจุดเริ่มต้นเรื่องราวของนายตำรวจชาวเดนมาร์ก ชื่อ ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน

4. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน : จากเดนมาร์กถึงสยาม

ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน (Hans Marqvard Jensen หรือที่หลุมศพของเขาจารึกว่า Hans Markward Jensen) เป็นใคร มาจากไหน ในเอกสารของไทยเท่าที่หาได้ ก็มีที่มาที่ไปไม่มากมายนัก ที่มากที่สุดก็เพียงแต่บอกได้ว่า เกิดที่เดนมาร์ก เมื่อ ค.ศ. 1878 หรือ พ.ศ. 2421 เมื่อจบการศึกษาสามัญแล้ว ได้ไปเป็นทหาร และได้รับการชักชวนจากนายพันโทพระยาวาสุเทพให้มารับราชการในสยาม แต่เมื่อลองค้นจากชื่อภาษาอังกฤษของเขาแล้ว ฉันก็ได้พบบทความที่เกี่ยวกับเขาโดยตรง และในบทความนี้เอง ประวัติและที่มาของ ร.อ. เจนเซนก็ดูจะชัดเจนและจับต้องได้ยิ่งขึ้น

ในวารสาร ScandAsia ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 ได้นำประวัติความเป็นมาของนายตำรวจชาวเดนมาร์กผู้นี้ และสิ่งหนึ่งในบทนำของบทความนี้ ที่ฉันชอบเป็นการส่วนตัว คือ ข้อความที่ผู้เขียน คือ Flemming Winther Nielsen เขียนไว้ในบทความ The Dane Who Save the North ว่า

“ชาวต่างชาติหรือฝรั่งที่อยู่มานาน และผู้มาใหม่ มีน้อยคนนักที่จะรู้จักชื่อของเขาและพูดถึงเขา หลายคนส่ายหน้า และบางครั้งก็ยักไหล่ว่าไม่รู้จัก ลองจินตนาการดูว่า เขาโดดเดี่ยวและถึงแก่ความตายในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ด้วยอายุเพียงแค่ยี่สิบสี่ปีเท่านั้น คำบอกเล่าเกี่ยวกับเขาส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานของการคาดเดาและทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย แต่ผู้เขียนจะนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฮันส์และชีวิตของเขา… เพราะเขาสมควรที่จะได้รับสิ่งนี้”

ใช่… He deserves it ฉันคิดอย่างนั้น เช่นเดียวกันกับใครอีกหลายคนที่มีเพียงชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์ แล้วจางหายไปในกาลเวลา ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม

เมื่ออ่านบทความของนีลเซนแล้ว ฉันก็อดยิ้มด้วยความทึ่งไม่ได้ว่า นี่เขาไปค้นคว้ามาได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ แต่ถ้าพูดอีกที คนที่เก่งพอๆกันกับคนค้นก็คือคนที่เก็บเอกสารหลักฐานเหล่านี้เอาไว้ด้วย เพราะแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีใครเอาใจใส่ ในบางครั้งก็เป็นแง่มุมที่น่าค้นหาอยู่ไม่น้อย ด้วยบางมุมที่แสนจะธรรมดา อย่างเขาชอบอะไร มีงานอดิเรกอะไร ใช้ข้าวของแบบไหน ก็เป็นภาพสะท้อนการใช้ชีวิตของคนในยุคนั้นได้อย่างหนึ่ง และแน่นอนว่า บางครั้ง เราก็อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปว่าเขากินอยู่อย่างไรบ้างเช่นกัน

“ต้นเดือนพฤศจิกายน ปี 1902 ห่อพัสดุเล็ก ๆ ถูกส่งจากเมืองโอเดนส์ ประเทศเดนมาร์ก สู่สยาม โดยทางเรือของบริษัทอีสต์เอเชียติก… แต่ ร.อ. เจนเซนผู้รับนั้นตายเสียแล้ว ห่อพัสดุนั้นจึงถูกส่งต่อไปยังกงสุลเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เมื่อเปิดออก ภายในมีกระป๋องโกโก้ 6 กระป๋อง และรองเท้าบู๊ตหนังคู่ใหม่หนึ่งคู่… แต่คนที่โปรดปรานเครื่องดื่มชนิดนี้และคนที่จำเป็นต้องใช้รองเท้าคู่นั้นไม่เคยได้รับ” น่าเสียดายที่พัสดุนั้น ส่งคลาดเวลากันกับช่วงเวลาที่ผู้มีชื่อรับของนั้นยังมีชีวิตอยู่เพียงเดือนเดียว

แม้จะไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้ส่ง แต่เป็นที่แน่นอนว่า พัสดุจากเมืองโอเดนส์ดังกล่าว เป็นของที่ทางครอบครัวของเขา ส่งมาให้จากบ้านเกิดเมืองนอนของเขา และสำหรับคนเป็นผู้หญิงอย่างฉัน ก็พอจะคาดเดาจากข้อมูลดังกล่าวได้ว่า คนที่รู้ดีว่าเราชอบอะไร เอาใจใส่ในเรื่องอาหารการกิน และจำได้แม้กระทั่งว่าเขาใส่รองเท้าเบอร์ไหน อย่างไรถึงจะพอดี คงจะมีแต่แม่เท่านั้น

นอกจากเรื่องของพัสดุที่ส่งมาแล้ว ไม่เคยไปถึงมือผู้รับ จากการค้นคว้าของนักข่าวชาวเดนมาร์ก มีข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวและการศึกษาของเขาอย่างละเอียดพอสมควรด้วย

ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน ปี 1878 ที่เขตVindegade เมือง Odense ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ เป็นอันดับสามของเดนมาร์ก และเป็นบ้านเกิดของนักเขียนเทพนิยายอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซนด้วย

บิดาของฮันส์ ซึ่งมีอาชีพที่จดแจ้งไว้ในทะเบียนราษฎร์ว่า เป็นช่างไม้ ชื่อราสมุส เจนเซน (Rasmus Jensen) มารดาชื่อ มารี เจนเซน (Marie Jensen) เป็นแม่บ้าน มีพี่สาวหนึ่งคนไม่ปรากฏชื่อ กับแม่บ้านอีกหนึ่งคน และมีฟาร์มอยู่ในเขตชานเมืองด้วยอีกแห่งหนึ่ง

เดิมทีนั้น ฮันส์ไม่ได้เริ่มต้นศึกษาวิชาทหารเสียทีเดียว เพราะเขาเรียนมาด้านการเป็นสมุห์บัญชี แต่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร และได้สังกัด The Royal Life Guards (Den Kongelige Livgarde) กองทหารรักษาพระองค์ที่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก จากนั้น จึงเข้าศึกษาในสถาบันทางการทหาร และติดยศร้อยตรีเมื่อปี 1989 จนกระทั่งปี 1900 จึงได้ย้ายมารับราชการในกรมตำรวจภูธรสยาม ไม่มีใครรู้ว่า อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานไกลถึงเพียงนี้…

ไม่มีหลักฐาน เกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของครอบครัว มีเพียงข้อเท็จจริงว่า เขายังไม่ได้แต่งงานและบิดาเพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้าที่เขาจะตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย เพราะฉะนั้น ญาติที่เหลืออยู่ที่เดนมาร์กจึงมีเพียงพี่สาวและมารดา

ข้อสันนิษฐานหนึ่งที่เป็นไปได้ ก็อาจเป็นเพราะโอกาสก้าวหน้าในการทำงานของชาวเดนมาร์กในกรมหรือกองทหารของไทยในสมัยนั้นมีอยู่ค่อนข้างสูง และชาวเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศเป็นกลาง ไม่มีวัตถุประสงค์หรือข้อขัดแย้งในเรื่องการล่าอาณานิคม ที่เข้ารับราชการในสยามก็ต่างอยู่ในระดับของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น กุสตาฟ เชา หรือนายพันโทพระยาวาสุเทพ เจ้ากรมตำรวจภูธร เป็นต้น

สำหรับฉันแล้ว การตัดสินใจเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป เพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรของเขานั้น ฉันคิดว่า ฉันพอจะเข้าใจอยู่บ้าง เพราะฉันก็เคยมีช่วงเวลาที่จะต้องตัดสินใจไปเรียนต่อในต่างประเทศ แม้จะไม่เสี่ยงภัย แต่ก็ต้องคิดมากพอสมควร

การไปเรียนต่อ ในเมืองที่มีคนไทยไม่เกินห้าสิบคน ทั้งมหาวิทยาลัย มีนักเรียนไทยอยู่ประมาณยี่สิบคน และฉันเป็นคนไทยคนเดียวในคณะ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเลย… เทียบกันแล้ว ก็คงไม่ต่างจากเขามากสักเท่าไหร่

ถ้าไม่ไป ก็เท่ากับว่าฉันทิ้งโอกาสที่อยู่ใกล้แค่มือเอื้อม แต่การไปที่ว่าก็อาจเท่ากับต้องให้ใครบางคนรออยู่ข้างหลัง แต่เมื่อเงื่อนไขทุกอย่างเหมาะสม และมีบางสิ่งบอกว่า ถึงเวลาแล้ว เมื่อนั้นการตัดสินใจว่า ‘ต้องไป’ คือ การตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเกินไปข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนใจอีก

ท้ายที่สุด คำพูดที่บอกตัวเองว่า ‘ยังไงก็ต้องไป’ คือคำตอบที่กำหนดชะตาตัวเอง และเป็นเหตุผลของการตัดสินใจก้าวข้ามไปสู่โลกอีกใบหนึ่งที่เราเกือบไม่รู้จักเลยอย่างแท้จริง เพื่อทำอะไรสักอย่างที่เราควรจะทำ… เท่านี้เองจริง ๆ

อีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น คือ คำอนุญาตจากคนในครอบครัว ขอแค่คำว่า ‘ทำเลย’ หรือ ‘ไปเลย’ แค่นี้ การตัดสินใจที่เคยยากเย็นมากมายก็กลายเป็นง่ายดายขึ้นมาทันที ทั้งนี้ เหตุผลของฉันกับเหตุผลของเขาอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ไม่ว่าจะจากเดนมาร์กมาด้วยเหตุผลใด ปลายเดือนธันวาคม ปี 1900 ร.ต. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน ก็เดินทางมาถึงสยาม และรับราชการในกรมตำรวจภูธร ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนายพันโทกุสตาฟ เชา โดยติดยศนายร้อยโท แล้วไปประจำการที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นแห่งแรก ขณะอายุยี่สิบสองปี และโยกย้ายไปในจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่ปราจีนบุรี อยุธยา มาจนกระทั่งมาประจำการที่จังหวัดเชียงใหม่ ในตำแหน่งครูฝึกตำรวจภูธร ในช่วงต้นปี 1902

ในส่วนของการใช้ชีวิตนั้น เฟลมมิง วินเธอร์ นีลเซน ผู้เขียนบทความและค้นคว้าเกี่ยวกับ ร.อ. เจนเซน ได้บรรยายถึงสมบัติส่วนตัว ที่เขานำติดตัวไปในการรับราชการแต่ละแห่งว่ามีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจาก สิ่งของส่วนตัวของแต่ละคน ก็สามารถสะท้อนลักษณะการใช้ชีวิตและความสนใจของบุคคลนั้นได้อยู่เหมือนกัน

ส่วนใหญ่แล้ว ข้าวของของเขา มีเฉพาะของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น มุ้ง เต็นท์ กล่องใส่ของสำหรับเดินทาง โต๊ะไม้แบบเรียบ ๆ ที่นอน เตาแบบพกพา สเปอร์ติดรองเท้า เครื่องครัวที่จำเป็น เป็นต้น แต่จะมีบางอย่างที่พิเศษอยู่บ้าง ก็เช่น พระพุทธรูป หนังสือแผนที่แอตลาส กล่องบุหรี่ กล่องซิการ์ และรูปถ่ายที่เข้ากรอบไว้แล้วสิบรูป ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นภาพถ่ายครอบครัวที่เดนมาร์ก

เมื่อพิจารณาแต่ละรายการแล้ว… ‘สมบัติ’ ของฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน เรียกได้ว่า ‘เรียบง่าย’ และ ‘ธรรมดา’ มากทีเดียว แทบจะไม่มีทรัพย์สินมีค่าในด้านของราคาเลย…

ในช่วงกลางค่อนไปทางปลายปี 1902 นั้นเองที่มีเหตุจลาจลสำคัญอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในมณฑลพายัพ โดยเฉพาะทางลำปาง พะเยา และแพร่ และเหตุการณ์นี้เองที่ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนได้รับคำสั่ง ให้ไปดูแลสถานการณ์ที่ลำปาง เสี้ยวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผลงานสำคัญของนายตำรวจไทย เชื้อชาติเดนมาร์กผู้นี้ ได้เริ่มต้นขึ้นและถูกจารึกไว้ที่นั่น…

5. กองโจร

สถานการณ์ที่ลำปางซึ่ง ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนได้รับคำสั่ง ให้ไปดูแล เป็นเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายครั้ง ในหลายจังหวัดทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ จากฝีมือของกองโจร ซึ่งนำโดยพวกเงี้ยว เหตุการณ์ได้ลุกลามขยายตัวไปในหลายพื้นที่ และมีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีทั้งการปล้นและการฆ่าคนของทางการสยามมากมาย

คำว่า ‘เงี้ยว’ นี้ พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ (โยธิน ฐานิสโร) หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ ได้อธิบายไว้ว่า เป็นคำที่ชาวล้านนาสมัยก่อน ใช้เรียกคนที่มาจากรัฐฉานทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินของพม่า  แม้จะใช้เรียกในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่ชาวไทใหญ่ ก็ไม่ชอบที่ถูกเรียกว่า ‘เงี้ยว’ เนื่องจากเป็นคำที่ให้ความหมายทางลบ เพราะเงี้ยวแปลว่า ‘งู’ ซึ่งเป็นสัตว์อันตราย ควรเรียกว่า ‘คนไต’ ตามที่คนไทใหญ่เรียกตัวเองจะถูกต้องกว่า

อย่างไรก็ดี คำว่า ‘เงี้ยว’ ที่ใช้หมายความถึง กลุ่มโจรที่ก่อการจลาจลในช่วงเวลานั้น มิได้หมายความเฉพาะชาวไทใหญ่แต่เพียงกลุ่มเดียว หากรวมไปถึง ผู้ร่วมก่อการที่มาจากฝั่งพม่าทั้งหมด โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นชนชาติไหน เหตุที่เรียกรวมกันไปหมดนี้ เนื่องจากรายชื่อนักโทษในเหตุการณ์ดังกล่าวที่ถูกจับได้ปรากฏว่ามีทั้ง ชาวไทใหญ่ และพม่า และ คำว่า ‘เงี้ยว’ ที่ใช้สำหรับกรณีนี้ จึงเป็นคำที่มีความหมายอย่างกลาง ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายในการอธิบายเหตุการณ์เท่านั้น

ส่วนในบทความภาษาอังกฤษของ  ปีเตอร์ ยอร์เกนเซน (Peder Jørgensen) และ เฟลมมิง วินเธอร์ นีลเซนที่เรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘The Shan Rebellion’ หรือ ‘การก่อจลาจลโดยคนที่มาจากรัฐฉาน’ นั่นเอง

ความเป็นมาของการก่อเหตุดังกล่าว ฉันยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงในเชิงประวัติศาสตร์ การเมืองค่อนข้างมาก แต่ก็จะพยายามอธิบายอย่างรวบรัดและเป็นกลาง

ก่อนจะพูดถึง เหตุจลาจลที่เกิดขึ้น ต้องเท้าความถึงสภาวะบ้านเมือง ทางมณฑลพายัพ ณ ขณะนั้นก่อนว่า เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ลักษณะการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล ข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ดูแลในส่วนของมณฑลเทศาภิบาล และมีการส่งข้าหลวงประจำจังหวัด ซึ่งเทียบได้กับผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบันเข้ามาปกครอง โดยเจ้าผู้ครองนครเดิมต้องเข้ามาอยู่ ภายใต้การบริหารราชการส่วนกลาง ไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการเมืองเช่นแต่ก่อน

แม้มีความจำเป็น ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เพื่อรักษาหัวเมืองล้านนาเอาไว้ไม่ให้ตกเป็นของประเทศล่าอาณานิคม เนื่องจากสยาม ได้สูญเสียดินแดนทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งแต่เดิม อยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ให้แก่อังกฤษ และต้องยอมเสียดินแดน ที่ติดกับจังหวัดน่านให้แก่ฝรั่งเศสไปอีก แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านรูปแบบการปกครอง การเก็บภาษีรัชชูปการที่ผู้ใหญ่บ้าน ต้องเก็บจากชาวบ้านเพื่อส่งเข้าหลวง และการเกณฑ์แรงงาน ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเลือกจ่ายภาษี หรือใช้แรงงานแทนกันได้เช่นแต่ก่อน ประกอบกับข้าราชการสยามบางคน ได้ยกเลิกสิ่งที่คนพื้นถิ่นเคยปฏิบัติกันมา ทำให้คนท้องถิ่นไม่พอใจ แต่เจ้านายฝ่ายเหนือ ก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ส่วนผลกระทบของระบบมณฑลเทศาภิบาลต่อกลุ่มเงี้ยว ซึ่งอาศัยอยู่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ เรื่องการที่รัฐบาลสยาม ไม่ยอมออกหนังสือเดินทางให้กับชาวเงี้ยวในการเดินทางเข้าออกหัวเมืองทางเหนือและพม่า หลังจากการกำหนดเขตดินแดนใหม่ ทำให้ไม่สามารถไปมาหาสู่กันอย่างที่เคยเป็นมา

นอกจากนี้ พวกเงี้ยวยังประสบกับการเสียภาษีซ้ำซ้อน โดยในบทความของ จอร์เกนเซน กล่าวว่า คนจากรัฐฉาน ซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษ ที่เดินทางมาจากพม่าก็ต้องเสียภาษีให้สยามด้วย โดยถือว่า มีที่พำนักอยู่ในสยาม แต่กลับขอสิทธิในการอยู่อาศัยในสยามได้ยาก ซึ่งทางฝ่ายเงี้ยวเห็นว่า การกระทำนี้เป็นการลิดรอนสิทธิที่เคยมีมาของตนเอง

ทั้งยังมีประเด็น การเลือกปฏิบัติของข้าราชการสยาม ที่ไม่อนุญาตให้ตัดไม้ไปสร้างวัดเงี้ยวหรือพม่า แต่กลับอนุญาตให้คนไทยหรือลาวตัดไม้เพื่อการนี้ได้ ทำให้ชาวเงี้ยว พม่า และชาวต่องสู้ ที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองทางเหนือ เกิดความไม่พอใจ และยังได้เคยมีจดหมายจากเฮดแมน หรือหัวหน้าหมู่บ้านชาวเงี้ยว ไปร้องทุกข์กับกงสุลอังกฤษในเรื่องนี้ด้วย

อีกด้านหนึ่ง จากมองจากมุมของสยาม เห็นได้ว่า ทางสยามเอง ต้องการที่จะรักษาดินแดนเอาไว้ไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและประเทศล่าอาณานิคมอื่นๆ โดยเฉพาะดินแดนทางเหนือนั้น เป็นจุดที่มีความเปราะบางค่อนข้างสูง ล้านนากับพม่า มีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และในขณะนั้น พม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษไปแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดูแลมณฑลพายัพอย่างใกล้ชิด และดึงเข้ามาให้อยู่ในสายตาของสยามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่เพียงเท่านั้น จากกรณีที่อังกฤษ เคยเข้ามาขอสัมปทานทำบริษัททำป่าไม้จากเจ้านายฝ่ายเหนือ และเมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น ระหว่างคนท้องถิ่นกับคนในบังคับของอังกฤษ ทางอังกฤษ ก็จะอ้างสิทธิในการเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง เข้ามาแทรกแซงกิจการ ทำให้ทางการสยาม ต้องเข้ามาแก้ข้อพิพาทหลายครั้ง และในส่วนไม่ออกใบอนุญาตข้ามแดน รวมไปถึงการอนุญาตให้คนต่างถิ่นครอบครองที่ทำกินในสยามได้ยากขึ้น ก็เป็นที่เข้าใจได้ ว่าการปล่อยให้คนในบังคับของอังกฤษ ไปมาได้อย่างสะดวก หรือตั้งบ้านเรือนโดยเสรีเช่นแต่ก่อนเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสยาม

ไม่ว่าต่างฝ่ายจะมีเหตุผลอย่างใด แต่การเปลี่ยนแปลง วิธีการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในคราวนั้น ก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการก่อจลาจลครั้งใหญ่ในมณฑลพายัพใน พ.ศ. 2445 หรือ ค.ศ. 1902 โดยมีจุดเริ่มต้น จากการที่ทางการสยามได้ข่าวว่า มีกลุ่มโจรดักปล้นพ่อค้าชาวจีน และปล้นเงินภาษีรัชชูปการไปหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

ทางนครลำปาง เมื่อทราบถึง การดักปล้นสินค้าของพ่อค้าชาวจีนและเงินหลวง ก็ได้มีการจัดตั้งกองสอดแนมออกสืบข่าวเกี่ยวกับกลุ่มโจรด้วยกัน 3 กอง คือ

กองที่ 1 ของ พลโท เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 9 และพระยาอุตรการโกศล (เจ้าน้อยบุญสม ณ เชียงใหม่) ไปสืบที่แม่จาง และเมืองลอง

กองที่ 2 นำโดยเจ้าราชภาติกวงศ์ (คำตั๋น ณ เชียงใหม่) ไปสืบที่แม่เมาะ ปางป๋วย

กองที่ 3 ของพระมนตรีพจนกิจ (พร จารุจินดา) ข้าหลวงลำปาง เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์ หลวงไอศูรย์ และขุนภูธรธรานุรักษ์ ไปสืบที่เมืองต้า

016

ในที่สุด ก็สืบทราบว่า พวกที่ดักปล้นนั้น เป็นพวกเงี้ยว เมื่อปล้นเสร็จ ก็จะหนีไปอยู่ที่บ้านบ่อแก้ว แขวงเมืองลอง นครลำปาง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ เป็นชาวไทใหญ่ ชาวไทลื้อ ชาวไทเขิน ชาวพม่า ชาวขมุ ชาวต่องสู้ และมีคนล้านนาบางส่วน มีผู้นำที่สำคัญ 3 คน คือ สล่าโปไชย (บางทีก็เรียกสล่าโป่จาย) พะก่าหม่อง และจองแข่ เหตุที่พวกโจรหนีรอดไปได้ทุกครั้ง เป็นเพราะชาวบ้านบางส่วน ไม่กล้าบอกทางการ เพราะกลัวอันตราย แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ให้การสนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่กลุ่มโจรด้วย

การปล้นอย่างอุกอาจของพวกเงี้ยวใน่ครั้งนี้ มีผู้สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทย รวมถึงนักข่าวของเดนมาร์กที่ศึกษาในเรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจได้รับการสนับสนุนจาก ฝ่ายอังกฤษด้วย

ปีเตอร์ ยอร์เกนเซน และแกรห์ม มอนาแกน มีข้อสันนิษฐานว่า เนื่องจากพวกเงี้ยวที่ก่อการในครั้งนี้ ล้วนเป็นคนในบังคับของอังกฤษ ทางอังกฤษจึงอาจให้การสนับสนุนอย่างลับ ๆ ในรูปแบบที่เรียกว่า “covert operation” เป็นปฏิบัติการที่มีการวางแผนและสั่งการโดย ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งไม่เปิดเผยตัว ทำให้คนเบื้องหลังปฏิเสธว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เพื่อเปิดช่องทาง ให้อังกฤษเข้ามาแทรกแซงสยาม โดยอ้างเหตุว่าต้องการเข้ามาควบคุมคนในบังคับ เพราะทางการสยาม ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบพยานหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้

เมื่อสืบทราบที่ตั้งของผู้ต้องสงสัยแล้ว พระมนตรีพจนกิจ ข้าหลวงเมืองลำปาง จึงนำกองกำลังทหารและตำรวจภูธรจำนวนหนึ่ง บุกไปบ้านบ่อแก้ว แต่กลับถูกพวกเงี้ยว นำโดย สล่าโปไชยซุ่มโจมตี จนทางการต้องล่าถอยกลับไป ส่วนฝ่ายเงี้ยว ก็ได้ยึดสัตว์พาหนะ ได้แก่ ช้าง ม้า เสบียงอาหาร อาวุธปืน และกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ไปได้

จากชัยชนะและอาวุธที่ยึดมาได้ ประกอบกับ ได้รับรายงานว่าทางการ จะนำกำลังเข้าปราบปรามอีกครั้ง ทำให้พวกเงี้ยว ซึ่งนำโดยสล่าโปไชย และพะก่าหม่อง ได้พาคนประมาณสี่ร้อยคนเข้าปล้นเมืองแพร่ โจมตีสถานีตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ ทำให้ตำรวจที่ประจำการอยู่เสียชีวิตเกือบทั้งหมด และยังได้เข้าทำลายสถานที่ราชการ ฆ่าข้าราชการชาวสยาม ที่อยู่ในเมืองแพร่ไป 32 คน หนึ่งในนั้น มีข้าหลวงเมืองแพร่รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังปล้นเงินในคลังหลวง ซึ่งมีอยู่ประมาณสี่หมื่นรูปีไปทั้งหมด ทั้งยังตั้งค่าหัวของชาวสยามเอาไว้ หัวละสามร้อยรูปีด้วย หลังจากยึดเมืองแพร่สำเร็จแล้ว กลุ่มเงี้ยว ก็นำกำลังประมาณ 300 คน มุ่งหน้าไปยังเมืองลำปางเป็นเป้าหมายต่อไป

ข่าวโจรเงี้ยว จะเดินทางไปบุกปล้นนครลำปาง ทำให้ พระยานริศรราชกิจ ข้าหลวงใหญ่นครเชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน ครูฝึกตำรวจภูธร นำกำลังตำรวจจากเชียงใหม่จำนวน 50 นายเดินทางไปช่วยป้องกันนครลำปาง โดยในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 ร.อ. เจนเซน นำกำลังตำรวจเดินทางจากเชียงใหม่โดยใช้ม้าเป็นพาหนะ ใช้เวลาสี่วันจึงถึงลำปาง ในวันที่ 29 กรกฎาคม แม้จะนำกำลังจากเชียงใหม่มาสมทบ แต่เมื่อนับตำรวจภูธรลำปางรวมกับตำรวจภูธรเชียงใหม่แล้ว ก็ยังมีจำนวนน้อยกว่าพวกเงี้ยวอยู่ดี

จำนวนคนที่น้อยกว่า และเวลาที่บีบคั้นเข้ามาทุกขณะ มิได้เป็นอุปสรรคในการรับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น ด้วยเขาได้รับการสนับสนุนจาก เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง และได้ไม้จากบริษัทบอร์เนียวฯ ของหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ และ มร. ทอมป์สัน ซึ่งทำปางไม้อยู่ในลำปาง ในการสร้างเครื่องกีดขวางและด่านต่าง ๆ เพื่อป้องกันเมือง

ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน มีเวลาเตรียมตัวตั้งรับสถานการณ์ไม่ถึงเจ็ดวัน ก่อนที่พวกเงี้ยวจะเดินทางมาถึงลำปาง นี่คือภารกิจสำคัญ ในความรับผิดชอบของนายตำรวจหนุ่มชาวเดนมาร์กวัยยี่สิบสี่ปี หากพลาดพลั้งพ่ายแพ้ อาจหมายถึง ความสูญเสียครั้งใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นกับนครลำปาง ยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นความเสียหายของสยามด้วยก็เป็นได้

6. ป้องกันลำปาง

ในรายงานอย่างเป็นทางการ การบุกเข้าโจมตีนครลำปาง จนเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังของเงี้ยวและตำรวจภูธรลำปาง ซึ่งนำโดย ร.อ. เจนเซน นั้นเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 4 สิงหาคม 2445 ทว่าก่อนหน้านั้น เริ่มมีการปะทะกันบ้างแล้ว

วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2445  ถือได้ว่า เป็นการเผชิญหน้ากับพวกเงี้ยวเป็นครั้งแรก เมื่อ ร.อ. เจนเซน ออกลาดตระเวนพร้อมกับพลตำรวจนายหนึ่งที่บริเวณประตูชัย ก็ได้พบกับพวกเงี้ยวจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือ เขาจึงเรียกให้หยุด เพื่อขอตรวจค้น แต่คนกลุ่มนั้นกลับยิงปืนเข้าใส่ จึงเกิดการปะทะกันขึ้น ท้ายที่สุด พวกเงี้ยวก็หนีไปได้ ส่วน ร.อ. เจนเซนและพลตำรวจนั้น ปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แม้จะไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสัญญาณเตือนว่า ภัยของนครลำปาง ใกล้จะถึงยิ่งขึ้นทุกขณะ

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2445 มีข่าวลือว่า พวกเงี้ยวจะสังหารตำรวจและทหารให้หมดเช่นเดียวกับที่เคยทำมาแล้วที่เมืองแพร่ ทำให้ตำรวจ ซึ่งเป็นคนท้องถิ่น เกิดถอดใจ ถอดเครื่องแบบหลบหนี เพราะกลัวตาย ทำให้ยิ่งเสียเปรียบด้านกำลังคนมากขึ้นไปอีก คงเหลือแต่เพียง ร.ท. ชุ่ม สุวรรณสมิต ซึ่งเป็นคนของ ร.อ. เจนเซน, ร.ท. เชิญ และทหารยศนายสิบอีกเพียง 20 นายเท่านั้น ที่ยังไม่ไปไหน

นอกจาก ร.อ. เจนเซน แล้ว อีกท่านหนึ่ง ที่เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่ง ในการปกป้องเมืองลำปางในครั้งนี้ด้วย คือ เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 9 นั่นเอง ด้วยท่านเป็นผู้ที่ร่วมวางแผนการต่อสู้และจัดกำลังคน รวมถึงช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวเมืองและตำรวจที่เหลือให้ต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม

เห็นได้ว่า นอกจากจะต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามของทางการแล้ว ร.อ. เจนเซน ต้องสู้กับปัญหาภายใน ที่อาจทำให้สถานการณ์พลิกผันไปได้ตลอดเวลาและไม่อาจควบคุมได้ นั่นคือ ความไม่แน่นอนของ ‘อารมณ์’ และ ‘ใจ’ ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะแม้จะบอกให้ทำตามคำสั่งได้ แต่ก็บังคับใจและความรู้สึกของคนไม่ได้ นี่เอง ที่มีคนเคยบอกว่า ยามวิกฤติ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการพิสูจน์ ‘น้ำใจคน’

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลำปาง ก็เป็นสถานการณ์หนึ่ง ที่ได้พิสูจน์น้ำใจของเจ้าผู้ครองนครลำปางและนายร้อยตำรวจหนุ่มชาวต่างชาติ รวมไปถึงน้ำใจของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีต่อผู้เป็นนายแล้วว่าเป็นเช่นไร

แม้จะได้รับคำสั่ง ให้ควบคุมสถานการณ์ แต่ ร.อ. เจนเซน ก็ไม่ได้ตัดสินใจทำทุกอย่างแต่เพียงลำพัง หากมีการปรึกษา และทำงานร่วมกับเจ้าผู้ครองนครลำปาง รวมถึงมีการขออนุญาตจากท่านด้วย ซึ่งถือว่า เป็นการให้เกียรติกับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่รู้จักท้องที่และสถานการณ์ดีกว่าตนเอง

เดิมทีนั้น ร.อ. เจนเซน ได้ขออนุญาตนำกำลังตำรวจ ไปตั้งรับอยู่ภายนอกด่าน แต่เจ้าบุญวาทย์ไม่อนุญาต ด้วยเห็นว่า ควรตั้งรับอยู่เฉพาะในเมือง ซึ่งแม้แนวทางการต่อสู้ของเจ้าบุญวาทย์ จะแตกต่างออกไป ทว่าเขาก็ยอมรับและปฏิบัติตาม ซึ่งการไม่อนุญาตให้นำกำลังออกไปสู้รับภายนอกด่านนั้น ย่อมมีเหตุผล เนื่องจากมีตำรวจ ที่หนีราชการไปเป็นจำนวนมาก กำลังพลที่มีอยู่มีน้อย หากมีคนบาดเจ็บล้มตายอีก คนที่เหลือจะยิ่งเสียกำลังใจมากขึ้น การตั้งรับจากภายในเมือง จึงเป็นการรักษากำลังคนเอาไว้ได้ดีกว่า และเพื่อปลอบขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังเหลืออยู่ เจ้าบุญวาทย์ ก็ได้ประกาศตั้งค่าหัวพวกเงี้ยวเอาไว้รายละสามร้อยรูปีเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมด้วย

แม้ความต่างทางเชื้อชาติและภาษา รวมถึงระยะเวลาที่จำกัด จนไม่อาจสร้างความไว้วางใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อว่า เขาจะเป็นผู้นำในการป้องกันเมืองและผู้คนได้ จะเป็นปัญหาใหญ่ที่นายร้อยเอกชาวเดนมาร์กต้องเผชิญ แต่ในเวลาเดียวกัน มีบทพิสูจน์อีกบทหนึ่งเกิดขึ้นด้วยเช่นกันว่า เมื่อคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างฐานะ และที่มาสามารถก้าวข้ามความแตกต่าง และมีเป้าหมายเช่นเดียวกันแล้ว ถึงจะมีจำนวนน้อย ถึงจะรู้ดีว่า โอกาสที่จะพ่ายแพ้นั้นมีอยู่ แต่พวกเขาก็ไว้ใจกันและยืนยันที่จะทำหน้าที่ของตนเองร่วมกันจนถึงที่สุดได้เช่นกัน

ในวันเดียวกันนั้น มีรายงานว่า พวกเงี้ยวยึดแม่เมาะเอาไว้ได้ และคาดว่า จะถึงเมืองลำปางในช่วงเช้าตรู่วันที่ 4 สิงหาคม… พวกเขามีเวลาเหลืออีกไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง

ช่วงเช้ามืดของวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2445 พะก่าหม่องและหัวหน้าเงี้ยวเมืองลอง ก็นำกำลังเข้ามาประชิดเมืองลำปาง และเริ่มโจมตีจากทางเหนือของเมือง จุดไฟเผาบ้านเรือนราษฎร

ด่านที่ 1 ซึ่ง ร.ท. เชิญ ควบคุมอยู่นั้น สามารถป้องกันพวกเงี้ยวได้ แต่สำหรับด่านที่ 2-5 ซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำวัง ตำรวจส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นถอดใจหนีไปกันเกือบทั้งหมด หลังจากมีการปะทะกัน ทำให้เงี้ยวมุ่งตรงไปยังบ้านพักของข้าหลวงนครลำปาง ซึ่งอยู่หลังด่านที่ 5 และสามารถบุกยึดบ้านเอาไว้ได้ หากทำได้เพียงแค่ยึดสถานที่และทรัพย์สินเอาไว้เท่านั้น เนื่องจากตัวของ พระมนตรีพจนกิจ รวมถึงข้าราชการสยามคนอื่น ๆ อพยพออกไปจากลำปางก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากบ้านของข้าหลวงลำปาง พวกเงี้ยวอีกส่วนหนึ่ง ยังมุ่งตรงมายังด่านที่ 9 ซึ่งวางไว้ป้องกันคุ้มเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ โดยมี นายร้อยโทชุ่ม วรรณสมิต รักษาอยู่ด้วย ตำแหน่งของคุ้มเจ้าบุญวาทย์นี้ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรลำปาง และข้างสถานีตำรวจนั้น เป็นวัดบุญวาทย์ ซึ่งเจ้าบุญวาทย์ได้สร้างขึ้น จึงถือว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญก็ว่าได้

บริเวณด่านที่ 9 นี้ ที่ ร.ท. ชุ่ม นำกำลังตำรวจต่อสู้กับพวกเงี้ยวอย่างเต็มกำลัง จนฝ่ายหลังสู้ไม่ได้ ต้องล่าถอยไปรวบรวมกำลังคนกลับมาโจมตีด่านใหม่อีกครั้ง แต่ก็ต้องล่าถอยกลับไปอีก ว่ากันว่า นอกจากกำลังตำรวจภายใต้การควบคุมของ ร.ท. ชุ่มแล้ว เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต ก็ได้ร่วมป้องกันด่านนี้ด้วย โดยกระสุนนัดแรกที่ใช้ยิงผู้บุกรุกเป็นกระสุนของเจ้าผู้ครองนครลำปางองค์นี้นี่เอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ อยู่ในสายตาของ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนโดยตลอด และความสำเร็จ ที่ได้รับในการป้องกันด่านที่ 9 เอาไว้นี้ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะยึดด่านที่ 5 กลับมาจากพวกเงี้ยวให้ได้

ร.อ. เจนเซน นำ ร.ท. ชุ่ม และตำรวจอีก 12 นายไปยังด่านที่ 5 แต่ พวกเงี้ยวไหวตัวทัน ระดมยิงเข้ามา แม้จะไม่มีใครได้รับอันตราย แต่ตำรวจที่ได้รับคำสั่ง ให้ตามมาบุกยึดด่านนั้นก็ขวัญเสียจนหนีไปเกือบทั้งหมด ไม่ยอมกลับเข้ามาทำหน้าที่ คงเหลือเพียง ร.อ. เจนเซน ร.ท. ชุ่ม และพลตำรวจอีก 2 นาย รวมเป็น 4 นายเท่านั้น

แต่กำลังตำรวจแค่ 4 นายจะสู้กับเงี้ยวนับสิบนับร้อยที่มีอาวุธครบมืออย่างไรได้

ระหว่างที่อ่านข้อมูลถึงตรงนี้ เรื่องราวหนึ่ง ก็ผ่านเข้ามาในความทรงจำ พร้อม ๆ กับที่คำถามหนึ่งแวบเข้ามาในความคิด

คืนหนึ่ง ดึกมากจนฉันไม่คิดว่าจะมีใครโทรศัพท์มาหาอีก ฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทที่เป็นตำรวจ แม้จะยังไม่ทันรับสาย ฉันก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนกับว่า ชีวิตการทำงานของเขาจะมีแต่ปัญหาที่ผ่านเข้ามาไม่เว้น และเช่นเดียวกับทุกครั้ง ฉันเป็นคนรับฟังปัญหาของเขา โดยที่ไม่รู้ว่าจะช่วยเขาเช่นไร

“เวลามีคนมาขอให้เราช่วย เราก็ช่วยเขาเต็มที่ อะไรที่เราทำให้เขาได้เราก็ทำ แต่เวลาที่เราเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ บ้าง กลายเป็นว่าเขาปฏิเสธที่จะช่วยเรา หันหลังให้เรา ทำไมถึงเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้”

เขาเอ่ยด้วยเสียงธรรมดา ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร แต่ฉันพอจะรู้ความรู้สึกของเขา ณ ตอนนั้น “แล้วคิดจะทำยังไงต่อ” “ยังไม่รู้เลย แต่เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว…”

เขาเอ่ยเพียงแค่นี้ แล้วเงียบไป แต่ฉันก็รู้ว่าเขาคงมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว หากในเวลานั้น เขาต้องการเพียงคำตอบว่า จะมีเพื่อนสักคน หรือไม่ที่จะบอกว่าเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองไม่ว่า มันจะออกไปในทางไหนเท่านั้นเอง

ฉันไม่อาจรู้ได้เลยว่า ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน จะรู้สึกเช่นเดียวกับเพื่อนของฉันบ้างหรือไม่ เมื่อเขาต้องพบกับแรงกดดันหนักหน่วง จากการที่ลูกน้องทิ้งเขา และเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายคนอื่นไว้ในจุดเสี่ยงเพื่อเอาชีวิตรอด และทำให้ต้องรับมือกับสถานการณ์ร้ายแรง ด้วยจำนวนคนแค่หยิบมือ ในเวลาที่ไม่เหลือทางเลือกมากนัก และผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดฝากชีวิตไว้ภายใต้การตัดสินใจของเขาเพียงผู้เดียว เขาต้องเลือกว่า จะถอยหรือจะสู้ต่อ

ในที่สุด อดีตนายทหารสังกัดกรมทหารรักษาพระองค์เดนมาร์ก ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบที่เป็นแนวหน้า ในการปะทะกับข้าศึกในสมรภูมิ ก็ตัดสินใจที่จะสู้ต่อ ด้วยกำลังตำรวจที่เหลืออยู่เพียง 4 คน เพื่อที่จะยึดด่านที่ 5 กลับคืนมาให้ได้

เมื่อปะทะกันซึ่งหน้าไม่ได้ ก็ต้องปรับยุทธวิธีใหม่ โดย ร.อ. เจนเซนนำ ร.ท. ชุ่ม และพลตำรวจอีกสองนาย อ้อมไปทางวัดบุญวาทย์ เพื่อหาช่องทางในการโจมตี และเมื่อพบฝ่ายตรงข้ามที่ยืนอยู่นอกด่าน โดยไม่มีการป้องกัน เขาก็ให้สัญญาณกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยิงออกไปพร้อมกัน และกระสุนทั้งสี่นัดของฝ่ายตำรวจนั้น ก็ทำให้เป้าหมายเสียชีวิตพร้อมกันทั้งสี่คน

ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ความไว้วางใจ ที่พวกเขามีให้กันว่า สิ่งที่ทำอยู่จะต้องลุล่วง และน้ำใจที่ต่างคนต่างพิสูจน์แล้วว่า จะไม่ทิ้งกันจนทำให้ ร.อ. เจนเซน กล้าพอที่จะตัดสินใจดำเนินการต่อ ในขณะเดียวกับที่ ร.ท. ชุ่ม และพลตำรวจอีกสองนายนั้น เชื่อถือและเคารพในตัวของผู้บังคับบัญชาว่า จะเลือกในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จในการทำลายขวัญ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือ โดยในบทความ “Hans Jensen – Hero of Thailand”  ของรอย ฮัดสันในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 1978 กล่าวว่า ร.อ. เจนเซน ได้ยิงใส่ฝ่ายตรงข้ามจนล้มไปทีละคน จากนั้น ตำรวจทั้งสี่นาย ก็ระดมยิงกลุ่มโจรที่ไม่ทันตั้งตัว จนมีทั้งคนที่ตายและบาดเจ็บจนเกิดความระส่ำระสาย ทำให้ตำรวจที่หนีไปและแอบอยู่ตามด่านต่าง ๆ ออกจากที่ซ่อน กลับมาช่วยต่อสู้อีกครั้ง

สถานการณ์พลิกผัน ฝ่ายลำปางกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง กองกำลังตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน ป้องกันนครลำปางเอาไว้ได้ในที่สุด

จากคนแปลกหน้า ผู้กองหนุ่ม ได้รับการยอมรับนับถือจากชาวลำปางว่า เป็นวีรบุรุษภายในระยะเวลาเพียงชั่ววัน

เมื่อสำรวจความเสียหายแล้ว จากรายงานภาษาอังกฤษที่ ร.อ. เจนเซน นำเสนอต่อทางการสยาม มีเงี้ยวเสียชีวิตไป 19 ราย และค้นพบผู้ตายเพิ่มเติมอีก 6 ราย และถูกจับกุมไว้อีก 26 ราย โดยหนึ่งในบรรดาเงี้ยวที่เสียชีวิตไปในครั้งนี้ มีพะก่าหม่อง หัวหน้ากองโจร รวมอยู่ด้วย ส่วนทางฝ่ายทหารตำรวจนั้น ไม่มีการสูญเสียกำลังพลไปแต่อย่างใด

ภาษาอังกฤษ ที่เขาใช้ในการเขียนรายงาน น่าจะเป็นคำตอบส่วนหนึ่งของข้อสงสัยที่ฉันนึกมาตลอดว่า เขาติดต่อสื่อสารกับคนอื่น โดยเฉพาะคนท้องถิ่นและผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นคนสยามได้อย่างไร

ในฐานะครูฝึกตำรวจภูธร การออกคำสั่ง ในการฝึกยุทธวิธีคงไม่สู้เป็นปัญหานัก เพราะเป็นคำที่ไม่ซับซ้อน เน้นที่การปฏิบัติเสียมากกว่า แต่หน้าที่ของตำรวจ ไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ เพราะการออกปราบปรามผู้กระทำความผิดนั้น จำเป็นต้องวางแผนและทำความเข้าใจกับผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วย จากภาษาที่เขาใช้ในการเขียนรายงาน ก็น่าเชื่อได้ว่า ภาษากลางที่ใช้สื่อสารกันระหว่างข้าราชการต่างชาติด้วยกัน และใช้ติดต่อกับข้าราชการสยาม น่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

จากการที่ พันโทพระยาวาสุเทพ เป็นผู้ที่ชักชวนให้นายทหารชาวเดนมาร์กเข้ามารับราชการในสยาม การคัดเลือกนายทหารให้ไปประจำการในต่างประเทศเช่นนี้ ทางต้นสังกัดคงต้องเตรียมความพร้อมให้แก่คนของตนมาบ้าง จึงคาดว่า ร.อ. เจนเซน น่าจะได้เรียนภาษาอังกฤษมาพอสมควร ก่อนที่จะมารับตำแหน่งครูฝึกในกรมตำรวจภูธร และน่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอที่จะทำงานร่วมกับข้าราชการระดับสูงของสยาม และชาวอังกฤษอย่างนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ได้เป็นอย่างดีด้วย

อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความเป็นไปได้ อย่างที่ฉันเคยพูดเล่นกับเพื่อนที่ว่า ไปประเทศไหน ก็ควรจะรู้ภาษาเขาพอให้ซื้อข้าวกินได้ นั่นก็คือ เมื่อมาถึงสยามแล้ว ร.อ. เจนเซนจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาไทย และอาจรวมไปถึงภาษาถิ่นให้พอสื่อสารได้บ้าง

ส่วนระยะเวลาสองปีที่อยู่ในสยามนั้น อาจจะสั้น แต่ฉันคิดว่า ระยะเวลาอาจไม่ใช่ปัญหา เพราะเท่าที่เคยทำงานกับชาวต่างชาติ ที่มาทำงานฝึกอบรมให้กับคนไทย เขาใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็พูดภาษาไทยประโยคง่าย ๆ ได้บ้าง แม้จะฟังดูแปร่ง ๆ ก็ตาม ผิดกับคนไทยหลายคนที่เรียนภาษาอังกฤษมานาน แต่บางคนก็ยังไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษเพราะกลัวพูดผิด

ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า นายตำรวจคนสนิทของเขา อย่าง ร.ท. ชุ่ม วรรณสมิตเอง ก็น่าจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร ไม่เช่นนั้น ก็คงจะไม่เข้าใจและไม่สามารถทำงาน เคียงบ่าเคียงไหล่ กับผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติผู้นี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พูดมานี้ คงเป็นเพียงแต่การคาดเดาเท่านั้น

แม้จะป้องกันนครลำปางเอาไว้ได้ตามที่ได้รับคำสั่งมา และเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ ก็ได้ปฏิบัติตามที่สัญญาไว้แต่ต้นว่า จะจ่ายค่าหัว ให้แก่พลตำรวจภูธรที่จับตายพวกเงี้ยวได้รายละสามร้อยรูปีด้วย แต่ภารกิจของ ร.อ. เจนเซน ยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องด้วย พระยานริศรราชกิจ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ได้สั่งมาด้วยว่า หากถึงคราวคับขัน ให้พยายามนำเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางหนีออกจากนครลำปางไปที่นครเชียงใหม่

แม้สถานการณ์จะสงบให้พอพักหายใจได้ แต่ยังวางใจอะไรไม่ได้ เพราะในช่วงเย็นของวันที่ 4 สิงหาคมนั้น ก็มีข่าวว่า พวกเงี้ยวจะนำกำลังร่วมพันคนจากแม่เมาะ เข้ามาโจมตีลำปางอีกครั้ง ถึงสิ่งที่ได้รับรู้มาจะเป็นเพียงข่าว แต่เขาก็ไม่อาจเอาชีวิตของเจ้าผู้ครองนครลำปางที่ร่วมต่อสู้กับเขามาไปเสี่ยงได้อีก

นอกจากนี้ ในบทความของ อภิรัตน์ รัตนชัย ได้นำเสนอข้อมูลว่า เมื่อได้รับข่าวนี้ ร.อ. เจนเซน ได้ขอกำลังพลและกระสุนเพิ่มจากเชียงใหม่ แต่ถูกปฏิเสธ หัวเมืองอื่นๆ ก็ไม่ยอมส่งกำลังมาช่วย เนื่องจาก ต่างเกรงเงี้ยวจะบุกเมืองของตนแล้วจะไม่มีกำลังมาต่อสู้ หรือเมื่อให้ความช่วยเหลือไปแล้ว เงี้ยวจะกลับมารุกรายเมืองของตนคืน

ดังนั้น ร.อ. เจนเซน จึงได้ขอให้เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เดินทางออกจากนครลำปางไปยังนครเชียงใหม่ เพื่อความปลอดภัย โดยจะจัดกำลังคุ้มกันไปส่งด้วย ซึ่งเจ้าบุญวาทย์ก็ตกลงที่จะปฏิบัติตามคำขอของ ร.อ. เจนเซน

ใจจริงแล้ว เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เองก็คงไม่อยากไปจากลำปางนัก หากแต่ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้กับ ร.อ. เจนเซน ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้าหลวงมณฑลพายัพ และไม่ต้องการให้เขาต้องห่วงหน้าพะวงหลัง กับการปกป้องตัวท่านเอง ในขณะที่ต้องวางแผนการต่อสู้ ประเมินสถานการณ์ ประเมินกำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ไปด้วย

ก่อนออกจากนครลำปาง ท่านได้รวบรวมเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของหลวงไปฝากไว้ที่สำนักงานของนายหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากเป็นสำนักงานของชาวอังกฤษ จึงแน่ใจได้ว่า พวกเงี้ยว ที่เป็นคนในบังคับของอังกฤษ จะไม่เข้ามาแตะต้องอย่างแน่นอน

กลางดึกของวันที่ 4 สิงหาคม เจ้าบุญวาทย์ พร้อมตำรวจและกำลังคุ้มกันได้ออกเดินทางจากลำปาง โดยมี ร.อ. เจนเซน และนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ ขี่ม้าไปส่งถึงบ้านหางสัตว์ หรือ ห้างฉัตร ในปัจจุบัน และเดินทางไปถึงบ้านหางสัตว์ในช่วงเช้าวันที่ 5 สิงหาคม

ที่บ้านหางสัตว์ ร.อ. เจนเซนได้พบว่า ตำรวจภูธร 50 นายกำลังจะเดินทางกลับเชียงใหม่ โดยมี ร.ท. ชุ่ม วรรณสมิตกับ ร.ท. อินอยู่กับพวกตำรวจที่จะเดินทางด้วย ร.ท. ชุ่มชี้แจงว่า เกรงพวกตำรวจจะถอดเครื่องแบบทิ้งอาวุธหนีไประหว่างทางอย่างที่เคยทำ  จึงต้องตามมาคอยควบคุม เมื่อรับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และเชื่อว่าสิ่งที่ ร.ท. ชุ่มนั้นบอกมาเป็นความจริง ร.อ. เจนเซน จึงแก้ปัญหาด้วยการมอบหมายงานให้ตำรวจ ที่จะกลับไปเชียงใหม่มีหน้าที่คุ้มกันขบวนเดินทางของเจ้าบุญวาทย์ให้ถึงปลายทาง ซึ่งโดยนัยแล้ว ก็เท่ากับอาศัยกำลังคนให้เป็นประโยชน์พร้อมกับควบคุมไม่ให้หนีไประหว่างทางไปในตัว

เนื่องจาก ต้องเปลี่ยนแผนการในการคุ้มกัน ทำให้ต้องพักค้างแรมที่บ้านหางสัตว์คืนหนึ่ง เช้าวันที่ 6 สิงหาคม  ร.อ. เจนเซน จึงขออนุญาตเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตกลับลำปาง เนื่องจากเป็นห่วงสถานการณ์และเป็นห่วงทรัพย์สินของหลวง ที่ฝากไว้กับสำนักงานป่าไม้ ว่าจะมีคนดูแลเพียงพอหรือไม่ โดยนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ขอตามกลับไปด้วย ส่วนเจ้าบุญวาทย์นั้น ยังคงเป็นห่วงนครลำปาง ขอพักค้างที่หางสัตว์อีกระยะหนึ่งเพื่อรอฟังข่าว

เมื่อ ร.อ. เจนเซนกับนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ พร้อมผู้ติดตามอีก 3 คนกลับไปถึงนครลำปางก็พบว่า ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใด ๆ เพิ่มเติมอีก นอกจากนักโทษเงี้ยวที่พยายามจะแหกคุก แต่ ร.ท. อินกับผู้คุมเรือนจำสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ส่วนที่สำนักงานของนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ ซึ่งมีคนงานชาวลำปางและชาวอินเดียดูแลอยู่นั้น ยังคงปลอดภัยดี จึงได้ส่งข่าวดีนี้กลับไปยังเจ้าผู้ครองนครลำปางที่บ้านหางสัตว์

เช้าวันที่ 7 สิงหาคม เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เดินทางกลับเข้ามาในนครลำปางอีกครั้ง พร้อมสั่งการให้เก็บกวาดบ้านเมืองให้สะอาดเรียบร้อย นายพันตรีเจ้าราชภาติกวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครลำปาง สั่งให้ตำรวจทุกนายกลับเข้าประจำการ ส่วนตำรวจภูธรที่เคยละทิ้งหน้าที่ไประหว่าง วันที่ 3-4 สิงหาคมนั้น ร.อ. เจนเซน ทำเพียงแต่คาดโทษไว้เท่านั้น

แม้เหตุการณ์ในนครลำปาง จะกลับสู่ความสงบ แต่ชาวเมืองยังไม่อาจวางใจได้และฝากความเชื่อมั่นไว้ที่ นายตำรวจหนุ่มชาวเดนมาร์กเพียงผู้เดียว ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครลำปาง จึงได้ทำหนังสือถึง ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ เพื่อขอตัวนายร้อยเอกฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนให้อยู่ช่วยราชการที่นครลำปางต่อไป

7. กระสุนสังหาร

นับจากเหตุการณ์บุกปล้นลำปางในวันที่ 4 สิงหาคม 2445 แม้ความเป็นไปในนครลำปางจะกลับคืนสู่ความสงบ แต่การต่อสู้กับเงี้ยวในพื้นที่อื่น ๆ ของมณฑลพายัพยังไม่หมดสิ้น และ นอกจากต้องปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ แล้ว ทางสยามเอง ก็ต้องรับมือกับข่าวลือข่าวปล่อยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับต้องคอยระวังการฉวยโอกาสแทรกแซงกิจการบ้านเมืองโดยประเทศผู้ล่าอาณานิคม

ทางพระนคร ได้มีการส่งกำลังสนับสนุนมาเพิ่มเติมเรื่อย ๆ เจ้าพระยาอนุชิตชาญชัย ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพนครลำปาง และให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพแพร่ ทำการปราบปรามความไม่สงบในพื้นที่ภาคเหนือ

จนกระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ. 2445 มีรายงานข่าวออกมาว่า มีชาวเงี้ยวทยอยเดินทางเข้าเมืองพะเยามากจนผิดปกติ แต่การข่าวของสยามในขณะนั้น ค่อนข้างสับสน และมีเค้าลางของความขัดแย้ง ในแนวทางการทำงานของแม่ทัพ จนน่าเป็นห่วงว่า จะเสียนครลำปางไปอีก โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอักษรถึงพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2445 ถึงเรื่องนี้ว่า

“…เห็นว่า อานุภาพและเกียรติยศของบ้านเมืองตกอยู่ที่ปลายลิ้นของคนเสียแล้ว ถ้าเมืองนครลำปางเสียในครั้งนี้ อำนาจของเมืองไทย ซึ่งปรากฏต่อสายตาคนต่างประเทศ จะเป็นที่เสื่อมเสียยิ่งนัก ถ้าพระยาอนุชิตเดินแต้มคูดีๆ ใจคอกว้างขวางขึ้นอีกนิดหนึ่ง อย่าถือเขาถือเรานัก คนร้ายจะไม่กำเริบไปถึงไหน”

เนื่องมาจากในวันที่ 5 ตุลาคม เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้สั่งให้กองทหารไปปราบพวกเงี้ยวที่เชียงคำ และให้กองทหารจากลำปางตีโอบจากพะเยาลงมา ส่วนเจ้าพระยาอนุชิตชาญชัยได้สั่งให้ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน คุมกำลังตำรวจนครสวรรค์ไปปราบเงี้ยวที่พะเยาด้วยเช่นกัน และให้ เจ้าราชภาติกวงศ์ นำกำลังพลและเสบียงตามไปสนับสนุน แต่ก็ใช้เวลานาน กว่าจะตามไปทันกับ ร.อ. เจนเซนที่งาว ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในความดูแลของลำปาง ก็ล่วงเข้าวันที่ 10 ตุลาคมแล้ว จึงได้เริ่มวางแผน ในการที่จะป้องกันเมืองงาว โดย ร.อ. เจนเซน เป็นผู้ออกสำรวจพื้นที่ที่จะป้องกันเมืองและวางแผนนำกำลังไปสนับสนุนที่เมืองพะเยา

ในวันที่ 13 ตุลาคม ร.อ. เจนเซนตกลงใจที่จะเริ่มออกเดินทางไปพะเยา แต่ทหารที่คุมกำลังพลมาด้วยขอว่า มีทหารบางคน กำลังป่วยและบางส่วนยังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงพอพักค้างคืนที่งาวก่อน รุ่งเช้าจึงค่อยตามไป ซึ่ง ร.อ. เจนเซนเอง ก็ไม่ขัดข้องและให้กำลังตำรวจภูธรที่มากับตนได้พักพร้อมกับทหารด้วย แต่ส่วนตัวของเขาเองนั้น ไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้อีก จึงเลือกเอา ร.ท. ชุ่ม วรรณสมิต และพลตำรวจ ที่เคยร่วมรบด้วยกันที่ลำปางคราวนั้น และคัดนายสิบตำรวจกับพลตำรวจฝีมือดีอีก 25 นาย พร้อมอาวุธและเครื่องกระสุนออกเดินทางล่วงหน้าไปพะเยาก่อน

ร.อ. เจนเซน พร้อมด้วย ร.ท. ชุ่ม และกำลังตำรวจเดินทางมาถึงบริเวณห้วยเกี๋ยง บ้านแม่กา ได้พบกับเงี้ยวกลุ่มหนึ่งและได้ปะทะกัน พวกเงี้ยวตายไป 10 คน ที่เหลือบาดเจ็บและหนีไป ส่วนตำรวจภูธรทุกนายไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เมื่อเห็นว่า ฝ่ายตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ และไม่ต้องการให้การต่อสู้ยืดเยื้อ หรือฝ่ายตรงข้ามนำกำลังกลับมาสู้อีก ร.อ. เจนเซน จึงสั่งให้ตำรวจภูธรติดตามคนร้ายต่อไป โดยมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ จนมาถึงบริเวณป่า ในขณะที่สั่งการอยู่และเคลื่อนที่เข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่ออาศัยเป็นที่กำบัง เงี้ยวที่ซุ่มอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กันนั้นก็ยิงเขาจนล้มลง ณ ที่แห่งนั้น คือ สถานที่ที่นายตำรวจหนุ่มชาวเดนมาร์กสิ้นลมหายใจ

เมื่อ ร.ท. ชุ่ม วรรณสมิต ผู้ช่วยตำรวจภูธร เห็นผู้บังคับบัญชาถูกยิงเสียชีวิต จึงได้นำร่างของ ร.อ. เจนเซน กลับมาฝากไว้กับกองทหารที่บ้านแม่กาท่าข้าม แล้วจึงนำตำรวจที่เหลือออกไปสู้กับพวกเงี้ยว จนในที่สุด ฝ่ายหลังได้พากันถอยห่างออกไปจากแนวรบ แล้ว ร.ท. ชุ่ม จึงส่งตำรวจไปแจ้งข่าวให้พันตรีเจ้าราชภาติกวงศ์ทราบ และได้ย้อนกลับมารับศพของ ร.อ. เจนเซนในวันที่ 15 ตุลาคมไปบำเพ็ญกุศลตามธรรมเนียมไทยที่เมืองพะเยาก่อน แล้วแจ้งให้เจ้าบุญวาทย์วงศมานิตย์ทราบต่อไป ส่วนเจ้าราชภาติกวงศ์กับทางตำรวจได้ทำการเข้าขับไล่พวกเงี้ยวออกไปจากบ้านแม่กาได้ค่ำในวันนั้นด้วย

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลอบยิง ร.อ. เจนเซน นี้ แตกต่างกันออกไปหลายทาง ในเอกสารส่วนใหญ่นั้นกล่าวว่า เขาถูกยิงเข้าที่อกซ้ายสามนัด โดยในเอกสารบางฉบับ ได้ระบุชื่อคนร้ายว่าชื่อ ส่างน้อย แต่ในบทสัมภาษณ์ เจ้าแม่สวน สูงศักดิ์ ในภาคเหนือนิวส์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดลำปาง ฉบับพิเศษวันตำรวจไทย 13 ตุลาคม 2516 ซึ่งเกิดทันและอยู่ในเหตุการณ์ครั้งเงี้ยวบุกปล้นเมืองลำปาง กลับได้เรื่องราวที่ต่างจากรายงานของทางการ โดยเจ้าแม่สวนเล่าถึงช่วงเวลาที่ ร.อ. เจนเซน ซึ่งเจ้าแม่สวนเรียกว่า ‘กัปตัน’ ถูกยิงจนเสียชีวิตว่า เขาถูกยิงจากทางด้านหลัง โดยฝีมือของเงี้ยว ที่ถูกยิงจนขาหัก ซึ่งซุ่มอยู่ในกอไม้ รอจน ร.อ. เจนเซน คล้อยหลังไปแล้ว จึงยิงใส่ แต่เขาไม่ได้เสียชีวิตทันที ด้วยเมื่อถูกยิงจนล้มลงไปแล้วนั้น ร.อ. เจนเซน ยังเอาปืนที่พาดบนหลังม้ามายิงเงี้ยวคนนั้นจนตายไปด้วย

ส่วนในบทความ “A Danish Hero in Chiang Mai” ของแกรห์ม มอนาแกน ได้ระบุว่า เหตุที่ ร.อ. เจนเซนสียชีวิตครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการลอบยิง แต่เกิดจากการยิงปะทะกับพวกเงี้ยวโดยตรง แต่การระดมยิงของฝ่ายเงี้ยวนั้น พุ่งเป้ามายังเขาแต่เพียงผู้เดียว กระสุนจึงถูกเข้าที่หน้าอกของเขาสามนัด โดยไม่มีตำรวจนายอื่นได้รับอันตราย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจาก ร.อ. เจนเซน เสียชีวิต ในเอกสารฉบับไทย ฉบับของแกรห์ม มอนาแกน และฉบับของนีลเซนและยอร์เกนเซน ยังมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างมาก โดยในขณะที่ฉบับของไทยระบุว่า ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถนำร่างของเขาออกมาจากบริเวณจุดปะทะได้ แต่ฉบับของมอนาแกน นีลเซน และยอร์เกนเซนกล่าวว่า ร.อ. ฮาล์ฟแดน โทลเลอ (Captain Halfdan Tolle) ได้ไปตามหาร่างของเขาจนพบในวันที่ 15 ตุลาคม เนื่องจาก เมื่อเขาถูกยิงนั้น ตำรวจสยามกำลังปะทะกับเงี้ยวอย่างติดพัน จนแม้เงี้ยวจะเป็นฝ่ายล่าถอยไปจริง แต่ฝ่ายสยามเอง ก็ไม่เหลือกระสุนเอาไว้ป้องกันตัวอีก จึงต้องล่าถอยออกจากพื้นที่เช่นกัน วันรุ่งขึ้น จึงค่อยกลับไปตามหาและนำร่างของเขา ออกจากจุดปะทะ โดยมีกำลังตำรวจจากลำปาง และ ร.อ. โทลเลอ นายตำรวจภูธรชาวเดนมาร์ก ซึ่งพระยาวาสุเทพ แต่งตั้งให้มารับตำแหน่งแทน เมื่อได้รับแจ้งว่า ร.อ. เจนเซนเสียชีวิต เป็นผู้ค้นพบ และดำเนินการเคลื่อนย้ายไปยังเมืองพะเยา

มีข้อมูลอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในฉบับของไทยเลย แต่กลับพบอยู่ในเรื่องที่มาจากการค้นคว้าของนักข่าวชาวเดนมาร์ก และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าแปลกใจอยู่มากทีเดียว นั่นคือ ในบทความของนีลเซนและยอร์เกนเซนกล่าวว่า เมื่อพบร่างของฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนในที่เกิดเหตุนั้น ปรากฏว่า หัวใจของเขาถูกนำออกไปจากร่าง และสันนิษฐานว่า เป็นการกระทำตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่แน่ชัดนักว่า เป็นคนกลุ่มใด เพราะอย่างที่เล่าไว้แต่แรกนั้น กลุ่มเงี้ยวในที่นี้ มีคนหลายเชื้อชาติปะปนกันอยู่ ความเชื่อเกี่ยวกับการสะกดวิญญาณของศัตรูหรือคนที่ตนเองฆ่านั้น เป็นเรื่องที่ฉันเคยได้ยินมาบ้าง แต่เนื่องจาก ยังไม่มีเวลาที่จะค้นหาข้อมูลส่วนนี้ จึงไม่อยากจะยืนยันว่าจริงหรือไม่ คงเป็นเพียงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะเล่าสู่กันฟังให้มองเห็นภาพอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น

ความตายของนายตำรวจภูธรชาวเดนมาร์กผู้นี้ก็ยังคงเป็นเหมือนภาพที่ยังต่อไม่เสร็จสำหรับฉันอยู่ และฉันอดคิดไม่ได้ ที่เราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับนายร้อยโทชุ่ม วรรณสมิต ผู้ช่วยครูฝึกตำรวจภูธร ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เปรียบเสมือนเพื่อนตายของเขามากนัก เพราะเขาเป็นบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์เสี้ยวเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครนึกถึงเรื่องนี้ ในฐานะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับ ร.อ. เจนเซนมากที่สุด ในแทบทุกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเขา และน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจบอกได้ว่า แท้จริงแล้ว ร.อ. เจนเซนเสียชีวิตเป็นอย่างไร แต่ทว่า ชื่อของเขาก็ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์หน้าใด ๆ ของสยามอีกเลย

อย่างไรก็ตาม หลังจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ถวายรายงานเรื่องการเสียชีวิตของ ร.อ. เจนเซน ที่เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์โทรเลขแจ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้เรื่องที่เป็นที่ยุติ ไม่ให้มีข้อพิพาทหรือข้อสงสัยจนเป็นปัญหากันต่อไปอีกดังนี้

“แต่ที่จริงซึ่งนายร้อยเอกเยนเซนตายนี้ เห็นจะเป็นด้วยกล้าเกินไป อย่างเช่นเคยสำแดงเดชมาเสมอ คือ ชักดาบออก วิ่งหน้าทหารอย่างทหารฝรั่ง แต่ไอ้พวกนี้มันถนัดแอบยิง ซุ่มยิง คราวก่อน ข้างฝ่ายเงี้ยวเป็นผู้มาตีลงในที่แจ้ง คราวนี้อยู่ในสนามเพลาะ เราเป็นผู้ที่อยู่ในที่แจ้ง แต่ไม่ปรากฏว่า ฝ่ายเรามีผู้ใดตาย นอกจากนายร้อยเอกเยนเซนคนเดียว”

ท่ามกลางความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้น และอาจทำให้สยามต้องสูญเสียลำปางที่ ร.อ. เจนเซน ร่วมกับเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง และนายหลุยส์ เลียวโนเวนส์เคยพยายามปกป้องเอาไว้จนสุดความสามารถทั้งที่เสียเปรียบในทุกด้าน ยังมี ชายหนุ่มชาวต่างชาติคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เกิดและเติบโตบนแผ่นดินนี้ ยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงเกียรติยศใด ๆ ที่จะได้รับ และตายเพื่อความมั่นคงของแผ่นดินสยาม

ไม่ว่ารายละเอียดของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร มีเรื่องที่แน่ใจชัดเจนได้ประการหนึ่ง คือ เขาถูกยิงจนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และกรมตำรวจภูธร ได้สูญเสียนายร้อยเอกฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนไปอย่างไม่มีวันกลับ

และคงเป็นช่วงเวลานี้เอง ที่ มารี เจนเซน ส่งพัสดุที่มีโกโก้ 6 กระป๋องกับรองเท้าบู๊ตคู่ใหม่จากเดนมาร์กทางเรือเดินสมุทรของบริษัทอีสต์เอเชียติกมาให้ลูกชายคนเดียวของเธอ จากต้นทางที่เดนมาร์กถึงปลายทางที่สยาม โดยไม่รู้เลยว่า พัสดุนี้ไม่มีผู้รับอีกต่อไปแล้ว…

เมื่อได้ทราบข่าว การเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของ ร.อ. เจนเซน นายพันโทพระวาสุเทพ (กุสตาฟ เชา) เจ้ากรมตำรวจภูธร ได้รวบรวมประวัติในการรับราชการเสนอของเขาต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอรับพระราชทานบำนาญให้แก่มารดาของ ร.อ. เจนเซนที่เดนมาร์ก โดยรายงานว่า เงินเดือนของ ร.อ. เจนเซน เมื่อครั้งรับราชการอยู่นั้น ได้รับเงินเดือนเดือนละ 500 บาท (หรือติกัล ซึ่งเป็นหน่วยทางการเงินที่ชาวต่างชาติในสยามเรียกในสมัยนั้น โดยเงิน 1 บาทหรือ 1 ติกัล เทียบเท่ากับ 0.97 คราว์นของเดนมาร์ก)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ นำเรื่องราวทั้งหมด ขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพรระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ให้ทรงพิจารณา พระองค์ท่าน ได้มีพระราชหัตถเลขาส่งไปยังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ให้ดำเนินการเทียบเงินบำนาญแก่มารดาม่ายของ ร.อ. เจนเซน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินบำนาญแก่มารี เจนเซนเป็นจำนวน 3,000 บาท เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของเงินบำนาญเต็ม ร.อ. เจนเซน ได้รับตามที่เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติคำนวณ โดยให้บริษัทอีสต์เอเชียติกเป็นผู้บริหารจัดการและนำส่งให้มารี เจนเซน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1938

นอกจาก ร.อ. เจนเซนแล้ว พันโทพระยาวาสุเทพ ยังได้รวบรวมข้อมูลและประวัติการทำงานของตำรวจภูธร ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามพวกเงี้ยวในหัวเมืองทางเหนือต่าง ๆ เพื่อขอพระราชทานบำนาญและเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวของตำรวจที่เสียชีวิตด้วย  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพระราชทานเงินบำนาญ แก่ครอบครัวของตำรวจที่เสียชีวิตนายอื่น ๆ ด้วย โดยเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้คำนวณให้ในอัตรากึ่งหนึ่งของจำนวนบำนาญเต็มที่ตำรวจนายนั้นควรได้รับเช่นเดียวกัน

พิธีศพของ ร.อ. เจนเซนนั้น เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 9 ได้จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2446 เนื่องจาก เหตุการณ์วุ่นวายในเมืองลำปางได้สงบลงแล้ว โดยได้รับศพของ ร.อ. เจนเซน ซึ่งฝากไว้ที่วัดศรีจอมเรือง เมืองพะเยา มาทำพิธีทางศาสนา ทั้งตามหลักศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธอย่างสมเกียรติ ที่ศาลาวังธาร เมืองลำปาง และนำไปประกอบพิธีฝังที่สุสานคริสเตียนเมืองลำปาง และได้รับพระราชทานป้ายจารึกบนหลุมศพจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วย ต่อมาได้มีการย้ายมาฝังไว้ที่สุสานคริสตชน จังหวัดเชียงใหม่ในภายหลัง

ช่วงเวลาที่เจ้าผู้ครองนครลำปางกับนายตำรวจภูธรหนุ่มชาวเดนมาร์กได้รู้จักกันถือว่าไม่นานนัก แต่วิกฤติการณ์ที่ผ่านพ้นมาได้ด้วยกันนั้น ได้ทำให้ต่างเห็นน้ำใจและคุณค่าของกันได้เป็นอย่างดี พิธีศพที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ของวีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองลำปางไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่เจ้าบุญวาทย์ อุทิศให้ผู้ร่วมเป็นร่วมตายในยามยาก แต่ท่านยังได้เตรียมพื้นที่สำหรับทำอนุสรณ์ไว้ให้นายตำรวจผู้ล่วงลับด้วยอีกอย่างหนึ่ง และนี่เองคือ ที่มาของอนุสาวรีย์ที่แทบไม่มีใครรู้จัก…

8. อนุสรณ์

ในเวลานั้น เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ได้สงวนที่ดินไว้ประมาณ 1,600 ตารางวา บ้านห้วยเกี๋ยง ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นบริเวณที่นายร้อยเอกฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซนเสียชีวิต ไว้เพื่อเตรียมไว้ทำอนุสรณ์ให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่สามารถสร้างอนุสรณ์ขึ้นได้เลย โดยไม่ทราบสาเหตุ ที่ดินแห่งนั้น จึงมีแต่เสาเป็นเครื่องหมายปักไว้พอเป็นที่สังเกต โดยเฟลมมิง วินเธอ นีลเซนระบุว่า เครื่องหมายที่ใช้บอกตำแหน่งบริเวณที่ ร.อ. เจนเซนเสียชีวิตนั้น เป็นเสาสูงแปดฟุต สลักข้อความบอกว่า เป็นสถานที่ที่ ร.อ. เจนเซนเสียชีวิตจากการต่อสู้กับพวกเงี้ยว เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวเริ่มเลือนหาย ชาวบ้านแถบนั้น ได้รับคำบอกเล่าต่อกันเพียงว่า ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งตำรวจฝรั่งถูกเงี้ยวยิงตาย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1929 นายสไตเนอร์ ชาวเดนมาร์ก ได้เขียนจดหมายถึงสมาคมชาวเดนมาร์กว่า เครื่องหมายที่ใช้บอกตำแหน่งบริเวณที่ ร.อ. เจนเซนเสียชีวิตนั้น ได้หักพังลงมา และได้ส่งชิ้นส่วนของเสาที่หักนั้น ให้แก่สมาคมชาวเดนมาร์กให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เพราะบริเวณนั้น จะมีการทำถนน โดยเสนอว่า ควรจะมีอนุสรณ์ที่ทำจากหิน ซึ่งมีลักษณะถาวรเอาไว้แทนที่ และร้องขอให้สมาคมชาวเดนมาร์กเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งก็มีผู้สนับสนุนเงินในการซ่อมแซมอนุสรณ์ดังกล่าว แต่พื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ที่เคยถูกสงวนเอาไว้สำหรับทำอนุสรณ์ ก็ถูกชาวบ้านรุกล้ำเข้ามาใช้สิทธิครอบครอง ประกอบกับมีการตัดถนนพหลโยธินผ่าน บริเวณดังกล่าว จึงเหลือพื้นที่เพียง 152 ตารางวาเท่านั้น

ความพยายาม ในการบูรณะอนุสรณ์ของ ร.อ. เจนเซน เกิดขึ้นอีกครั้ง ประมาณ พ.ศ. 2498 เมื่อ พ.ต.อ. จง สุวรรณมณี ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ออกตรวจราชการมาถึงอำเภอพะเยา ซึ่งในสมัยนั้น ยังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย เกิดความสงสัยว่า สถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญอย่างไร เมื่อได้กลับไปศึกษาประวัติของสถานที่นี้มาจนชัดเจนแล้ว พ.ต.อ. จงจึงมีความคิดที่จะบูรณะสถานที่แห่งนี้ แต่เมื่อของบประมาณไปแล้ว กรมตำรวจมิได้ตอบสนอง ต่อมา พล.ต.อ. เทพ ศุภสมิต ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 5 (ลำปาง) ได้พบเรื่องที่ พ.ต.อ. จง สุวรรณมณีเสนอขึ้นมา จึงได้นำเรื่องเสนอของบประมาณขึ้นไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอีก

กระทั่งในปี พ.ศ. 2513 พล.ต.ต. ชวรวย ปริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 5 (ลำปาง) ได้พบเรื่องขอสร้างอนุสาวรีย์นายร้อยเอกฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน จึงคิดว่า หากจะให้ทางราชการจัดสร้าง คงต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไม่น้อย จึงเห็นควร ที่จะจัดสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเองจะดีกว่า เพราะที่ดินที่สงวนไว้ยังมีอยู่ และหากไม่สร้างอนุสาวรีย์ขึ้น ที่ดินก็คงจะถูกชาวบ้านรุกล้ำอีก เมื่อตัดสินใจแล้ว จึงได้ขอแรงตำรวจ ที่มีฝีมือทางช่างมาช่วยกันสร้าง โดยใช้วัสดุในพื้นที่ สร้างไปเรื่อย ๆ ตามแต่มีเวลาและโอกาสอำนวยให้ ในที่สุดอนุสาวรีย์อนุสรณ์ของ ร.อ. เจนเซนจึงสำเร็จ และมีพิธีเปิดอนุสรณ์ ร.อ. เจนเซนในวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 70 ปีของวันเสียชีวิตของ ร.อ. เจนเซน

9. สิ่งที่หลงเหลือ

ครั้งล่าสุด แต่คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่ฉันจะแวะไปที่อนุสาวรีย์บนพื้นที่เล็ก ๆ ริมถนน ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ แม้ป้ายบอกจะสะดุดตา แต่ก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว มักจะขับรถผ่านไปกันเสียมากกว่า คือ ไม่กี่วัน หลังจากเริ่มต้นเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขาเรื่องนี้ พวงหรีดจากหน่วยงานต่าง ๆ ของตำรวจและทหาร ซึ่งนำมาวางไว้เพื่อแสดงความคารวะ ร.อ. ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน ในวันครบรอบวันเสียชีวิตของเขาเมื่อ 14 ตุลาคมยังคงอยู่ มีใครบางคนเอาขนมและน้ำมาวางไว้ด้วยเช่นคราวก่อนที่เคยเห็น

เหมือนทุกครั้งที่แวะมา สถานที่แห่งนี้เงียบสงบและเรียบง่ายกว่า อนุสาวรีย์หรืออนุสรณ์ส่วนใหญ่ ที่ฉันเคยพบ แทบไม่มีเครื่องเซ่นไหว้บูชาใด ๆ ให้เห็น จนในบางครั้ง ฉันก็อดนึกแผลง ๆ ไม่ได้ว่า คนที่คิดจะมาบนบานหรือขออะไรสักอย่างจากเขาคงมีอยู่ แต่คงไม่รู้จะพูดกับเขาเป็นภาษาอะไรดี แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ฉันอดโล่งใจไม่ได้ ที่สถานที่แห่งนี้ไม่ถูกรบกวนจนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และแม้ว่า น้อยคนที่รู้จักหรือเห็นความสำคัญ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่ได้ถูกลืมไปโดยสิ้นเชิง

ฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่า ร.อ. เจนเซน จะรับรู้บ้างหรือไม่ว่า ตัวของเขาเองเป็นวีรบุรุษ หรือได้สร้างวีรกรรมที่มีความสำคัญมากเพียงใด หรือเพียงแต่คิดว่า เขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีงาน มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่เขาจะต้องปฏิบัติให้ได้จนสุดความสามารถเท่านั้น และนั่นอาจทำให้เขาไม่ได้นึกอยากจะรับเกียรติยศหรือการยกย่องใด ๆ นอกเหนือไปจากสิ่งที่เขาควรได้รับในฐานะนายตำรวจคนหนึ่งที่ทำตามหน้าที่พึงได้ตามปกติเทียบเท่ากับนายตำรวจอื่น ๆ เท่านั้น

“วีรบุรุษ คือ คนธรรมดาที่ค้นพบกำลังอันเข้มแข็งในการที่จะยืนหยัดและอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคที่ท่วมท้น”

คำกล่าวนี้ เป็นคำกล่าวที่ คริสโตเฟอร์ รีฟ นักแสดงที่เคยสวมบทบาทซูเปอร์แมน วีรบุรุษบนแผ่นฟิล์มเคยบอกไว้ ในช่วงเวลาที่เขาต้องประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่เคยยอมแพ้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต และฉันคิดว่าคำกล่าวของเขาเป็นความจริง

สำหรับฉันแล้ว นายร้อยตำรวจเอกชาวเดนมาร์กที่ชื่อ ฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ผู้ชายธรรมดาคนนี้ สามารถเอาชนะอุปสรรคและความกดดันครั้งแล้วครั้งเล่ามาได้ โดยไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้หรือถอยหนี สิ่งที่เขาทำมาตลอดระยะเวลายากลำบากเหล่านั้น คือ ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ แสวงหาหนทางที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดที่มีอยู่ และไม่เคยหาข้ออ้างใด ๆ ในการที่จะปฏิเสธไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งการมีจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามานี่เอง คือ เกียรติภูมิสูงสุดของเขา และเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องนับถือยิ่งกว่าวีรกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น

ฉันไม่ได้คาดหวังว่า เรื่องราวของเขาที่เรียบเรียงขึ้นในคราวนี้จะทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นหรือมีคนแวะเวียนไปแสดงความเคารพอนุสรณ์ของเขามากขึ้น ฉันเพียงแต่เขียนเรื่องนี้ขึ้น เพื่อให้เขาไม่ถูกลืม และเผื่อว่ามีใครสักคนจะยังจำเรื่องราวของเขา รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญกับช่วงชีวิตหนึ่งของเขาได้บ้างเท่านั้นเอง

ฉันวางเบญจมาศสีขาวกำหนึ่งที่ตั้งใจซื้อมาให้ด้วยความรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ฉันควรจะทำ แต่ก็เป็นดอกไม้ที่มัดเป็นช่อเอาไว้ง่ายๆ ไม่มีการจัดแต่งอะไรเป็นพิเศษ ไว้ตรงมุมหนึ่งของอนุสาวรีย์ และยืนอยู่ที่นั่นสักพัก เป็นเวลานานกว่าที่อนุสรณ์แห่งนี้จะสร้างขึ้นได้ แต่กว่าจะสร้างได้นั้น เนื้อที่นับพันไร่ ที่เคยถูกกันเอาไว้ถูกทอนหายไปเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตารางวา กว่าจะสร้างขึ้นมาได้ ก็เมื่อตำรวจตกลงใจที่จะลงเงินลงแรงของตัวเองในการสร้างขึ้น อย่างไม่รีบร้อน และไม่ต้องอาศัยงบประมาณของแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย

สมกับเป็นอนุสรณ์ของเจ้าของสถานที่ ซึ่งดูจะรักสันโดษและมักน้อยเหลือเกิน เมื่อนึกถึงข้าวของส่วนตัวที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายของเขาจากข้อมูลที่เคยได้อ่านผ่านตา

บางครั้ง ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ทุกสิ่งที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ เขาคงพอใจที่จะให้เป็นไปอย่างนี้และเพียงเท่านี้ก็เป็นได้

เอกสารอ้างอิง

1. Hardy, David. “A Supreme Sacrifice Which Brought Lasting Freedom.” Good Morning Chiang Mai, (October 2002.) [Online] http://www.chiangmai-online.com/gmcm/10-2002/jensen.html

2. Jorgensen, Peder. “Danish captain in Thai service honoured.” ScandAsia, (30 September 2002.) [Online] http://www.scandasia.com/viewNews.php?coun_code=dk&news_id=1668

3. Monaghan, Graeme. “A Danish Hero in Chiang Mai.” Chiang Mai Tourist Guides, (November 2008.) [Online] http://www.chiangmaitouristguide.com/11-2008/feature2.html

4. Neilsen, Flemming Winther. “Danish History in Northern Thailand.” Chiang Rai Times, (11 August 2011.) [Online] http://www.chiangraitimes.com/news/1678.html

5. Neilsen, Flemming Winther. “The Dane Who Saved the North.” ScandAsia, (15 October 2009.) [Online] http://www.scandasia.com/viewNews.php?coun_code=dk&news_id=5740

6. Shaw, John. “Farang Fables: The Shan Rebellion.” E-CityLife, Vol. 11 No. 5 (May 2002.) [Online] http://www.chiangmainews.com/ecmn/viewfa.php?id=102

7. กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง, “ประวัติความเป็นมาของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง.” [สื่อออนไลน์.] http://www.lampangpolice.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538779841

8. พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ(โยธิน ฐานิสฺสโร). “เหตุการณ์กบฏเงี้ยว พ.ศ.๒๔๔๕ จากมุมมองของท้องถิ่น.” (5 กรกฎาคม 2555.) [สื่อออนไลน์.] http://www.gotoknow.org/blogs/posts/493541

9. อภิรัตน์ รัตนชัย, “เจนเสน นายตำรวจฝรั่ง วีรบุรุษสยาม”, ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 28 ฉบับที่ 12 (ตุลาคม 2550)

10. www.hugchiangkham.com

ช่วงนี้กำลังอัพเดทอข้อมูลและเรื่องราวต่างๆเรื่อยๆทุกวันครับ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามรับชมนะครับ

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 
ลิงค์ หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
 1. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook 1. เทศบาลตำบลเชียงคำ facebook
2. ข้อมูลและประวัติอำเภอ facebook 2. เทศบาลตำบลเวียง facebook
3. สถานีตำรวจภูธรเชียงคำ facebook 3. เทศบาลตำบลหย่วน facebook
4. เกษตรอำเภอเชียงคำ facebook 4. เทศบาลตำบลฝายกวาง facebook
5. กองพันทหารราบ ร.17 พัน 4 facebook 5. องค์การบริหารส่วนตำบลร่มเย็น facebook
6. กองร้อย ตชด. 326  facebook 6. องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์คำ facebook
7. พัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ facebook 7. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแวน facebook
8. นิคมสหกรณ์เชียงคำ facebook 8. องค์การบริหารฯ ตำบลเชียงบาน facebook
9. ห้องสมุดประชาชน facebook 9. องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ลาว facebook
10. แขวงการทางเชียงรายที่ 2 facebook 10. องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง facebook
11. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 11. องค์การบริหารฯ ตำบลทุ่งผาสุุข facebook
12. ศาลจังหวัดเชียงคำ facebook 12. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
facebook
13. หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พย.9
facebook 13. สโมสรโรตารี่เชียงคำ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. โรงพยาบาลเชียงคำ facebook 1. ศูนย์กู้ชีพ รพ.เชียงคำ
facebook
2. สาธารณสุขอำเภอเชียงคำ facebook 2. มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ facebook
3. รพ.สต. หย่วน facebook 3. คลีนิคหมอ facebook
4. รพ.สต. เวียง facebook 4. คลีนิคหมอ facebook
5. รพ.สต. เชียงบาน facebook 5. คลีนิคหมอ facebook
6. รพ.สต. น้ำแวน facebook 6. คลีนิคหมอ facebook
7. รพ.สต. ผาลาด facebook 7. คลีนิคหมอ facebook
8. รพ.สต. ฝายกวาง facebook 8. คลีนิคหมอ facebook
9. รพ.สต. แวนโค้ง facebook 9. คลีนิคหมอ facebook
10. รพ.สต. ทุ่งผาสุข facebook 10. คลีนิคหมอ facebook
11. รพ.สต. แม่ลาว facebook 11. คลีนิคหมอ facebook
12. รพ.สต. น้ำมิน facebook 12. คลีนิคหมอ
facebook
13. รพ.สต. จำบอน facebook 13. คลีนิคหมอ facebook
14. รพ.สต. สันปูเลย facebook 14. คลีนิคหมอ facebook
15. รพ.สต. ปางมดแดง facebook 15. คลีนิคหมอ facebook
16. รพ.สต. เจดีย์คำ facebook 16. คลีนิคหมอ facebook
17. รพ.สต. ร่มเย็น facebook 17. คลีนิคหมอ facebook
18. รพ.สต. หนองป่าแพะ facebook 18. คลีนิคหมอ facebook
19. รพ.สต. ปางถ้ำ facebook 19. คลีนิคหมอ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ หน่วยงานธนาคารและรัฐวิสาหกิจ อำเภอเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค facebook 1. บริษัทขนส่งจำกัด facebook
  2. การประปาส่วนภูมิภาค facebook 2. บริษัทสมบัติทัวร์ facebook
  3. องค์การโทรศัพท์ส่วนภูมิภาค facebook 3. บริษัทโชครุ่งทวีทัวร์ facebook
  4. ไปรษณีย์ไทย สาขาเชียงคำ facebook 4. บริษัทสยามเฟิร์สทัวร์ facebook
  5. บริษัท ทีโอที จำกัด facebook 5. บริษัทเชิดชัยทัวร์ facebook
  6. ธนาคาร ธกส. สาขาเชียงคำ facebook 6. บริษัทบุษราคัมทัวร์ facebook
  7. ธนาคาร ธกส. สาขาบ้านทราย facebook 7. บริษัทดอกคำใต้เดินรถ จำกัด facebook
  8. ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคำ facebook 8. บริษัท ก.สหกิจเดินรถ จำกัด facebook
  9. ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงคำ facebook 9. บริษัทบุญณัฐเดินรถ จำกัด facebook
  10. ธนาคารกรุงไทย สาขาโลตัส facebook 10. บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่งจำกัด facebook
  11. ธนาคารไทยพานิชย์ เชียงคำ facebook 11. บริการรถตู้ facebook
  12. ธนาคารกรุงเทพ สาขาเชียงคำ facebook 12. บริการรถโดยสาร facebook
  13. ธนาคารกรุงเทพ โลตัสเชียงคำ facebook 13. บริการรถมอเตอร์ไซค์ facebook
  14. ธนาคารกสิกรไทย สาขาเชียงคำ facebook 14. มูลนิธิต่างๆ facebook
  15. ไทยประกันชีวิต facebook 15. สถานีวิทยุ 96.50 คลื่นสีขาว facebook
  16. วิริยะประกันภัย facebook 16. สถานีวิทยุ คลื่น 94.0 ยักษ์ใหญ่
facebook
  17. สินเชื่อ facebook 17. สถานีวิทยุ คลื่น 103.25 ดวงดี
facebook
  18. สนง.สุดารัตน์ ประวัง ประกันชีวิต facebook 18. สถานีวิทยุ คลื่น 104.0 เชียงคำ
facebook
  19. ชมรมพลศึกษาและกีฬา facebook 19. สถานีวิทยุ คลื่น 89.0 สบายใจ
facebook
  20. บริษัทนิ่มซี่เส็งขนส่ง จำกัด facebook 20. วิทยุชุมชนพะเยา facebook
  21. บริษัทพีวีลิสซิ่ง จำกัด facebook 21. บริษัททวียนต์ facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ลิงค์ หน่วยงานทางด้านการศึกษา ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
ที่ ตำบลหย่วน   ที่  ตำบลร่มเย็น  
1. โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม facebook 1. โรงเรียนบ้านสบสา facebook
2. ม.ราชภัฎเชียงราย วิทยาเขต facebook 2. โรงเรียนบ้านร่องส้าน facebook
3. โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ facebook 3. โรงเรียนบ้านใหม่ร่มเย็น facebook
4. โรงเรียนปิยมิตรวิทยา facebook 4. โรงเรียนบ้านปางถ้ำ facebook
5. โรงเรียนคุณากร facebook 5. โรงเรียนบ้านโจ้โก้ facebook
6. เขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 facebook 6. โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง facebook
7. โรงเรียนสาธิตวิทยาเชียงคำ facebook
8. โรงเรียนวัดหย่วนวิทยา facebook      
ที่  ตำบลเวียง   ที่  ตำบลอ่างทอง  
1. โรงเรียนบ้านพระนั่งดิน facebook 1. โรงเรียนบ้านจำบอน facebook
2. โรงเรียนบ้านปี้ facebook 2. โรงเรียนบ้านปางมดแดง facebook
3. โรงเรียนบ้านไชยพรม facebook 3. โรงเรียนบ้านสันปูเลย facebook
ที่  ตำบลน้ำแวน   ที่ ตำบลเจดีย์คำ
1. โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ facebook 1. โรงเรียนบ้านวังเค็มใหม่ facebook
2. โรงเรียนบ้านแวน facebook 2. โรงเรียนบ้านปัว facebook
3. โรงเรียนบ้านชัยชมภู facebook 3. โรงเรียนบ้านดอนลาว facebook
4. โรงเรียนบ้านผาลาด facebook 4. โรงเรียนบ้านร่องค้อม facebook
 ที่  ตำบลฝายกวาง    ที่  ตำบลแม่ลาว  
1. โรงเรียนบ้านฝายกวาง facebook 1. โรงเรียนบ้านทุ่งเย็น facebook
2. โรงเรียนบ้านปัวศรีพรม facebook 2. โรงเรียน่บ้านถ้ำผาลาด facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งหล่ม facebook 3. โรงเรียนบ้านน้ำมิน facebook
4. โรงเรียนบ้านแวนโค้ง facebook 4. โรงเรียนบ้านสบทุ facebook
5. วิทยาลัยการอาชีพเชียงคำ facebook 5. โรงเรียนบ้านแฮะ facebook
ที่ ตำบลเชียงบาน ที่ ตำบลทุ่งผาสุข
1. โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน facebook 1. โรงเรียนบ้านผาฮาว facebook
2. โรงเรียนบ้านปางวัว facebook 2. โรงเรียนบ้านหัวทุ่ง facebook
3. โรงเรียนบ้านทุ่งมอก facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
 ลิงค์ สถานที่ท้องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเชียงคำ
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. วัดพระธาตุดอยคำ facebook 1. อุทยานแห่งชาติภูซาง facebook
2. วัดพระนั่งดิน facebook 2. วัดแสนเมืองมา facebook
3. วัดนันตาราม facebook 3. ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ facebook
4. อนุสรณ์ผู้เสียสละ facebook 4. วัดพระธาตุสบแวน facebook
5. น้ำตกน้ำมิน facebook 5. ด่านชายแดนบ้านฮวก facebook
6. อ่างเก็บน้ำบ้านแฮะ facebook 6. ถ้ำผาแดง ถ้ำน้ำลอด ปางถ้ำ facebook
7. อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำ facebook 7. ถ้ำห้วยสา facebook
8. น้ำตกคะแนง facebook 8. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านห้วยสา facebook
9. ถ้ำห้วยน้ำดั้น รูปหน้าคน facebook 9. อ่างเก็บน้ำห้วยสา บ้านคุ้ม facebook
10. น้ำตกขุนลาว บ้านคะแนง facebook  10. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ facebook
11. ดอยผาขาม facebook 11. ภูอานม้า ต.ร่มเย็น facebook
12. น้ำตกห้วยเคียน facebook 12. ถ้ำตาถ้ำยาย ต.ร่มเย็น facebook
13. วัดพระธาตุขุนห้วยสวด facebook 13. ถ้ำบ้านวังถ้ำ ต.แม่ลาว facebook
14. ศูนย์หัตถกรรมไทลื้อทุ่งมอก facebook 14. แนวกำแพงเก่าบ้านเวียง facebook
15. กู่ผาแดงบ้านกอม ต.เวียง facebook 15. อ่างเก็บน้ำญวน facebook
16. วังตาด ต.ร่มเย็น facebook 16. วัดร้องเก่า facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ศูนย์จำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. ศูนย์โอท็อป facebook
2. ศูนย์ฯวัดพระนั่งดิน facebook
3. ผ้าทอไทลื้อ บ้านทุ่งมอก facebook
4. กาละแมโบราณ facebook
5. ผักตบชวาและผ้าปักโครเช facebook

 

ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
  1. บ้านร้อง  หมู่ที่ 1 facebook 16. บ้านบ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 16 facebook
2. บ้านหนอง หมู่ที่ 2 facebook 17. บ้านคุ้มเจริญ หมู่ที่ 17 facebook
3. บ้านหนองป่าแพะ หมู่ที่ 3 facebook 18. บ้านสบสา หมู่ที่ 18 facebook
4. บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ 4 facebook 19. บ้านน้ำยวนพัฒนา หมู่ที่ 19 facebook
5. บ้านสบสา หมู่ที่ 5 facebook 20. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 20 facebook
6. บ้านคุ้ม หมู่ที่ 6 facebook 21. บ้านประชาพัฒนา หมู่ที่ 21
facebook
7. บ้านใหม่ร่มเย็น หมู่ที่ 7 facebook 22. บ้านห้วยเดื่อดอยนาง หมู่ที่ 22
facebook
8. บ้านร่องส้าน หมู่ที่ 8 facebook 23. บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนองห้า facebook
9. บ้านปางถ้ำ หมู่ที่ 9 facebook 24. บ้านใหม่เจริญสุข ขึ้นกับหมู่ 3 facebook
10. บ้านผาแดงล่าง หมู่ที่ 10 facebook 25. บ้านร้องขี้เป็ด ขี้นกับ หมู่ 1 facebook
11. บ้านผาแดงบน หมู่ที่ 11 facebook 26. บ้านห้วยเคียน facebook
12. บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 12 facebook 27. บ้านห้วยปุ้ม (ถ้ำ,น้ำตก) facebook
13. บ้านประชาภักดี หมู่ที่ 13 facebook 28. บ้านห้วยหอย facebook
14. บ้านห้วยสา หมู่ที่ 14 facebook 29. วิวยอดดอยผาขาม facebook
15. บ้านเกษตรสมบูรณ์ หมู่ที่ 15 facebook 30. เส้นทางปางถ้ำ-ผาแดงบน facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
             
  1. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 1 facebook 9. บ้านงุ้น facebook
  2. บ้านธาตุสบแวน หมู่ 2 facebook 10. บ้านใหม่นันทะวงค์ facebook
  3. บ้านหย่วน facebook 11. บ้านกอม facebook
  4. บ้านมาง facebook 12. บ้านป่าแดด facebook
  5. บ้านดอนไชย facebook 13. บ้านทุ่งบานเย็น facebook
  6. บ้านแช่แห้ง facebook 14. บ้านเปื๋อยเปียง facebook
  7. บ้านแดนเมือง facebook 15. บ้านเชียงคำ facebook
  8. บ้านตลาด (วัดบุนนาค) facebook      
             

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปี้ หมู่ที่ 1 facebook 6. บ้านเวียง facebook
2. บ้านคือ facebook 7. บ้านพระนั่งดิน facebook
3. บ้านทราย facebook 8. บ้านดอนไชย facebook
4. บ้านล้า facebook 9. บ้านดอนแก้ว facebook
5. บ้านไชยพรม facebook 10. บ้านปี้ หมู่ที่ 10 facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านสนธิ์พัฒนา facebook
2. บ้านน้ำแวน หมู่ที่ 2 facebook 9. บ้านห้วยบง facebook
3. บ้านไคร้ป่าคา facebook 10. บ้านป่าแดงสามัคคี facebook
4. บ้านแม่ต๋ำ facebook 11. บ้านก้าวเจริญ facebook
5. บ้านผาลาด facebook 12. บ้านสันเวียงทอง facebook
6. บ้านชัยชุมภู facebook 13. บ้านชัยเจริญ facebook
7. บ้านแม่ต๋ำท่าข้าม facebook 14. บ้านแวนศรีชุม facebook
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านวังเค็มเก่า facebook 7. บ้านบุญยืน facebook
2. บ้านวังเค็มใหม่ facebook 8. บ้านดอนลาว facebook
3. บ้านใหม่ไพรสนธิ์ facebook 9. บ้านปิน facebook
4. บ้านปัวชัย facebook 10. บ้านร่องค้อม facebook
5. บ้านปุ facebook 11. บ้านอัมพร facebook
6. บ้านกว้าน facebook 12. บ้านบุญชัย facebook

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านฝายกวาง facebook 10. บ้านทุ่งหล่มใหม่ facebook
2. บ้านปัว (แหลง) facebook 11. บ้านสันติสุข facebook
3. บ้านศรีพรม facebook 12. บ้านบัวนาคพัฒนา facebook
4. บ้านหนอง (ลื้อ)
facebook 13. บ้านใหม่นาสา facebook
5. บ้านปัวใหม่ facebook 14. บ้านศิวิไล facebook
6. บ้านทุ่งหล่ม facebook 15. บ้านหนองใหม่ facebook
7. บ้านสลาบ facebook 16. บ้านฐานพัฒนา facebook
8. บ้านแวนโค้ง facebook 17. บ้านฝายกวาง facebook
9. บ้านใหม่เจริญไพร facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านปางวัว facebook 7. บ้านเชียงคาน facebook
2. บ้านทุ่งมอก facebook 8. บ้านสบแวน หมู่ 8 facebook
3. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 3 facebook 9. บ้านแพทย์บุญเรือง facebook
4. บ้านเชียงบาน หมุ่ที่ 4 facebook 10. บ้านเชียงบาน หมู่ที่ 10 facebook
5. บ้านแวนพัฒนา facebook 11. บ้านฝั่งแวน facebook
6. บ้านแพด หมู่ที่ 6 facebook      

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 1 facebook 8. บ้านกาญจนา facebook
2. บ้านทุ่งเย็น หมู่ที่ 2
facebook 9. บ้านสบทุ facebook
3. บ้านผาลาด หมู่ที่ 3
facebook 10. บ้านคะแนง facebook
4. บ้านวังถ้ำ facebook 11. บ้านกอก facebook
5. บ้านแฮะ facebook 12. บ้านผาลาดใหม่ facebook
6. บ้านน้ำมิน facebook 13. บ้านน้ำมินเหนือ facebook
7. บ้านน้ำลาว facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลอ่างทอง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านเนินสามัคคี facebook 8. บ้านสันปูเลย facebook
2. บ้านดอยอิสาน facebook 9. บ้านปางมดแดง facebook
3. บ้านหล่ายพัฒนา facebook 10. บ้านปางมดแดงใหม่ facebook
4. บ้านบ่อน้อย facebook 11. บ้านเนินสายกลาง facebook
5. บ้านหนองบัวเงิน facebook 12. บ้านจำบอนใหม่ facebook
6. บ้านนาเจริญ facebook 13. บ้านนาเจริญ facebook
7. บ้านจำบอน facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ตำบลทุ่งผาสุข อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. บ้านหัวทุ่ง facebook 5. บ้านหัวทุ่งใหม่ facebook
2. บ้านทุ่งควบ facebook 6. บ้านทุ่งผาสุข facebook
3. บ้านผาฮาว facebook 7. บ้านใหม่เจริญ facebook
4. บ้านไร่แสนสุข facebook      
           

 

รวมลิงค์หน่วยงานในเชียงคำ
ท่านสามารถคลิ๊กเข้าชมเว็ปไซต์และเฟรชบุ๊คของหน่วยงานต่างๆของอำเภอเชียงคำเราได้เลยนะครับ
ดอยผาขามและอ่างน้ำญวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชื่อสถานที่ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 1 facebook 10. ตำนานนกหัสดิลิงค์ facebook  
  2. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 2 facebook 11. เรื่องเล่าดอยผาขาม 1 facebook  
  3. กว่าจะมาเป็นแม่น้ำญวน 3 facebook 12. เรื่องเล่าดอยผาขาม 2 facebook  
  4. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 1 facebook 13. เรื่องเล่าดอยผาขาม 3 facebook  
  5. ที่มาโครงการอ่างเก็บน้ำญวน 2 facebook 14. เรื่องเล่าดอยผาขาม 4 facebook  
  6. เสียงน้อยๆคอยติดตามอ่างฯ facebook 15. เรื่องเล่าดอยผาขาม 5 facebook  
  7. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 1 facebook 16. ถ้ำผาแดง-ถ้ำน้ำลอด facebook  
  8. ดอยผาขามตำนานสอนใจ 2 facebook 17. ยอดวิวดอยผาขาม facebook  
  9. ตำนานพระสนธนมโนราห์ facebook 18. ถ้ำรูปหน้าคนที่บ้านห้วยปุ้ม facebook  
               

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพชนชาติพันธุ์ต่างๆ
ชนชาติพันธุ์ในไทยและที่มีอยู่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ ชนชาติพันธุ์ / เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. ชนชาติพันธุ์ไตยวน facebook 12. ชนชาติพันธุ์ลาหู่หรือมูเซอ facebook
  2. ชนชาติพันธุ์ไทลื้อ facebook 13. ชนชาติมลาบรีหรือผีตองเหลือง facebook
  3. ชนชาติพันธ์ุเผ่าเมี่ยนหรือเย้า facebook 14. ชนชาติพันธุ์ภูไท facebook
  4. ชนชาติพันธุ์เผ่าม้งหรือแม้ว facebook 15. ชนชาติพันธุ์ลาวโซ่ง facebook
  5. ชนชาติพันธุ์อีสาน facebook 16. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 17. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 18. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook
  8. ชนชาติพันธุ์อาข่าหรืออีก้อ facebook 19. ชนชาติพันธุ์ชาวใต้ facebook
  9. ชนชาติพันธุ์ขมุ facebook 20. ชนชาติพันธุ์ละหว้าหรือลัวะ facebook
  10. ชนชาติพันธุ์ไทเขิน facebook 21. ศูนย์อพยพภูซาง facebook
11. ชนชาติพันธุ์ลาวเวียง ลาวครั่ง

 

ข้อมูลประวัติและรูปภาพเรื่องราวต่างๆในอำเภอเชียงคำ
เรื่องราวเกี่ยวกับเชียงคำ-ภูซาง
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
               
  1. ภาพเก่าเล่าเชียงคำ facebook 1. ในหลวงเสด็จเชียงคำ facebook  
  2. วัดพระนั่งดิน เชียงคำ facebook 2. นายอำเภอคนแรกของเชียงคำ facebook  
  3. ตำนานพระเจ้านั่งดิน facebook 3. พระยาดัสกรปลาส facebook  
  4. วัดเวียงพระแก้ว facebook 4. ที่ว่าการอำเภอเชียงคำ facebook  
  5. พญาคำฟูกับเชียงคำ facebook 5. ชนชาติพันธุ์ส่วยหรือชาวกูย facebook  
  6. ชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ facebook 6. ชนชาติพันธุ์ชาวมอญ facebook  
  7. ชนชาติพันธุ์ปกากญอ facebook 7. ชนชาติพันธุ์ชาวเล facebook  
8. ตำนานตุ๊เจ้าคอขาด facebook 8. พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช facebook
9. ตำนานเมืองคุ้ม facebook 9. ชุดครัยรับปริญาม.พะเยา facebook
10. ตำนานดงเปื๋อยเปียง facebook 10. งานปอยบวชเณร facebook
11. ตำนานดงป่าแดง facebook 11. ส่งเคราะห์สู่ขวัญ facebook
12. ตำนานกู่ผาแดง facebook 12. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
13 ตำนานขุนหาญดงโก้ง facebook 13. วัดพระธาตุภูซาง facebook
14. ตำนานทุ่งทัพ facebook 14. ยินดีต้อนรับสู่มาตุภูมิ facebook
15. ตำนานดอยปู่ง่าว facebook 15. งานกีฬาสีโรงเรียนเชียงคำ facebook
16. ตำนานเจ้าหมวกคำ facebook 16. ดอกหางนกยูงเชียงคำ facebook
17. ตำนานพระธาตุดอยคำ facebook 17. คำสอนล้านนา facebook
18. ปริศนาธรรมพระนั่งดิน facebook 18. กว่าจะมาเป็นผ้าไทลื้อ facebook
19. พระเจ้าแสนแซ่ facebook 19. เสื้อสมาชิกกลุ่มรวมพลฯ facebook
20. สล่าปั้นพระงามเจียงคำ facebook 20. วัดนันตาราม Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
21. สุริวงศ์ องค์สุดท้ายเจียงคำ facebook 21. พระธาตุขุนบง ภูซาง Cr.Kowit facebook
22. ปี่ขับลื้อ..โดยนพดล facebook 22. วัดวังเค็มเก่า Cr.พี่โกวิทย์ facebook
23. ผางลาง facebook 23. จำลองเมืองเก่าเชียงคำ facebook
24. วัดร้องเก่า ต.ร่มเย็น facebook 24. ภูชีฟ้า Cr.ณัฐพิสิษฐ์ facebook
25. บ้านปี้ ต.เวียง อ.เชียงคำ facebook 25. นครน่าน Cr. Kowit facebook
26. แข่งขันไก่ตั้ง facebook 26. รูปรวมพลคนฮักเจียงคำ facebook
27. เสน่ห์ธรรมชาติบ้านเฮา facebook 27. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
28. บรรยากาศเก็บหอยน้ำญวน facebook 28. โครงการหลวงปังค่า facebook
29. บ้านห้วยเคียน ต.ร่มเย็น facebook 29. เรื่องลึกลับ facebook
30. โครงการทำฝายไม้ไผ่ facebook 30. วัดพระธาตุดอยคำ facebook
31. ถ้ำห้วยสา ต.ร่มเย็น facebook 31. กรีดยางพาราที่บ้านเกษตรฯ facebook
32. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook 32. วัดมางหรือ วัดแสนเมืองมา facebook
33. แนวกำแพงโบราณเชียงคำ facebook 33. วัดหย่วน อ.เชียงคำ facebook
34. พิธีกรรมล้านนาบ้านเฮา facebook 34. เส้นทางปางถ้ำต้นผึ้ง ร่มเย็น facebook
35. ภาพในตลาดเชียงคำปัจจุบัน facebook 35. วัดบุนนาค facebook
36. บรรยากาศมุมสูงของเชียงคำ facebook 36. งานไทลื้อเจียงคำ ปี 2557 facebook
37. สาวงามไทลื้อ facebook 37. บ้านพี่เมืองน้อง น้ำตกภูซาง facebook
38. ภาพวิวยอดดอยผาขาม facebook 38. ภาพวิถีชีวิตชาวบ้าน facebook
39. อนุสรณ์ผู้เสียสละเชียงคำ facebook 39. ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง facebook
40. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 40. เสื้อสมาชิก facebook
41. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 41. บรรยากาศบ้านยอด อ.สองแคว facebook
42. โรงหนังประสพสุขรามา facebook 42. ลำไยบ้านเฮา facebook
43. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 43. อยากให้เชียงคำพัฒนา facebook
44. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 44. ไฟป่าที่เชียงคำ facebook
45. อ่างเก็บน้ำญวน facebook 45. วัดก๊อซาว ทุ่งกล้วย ภูซาง facebook
46. พาเที่ยวบ้านฮวก facebook 46. บ้านป่าฮ้อม ภูซาง facebook
47. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 47. แอ่วตวยถนภูซางเจียงฮาย facebook
48. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 48. แอ่วทุ่งทานตะวัน ป่าซาง facebook
49. ความภาคภูมิใจเชียงคำ facebook 49. แอ่วทุ่งทานตะวัน facebook
50. ถนนคนเดินเชียงคำ facebook 50. สาวงามไทลื้อ facebook

 

อาหารการกินคนเมืองล้านนา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. อาหารล้านนาบ้านเฮา facebook 1. น้ำพริกเห็ดด่าน facebook  
  2. ดอกงิ้ว ทำน้ำขนมจีน facebook 2. เห็ดดิน เห็ดเหลือง เห็ดแดง facebook  
  3. อ่อมจิ้นล้านนา facebook 3. เห็ดถอบ facebook  
  4. แกงมะฟักใส่ไก่ facebook 4. เห็ดขอนขาว facebook  
  5. แกงผักปั๋ง facebook 5. เห็ดลม facebook  
  6. น้ำพริกน้ำผัก facebook 6. เห็ดฟาง facebook  
  7. ส้ามะลิดไม้ facebook 7. ผัดเผ็ดหมูป่า facebook  
8. น้ำพริกมะกอก facebook 8. เห็ดหูหนูหรือเห็ดโล๊ะหละ facebook
9. อาหารที่ทำจากมดส้ม facebook 9. ลาบหมี่หมู facebook
10. คั่วดอกหอมใส่ไข่ facebook 10. ส้มตำประเภทต่างๆ facebook
11. มะแขว่นเครื่องปรุงรสล้านนา facebook 11. ไส้ย่าง facebook
12. อาหารที่ทำจากจี้กุ่ง facebook 12. แมงมันของบ่เขียม facebook
13 หวายของป่าหากินยาก facebook 13. ยำปลากระป๋อง facebook
14. แกงกระด้าง facebook 14. ข้าวกั๊นจิ้น facebook
15. แกงขนุน facebook 15. ข้าวแรมฟืน facebook
16. แกงผักหละ หรือ ผักชะอม facebook 16. ตัวต่อ น้ำพริกต่อ facebook
17. ส้ากุ้งหรือกุ้งเต้น facebook 17. แกงหน่อไม้ใส่เห็ดอีกหม้อ facebook
18. น้ำพริกข่าต้มเห็ดถอบ facebook 18. ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู facebook
19. มะนอยน้อย facebook 19. ส้าใบมะม่วง facebook
20. จิ้นส้มคนเมือง facebook 20. แกงหน่อไม้ facebook
21. แกงหวายอีกแบบ facebook 21. ตำขนุน facebook
22. แกงหอย facebook 22. แกงผักชะอม facebook
23. ยำไก่เมืองเหนือเฮา facebook 23. คั่วผักหม facebook
24. แกงหยวกกล้วย facebook 24. ข้าวซอย facebook
25. ยำปลาแห้ง facebook 25. อ๊อกปู๋นา สุดยอดอาหาร facebook
26. ตำเตา facebook 26. ไส้อั่ว facebook
27. แกงแค facebook 27. ส้มตำข้าวเหนียวไก่อบฟาง facebook
28. แก๋งมะบวบ facebook 28. หลามปลาหลามเนื้อ facebook
29. คั่วยอดฟักทอง facebook 29. ยำไส้ตัน facebook
30. แกงผักจี facebook 30. ปลานึ่ง facebook
31. แกงหนัง facebook 31. จี้กุ่งทอด facebook
32. ห่อนึ่งประเภทต่างๆ facebook 32. ปลาเผาจิ้มน้ำพริก facebook
33. ตำถั่วฝักยาว facebook 33. ขุดปูนา facebook
34. น้ำพริกจี้กุ่ง และจี้กุ่งทอด facebook 34. ห่อนึ่งเห็น facebook
35. จิ้นนึ่งกับน้ำพริกข่า facebook 35. ขนมข้าวควบ facebook
36. น้ำพริกหนุ่ม facebook 36. ขนมข้าวแคบ facebook
37. ตำมะเขือยาว facebook 37. ต้มโคล้งปลา ต้มยำปลา facebook
38. ตำมะเหิด หรือ มะระขี้นก facebook 38. ไก ตะ สาหร่ายน้ำจืด facebook
39. น้ำพริกมะขามสด facebook 39. หม่าขี้เบ้า facebook
40. น้ำพริกอ่อง facebook 40. ต้นดอกงิ้ว facebook
41. ยำหน่อไม้ facebook 41. แอปเปิ้ลเมือง facebook
42. น้ำพริกหนุ่มแคปหมู facebook 42. ข้าวหนึกงา facebook
43. ตำถั่วฝักยาวอีกแบบ facebook 43. ข้าวหนมเหนียบ facebook
44. ยำงูสิงห์ facebook 44. ขนุนสุก facebook
45. ข้าวหนมปาด facebook 45. มะรื่นหรือมะมื่น facebook
46. ข้าวหนมแตน facebook 46. หม่ามู้ หรือ หม่ากู้ facebook
47. หมอบั่วหอมเตียม facebook 47. ต้นมะแขว่น facebook
48. น้ำผึ้งเดือนห้า facebook 48. ตั๊กแตนข้าว facebook
49. ขนมที่ทำจากกล้วย facebook 49. มะหลอด facebook
50. หลามปลา facebook 50. มะปราง facebook
51. มะม่วงหิมพานต์ facebook 51. หนอนไม้ไผ่ facebook
52. ปลาหมึกย่าง facebook 52. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook
53. ไก่อบฟาง facebook 53. น้ำพริกมะขาม facebook
54. จะค่าน เครื่องปรุงรส สุดยอด facebook 54. มดส้มหรือมดแดง facebook
55. ด้วงสาคู ด้วงมะพร้าว facebook 55. เรื่องกล้วยๆ facebook
56. ไส้หมูย่าง facebook 56. แกงเห็ดลมเห็ดกระด้าง facebook
57. มะม่วงหิมพานต์ facebook 57. กำกิ๋นบ้านเฮา facebook
58. ข้าวเหนียวมะม่วง facebook 58. อาหารคนเมือง facebook
59. มะหลอดผลไม้ล้านนา facebook 59. รวมอาหารล้านนาเฮา facebook
60. ตองและกล้วยป่า facebook 60. ดอกคำปุ๋ยหรือดอคำฝอย facebook

 

ศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
อาหารการกินคนเมืองล้านนา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
           
  1. การเก็บเกี่ยวข้าวแบบบ้านเฮา facebook 1. ดับไฟป่า facebook  
  2. ตักบาตรสองแผ่นดิน บ้านฮวก facebook 2. เก็บตกงานสงกรานต์ ปี 57 facebook  
  3. สถานีวิทยุปวงผญา facebook 3. เล่นว่าวกลางทุ่งนา facebook  
  4. บ้านฮวกชายแดนไทยลาว facebook 4. หน่อไผ่ยักษ์สารพัดประโยชน์ facebook  
  5. นางพญาเสื้อโคร่งบ้านเรา facebook 5. สาวดอย facebook  
  6. ไหข้าวหม้อนึ่งกั๊วะข้าวมะเก่า facebook 6. สาวเหนืองามๆ 1 facebook  
  7. ดนตรีพื้นเมือง facebook 7. สาวเหนืองามๆ 2 facebook  
8. ธรรมชาติเชียงคำบ้านเฮา facebook 8. ปีใหม่เมืองบ้านเฮา facebook
9. สืบชะตาแม่น้ำญวน facebook 9. ก่อก๋องฟืน หลัว facebook
10. งานไทลื้อเจียงคำ 1 facebook 10. เกมส์ปากระป๋องนมโบราณ facebook
11. งานไทลื้อเจียงคำ 2 facebook 11. มีดซอยยาสูบ facebook
12. น้ำท่วมปางถ้ำ ปี 56 facebook 12. ชุดครุยรับปริญญา ม.พะเยา facebook
13 น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 1 facebook 13. หลากหลายมุมมองกว๊าน facebook
14. น้ำท่วมตำบลร่มเย็น ชุด 2 facebook 14. ล้อหรือเกวียนบ้านเฮา facebook
15. น้ำท่วมแม่ลาว ปี 56 facebook 15. ประเพณีสู่ขวัญควาย facebook
16. ภาพงานอนุสรณ์ ปี 2557 facebook 16. วัดโลกโมลี เชียงใหม่ facebook
17. เสน่ห์บ้านเฮา facebook 17. เด็กเลี้ยงควาย facebook
18. บอกไฟดอก facebook 18. ช้างไทย facebook
19. วิถีชีวิตล้านนาบ้านเฮา facebook 19. ม้าไทย facebook
20. ภาพสวยๆใส่กรอบเรียบร้อย facebook 20. ประเพณีสงกรานต์ล้านนา facebook
21. ศูนย์หัตถกรรมผ้าไทลื้อ facebook 21. ประเพณีสู่ขวัญคน facebook
22. ดอกเอื้องสวยๆ facebook 22. ดอกคำใต้ facebook
23. ดอกจำปาลาว ลีลาวดี facebook 23. ไม้ไผ่สารพัดประโยชน์ facebook
24. ธรรมชาติไร้ขีดจำกัด facebook 24. พิธีสืบชะตาแบบล้านนา facebook
25. ต้นไม้แห่งธรรมะ facebook 25. วิถีชีวิตชาวนาไทย facebook
26. รูปผีเสื้อ facebook 26. รวมภาพแผ่นดินไหว เมื่อปี 57 facebook
27. เวลากับชีวิต facebook 27. วันวิสาขบูชา facebook
28. ความรักพ่อลูก facebook 28. วันมาฆบูชา facebook
29. ความสุขจากบ้านนา facebook 29. ภาพสมุดพระราชทาน facebook
30. เรื่องซึ้งๆจากแมคฯ facebook 30. เก็บตกสงกรานต์ลอสแองเจลิส facebook
31. ชีวิตเปรียบเหมือนบอล facebook 31. สาวในเครื่องแบบ facebook
32. กว่างนักสู้แห่งขุนเขา facebook 32. ต้มยำใบสลากกินแบ่ง facebook
33. ลูกชาวนา facebook 33. รองเท้าเก่าหรือเกิบ facebook
34. ฉันได้เรียนรู้ว่า facebook 34. วิธีแก้หนาวแบบแปลก facebook
35. สุขยิ่งกว่าการให้ facebook 35. ป้ายโฆษณาขำๆ facebook

 

วีดีโอศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
วีดีโอศิลปวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเฮา
ที่ เรื่อง / เว็ปไซต์ คลิ๊ก Facebook ที่ เรื่อง/ เว็ปไซต์ คลิ๊ก  Facebook
1. เชียงคำรำลึก เพลงลูกกรุง 1. วิถีชีวิตไทลื้อจังหวัดน่าน    
2. เชียงคำรำลึก เพลงคำเมือง 2. เดี่ยวซึง    
3. เชียงคำรำลึก บรรเลง 1 3. ละอ่อนเล่นซึง    
4. เชียงคำรำลึก บรรเลง 2 4. บรรเลงสะล้อ โดย..น้องโอ๊ค    
5. เชียงคำรำลึก บรรเลง 3 5. เพลงดอกบัวตอง..สุนทรีย์    
6. เชียงคำรำลึก บรรเลง 4 6. บรรเลงระนาด ล่องแม่ปิง    
7. ภาพเก่าเล่าอดีตเชียงคำ บรรเลง 1 7. ใฝ่หามาเจย สุนทรี    
8. ภาพเก่าเล่าอดีตเชียงคำ บรรเลง 2 8. ฟ้อนเล็บ    
9. ซอล่องน่าน คณะประสิทธิ   9. ฟ้อนเจิง  
10. ตำนานเมืองน่าน   10. ตีกลองปูจา  
11. ซอปี่ พ่อมานพ แม่บัวซอน   11. ตีกลองสะบัดชัย  
12. ซอปี่เยาวชนคณะลูกบัวตอง   12. ฟ้อนสาวไหม  
13. ซอตั้งเจียงใหม่ แม่บัวซอน   13. ปีใหม่ม้ง ปี 2009  
14. ซอล่องน่าน พ่อครูคำผาย   14. ขับเพลงพี่น้องเมี่ยนหรือ เย้า  
15. ซอพม่า ซออื่อ   15. บรรยากาศกว๊านพะเยา  
16. ซอเงี้ยว   16. ลอยกระทงพะเยา  
17. เดี่ยวซึ่ง มอญลำปาง   17. ในกว๊านพะเยา  
18. ปราสาทไหว   18. การตีกลองล้านนาแบบไทลื้อ  
19. หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ ประยุกต์   19. แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา 1  
20. รำวงบะเก่า   20. แอ่วพะเยา ภูซาง ภูลังกา 2  
21. เพลงลาวดวงเดือน ประยุกต์   21. ทางขึ้นภูลังกา 1  
22. วงมโหรี   22. ทางขึ้นภูลังกา 2  
23. ดนตรีพื้นเมืองเด็ก   23. ยอดภูลังกา สาวชาวเขาสวย  
24. ฟ้อนแง้น ซอล่องน่าน   24. ตอนขึ้นภูลังกา  
25. แห่มวย   25. ดอกบัวในกว๊านพะเยา  
26. กลองปูจา   26. ชมทะเลหมอกภูลังกา  
27. สืบสานล้านนา   27. ดอยภูลังกา  
28. ฟ้อนแพน   28. แอ่วกว๊านพะเยา  
29. ฟ้อนเงี้ยว   29. ซอเมืองน่าน ครูคำผาย นุปิง  
30. ฟ้อนดวงเดีอน   30. ขับลื้อสิบสองปันนา  
31. ฟ้อนหริภุญชัย   31. ครูมุกดา แม่พระดอกคำใต้  
32. ระบำเชียงแสน   32. ซอตั้งเชียงใหม่  
33. ฟ้อนเจิง   33. ปี่จุมห้า โดย..พ่ออุ้ยติ๊บ  
34. ฟ้อนผีมด 1   34. ปี่จุม เชียงดาววิทยาคม  
35. ฟ้อนผีมด 2   35. สะล้อซอซึง  
36. ฟ้อนผีเมืองละกอน   36. เดี่ยวซึง เพลงล่องแม่ปิง  
37. ล้านนาโชว์   37. กว๊านพะเยา  
38. วงระนาด   38. ฟ้อนที่พะเยา  
39. วิถีชีวิตชุมชนไทลื้อ   39. ลอยกระทงที่พะเยา  
40. การอ่านธรรมล้านนาแบบไทลื้อ   40. ล่องเรือกว๊านพะเยา  
41. การฟ้อนสะไบล้านนาแบบไทลื้อ   41. ลอยกระทงที่บ้านต๋อมพะเยา  
42. การฟ้อนไทลื้อของละอ่อนล้านนา   42. บวงสรวงที่พะเยา  
43. ช่างซอฟ้อนแง้นแบบล้านนา   43. ภูชี้ฟ้า 1  
44. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา ๑   44. ภูชี้ฟ้า 2  
45. เซิ้งไทลื้อแบบล้านนา   45. ภูชี้ฟ้า 3  
46. เยือนเฮือนไทลื้อเชียงคำ   46. ภูชี้ฟ้า 4  
47. วิถีชีวิตไทลื้อเชียงคำ   47. แอ่วเหนือ  
48. ไหว้พระวัดอนันตาราม เชียงคำ   48. แอ่วเหนือ 2  
49. น้ำตกภูซางและวัดพระนั่งดิน   49. ดอยตุง  
50. การเก็บน้ำผึ้งของชุมชนบ้านปี้        
           

 

กันยายน 2017
อา พฤ
« พ.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
รวมภาพต่าง ๆ